หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 16/5/2565

ลองใช้ HUAWEI Super Device เทคโนโลยีใหม่ที่เชื่อมทุกอุปกรณ์แบบไร้สาย ง่ายดีมีประสิทธิภาพในแบบ Smart Office

 

การทำงานในยุคนี้ต้องมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วประหยัดเวลา ดังนั้นหากต้องพึ่งพาเครื่องพีซี หรือแล็ปท็อป เพียงเครื่องเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอเสียแล้ว ดังนั้นคอนเซ็ปต์ของการนำอุปกรณ์ต่าง ๆ มาทำงานร่วมกันหลาย ๆ ประเภท หลาย ๆ หน้าจอ จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการทำงานในระดับมืออาชีพ แต่สิ่งอาจยังเป็นปัญหาสำหรับใครหลาย ๆ คนก็คือเรื่องของการเชื่อมต่อที่ยุ่งยาก, สายสัญญาณที่ระโยงระยางชวนให้ดูขัดตา, ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ หรือการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างกันที่ไม่สมบูรณ์ แต่โชคดีที่ขณะนี้มีโซลูชันใหม่นามว่า HUAWEI Super Device ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และทีมงานของเราก็มีโอกาสได้ลองสัมผัสกับสิ่งนี้มาแล้ว จึงขอนำเอาความน่าสนใจของ HUAWEI Super Device มาเล่าให้ทุกท่านได้ฟังