iPhone 11 (ไอโฟน 11) ส่องกล้องใหม่ดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน มีฟีเจอร์ถ่ายภาพอะไรน่าสนใจ มาดูกัน!
หนึ่งในไฮไลท์เด่นของ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ คงหนีไม่พ้นกล้องถ่ายภาพที่ครั้งนี้มีการเพิ่มจำนวนกล้อง รวมถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้เลือกใช้งานอย่างมากมาย ตอบโจทย์การถ่ายภาพในระดับ Pro มากขึ้น แต่เชื่อว่าหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ากล้องตัวใหม่ของไอโฟน ปี 2019 ทั้งสามรุ่นสามารถทำอะไรได้บ้าง วันนี้ทีมงาน Thaimobilecenter สรุปให้ทุกท่านเรียบร้อยแล้วครับ
เลนส์ Ultra Wide มาแล้ว!

iPhone ทั้งสามรุ่นมาพร้อมกับเลนส์ตัวใหม่ในชื่อว่า Ultra Wide ซึ่งมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.4 พร้อมองศาในการรับภาพกว้างถึง 120 องศา ช่วยให้เราสามารถเก็บภาพวิวทิวทัศน์ได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ตกเฟรม ซึ่งแม้ว่าจะมีเลนส์ Ultra Wide เหมือนกัน แต่จำนวนกล้องจะไม่เท่ากัน
โดย iPhone 11 มาพร้อมกับกล้องคู่ แบ่งออกเป็น กล้อง Wide และกล้อง Ultra Wide ความละเอียดเท่ากันที่ 12 ล้านพิกเซล ส่วนทางด้าน iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัว แบ่งออกเป็น กล้อง Wide, กล้อง Ultra Wide และกล้อง Telephoto ความละเอียดเท่ากันที่ 12 ล้านพิกเซล
อีกขั้นของเซลฟี่ - Slofie!

กล้องหน้า TrueDepth Camera ของ iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max แม้ว่าจะมีความละเอียดที่ 12 ล้านพิกเซลเท่ากับรุ่นเดิม แต่เปลี่ยนเซ็นเซอร์รับภาพใหม่ยกชุด ส่งผลให้เราสามารถถ่ายเซลฟี่สนุกๆ ในรูปแบบ Slofie หรือการถ่ายวิดีโอเซลฟี่แบบสโลโมชันที่ระดับ 120fps ทำให้เรามองเห้นภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละเสี้ยววินาทีได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
แสงน้อยไม่ต้องกังวล เพราะมี Night Mode

ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ Apple ตัดสินใจใส่ Night Mode หรือโหมดถ่ายภาพกลางคืนมาให้กับ iPhone ทังสามรุ่นในปี 2019 โดยฟีเจอร์ดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพในตอนกลางคืน หรือสภาวะแสงน้อยได้อย่างคมชัดโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง โดยเมื่อระบบตรวจจับได้ว่าสภาพแวดล้อมมีแสงไม่เพียงพอ ก็จะทำการถ่ายภาพหลายๆ ใบด้วยกล้องตัวหลักที่มีระบบกันสั่น OIS จากนั้นก็จะใช้ซอฟท์แวร์มาจัดเฟรมบนภาพถ่าย รวมถึงจัดการส่วนของภาพที่เบลอให้คมชัดมากขึ้น พร้อมทั้งปรับคอนทราสโดยรวมของภาพให้สมดุล นอกจากนี้ ยังลด Noise และเพิ่มดีเทลให้กับภาพถ่าย ส่งผลให้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมา ภาพจะสว่าง และคมชัดกว่าการถ่ายภาพที่ไม่มีฟังก์ชัน Night Mode นั่นเอง
หน้าชัดหลังเบลอที่สมบูรณ์แบบกว่าเดิม เพิ่มเติมคือถ่ายน้องหมาได้ด้วย!

โหมดถ่ายภาพ Portrait หรือการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ได้รับการปรับปรุงให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยรอบนี้มาพร้อมกับเอฟเฟ็กต์การจัดแสงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า High-Key Light Mono หรือการจัดแสงของภาพถ่ายให้อยู่ในโทนขาว-ดำ ราวกับการถ่ายจากสตูดิโอ นอกจากนี้ Apple ยังได้เพิ่มคุณสมบัติให้โหมด Portrait สามารถใช้ถ่ายเพื่อนรักสัตว์สี่ขาอย่างเช่น น้องหมา ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้แอปพลิเคชันแยกอีกต่อไป
วิดีโอชัดเท่ากันทั้งหน้า และหลัง

iPhone 11, iPhone 11 Pro รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดคมชัด 4K ที่ระดับ 60fps เหมือนกันทั้งด้านหน้า และด้านหลัง รวมทั้งยังมีการปรับ Dynamic range ให้กว้างขึ้น ส่งผลให้เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ตามแสงเงาได้ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งยังมีระบบกันสั่นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทาง Apple ระบุว่า เป็นระบบกันสั่นแบบการใช้ถ่ายภาพยนตร์ (Cinematic Video Stabilization) เลยทีเดียว
QuickTake สลับจากถ่ายภาพเป็นวิดีโอในพริบตา

โดยปกติแล้วหากเราต้องการสลับจากโหมดถ่ายภาพ เป็นวิดีโอบน iPhone ก็ต้องเลื่อนเมนูที่ด้านล่าง แต่คราวนี้ Apple เสนอแนวทางใหม่ด้วยฟังก์ชัน QuickTake ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสลับจากโหมดถ่ายภาพนิ่งเป็นโหมดวิดีโอได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่กดที่ปุ่มชัตเตอร์ค้างเอาไว้แล้วลากไปทางขวา แต่ที่น่าสนใจคือเมื่อเราเข้าสู่โหมดถ่ายวิดีโอแล้ว ระบบสามารถ Track การเคลื่อนไหวของวัตถุ หรือตัวแบบไม่ให้หลุดโฟกัส ผ่านการทำงานของ Machine Learning และชิป Apple A13 Bionic
ซูมมมมมมมม เสียงก็ทำได้!

แม้จะเป็นฟีเจอร์ที่ Apple ไม่ได้เปิดเผยให้ทราบภายในงานเปิดตัว แต่ภายในหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการระบุว่า iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max มีฟังก์ชัน Audio Zoom ที่ช่วยปรับระดับเสียงให้เข้ากับเฟรมขณะถ่ายวิดีโอ ยกตัวอย่างเช่น หากซูมเข้าไปใกล้ตัวแบบ เสียงก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น หรือหากซูมออก เสียงก็จะปรับระดับให้เบาลง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่คล้ายๆ กับที่มีอยู่ใน Samsung Galaxy Note 10 และ Note 10+ นั่นเอง
Deep Fusion เบื้องหลังความคมชัดของภาพถ่าย

Deep Fusion อัลกอริทึมสำหรับถ่ายภาพตัวใหม่ที่ทาง Apple ให้คำนิยามว่า เป็นศาสตร์การถ่ายภาพแบบ Computation Photography ที่บ้ามาก (Computation Photography mad science) โดยก่อนที่ผู้ใช้จะแตะปุ่มชัตเตอร์ ระบบได้ทำการถ่ายภาพแบบลากสปีดชัตเตอร์ (Long Exposure) เป็นจำนวน 4 ภาพ และภาพแบบปกติที่ไม่ลากสปีดชัตเตอร์ (short exposure) จำนวน 4 ภาพ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อเราแตะที่ปุ่มชัตเตอร์ ระบบก็จะทำการถ่ายภาพ Long Exposure ที่ลากสปีดชัตเตอร์ที่นานขึ้นอีกหนึ่งใบ จากนั้นก็จะนำ Machine Learning เข้ามาช่วย Process ภาพถ่ายทั้ง 9 ใบผ่านการดึงดึงส่วนที่ดีที่สุดในแต่ละภาพออกมาเพื่อรวมกันเป็นภาพเพียงใบเดียว พร้อมทั้งยังมีการปรับแต่งภาพเพิ่มเติม การเพิ่มดีเทล, ลด Noise รวมถึงการปรับแต่งลงลึกระดับพิกเซล ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น โดย Apple ระบุว่า Deep Fusion จะมีการปล่อยให้อัปเดตภายหลังช่วงปลายปีนี้
เรียกได้ว่า iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro เป็นการอัปเกรดกล้องถ่ายภาพครั้งใหญ่ของ Apple เลยทีเดียว ส่วนบทความทดสอบภาพถ่ายของไอโฟนทั้งสามรุ่น สามารถติดตามจากทีมงานได้ในเร็วๆ นี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สรุปฟีเจอร์เด่น iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
- เทียบสเปก iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
- สรุปราคาไทย iPhone 11, iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max
ที่มา : Apple, The Verge, CNET
วันที่ : 11/9/2562






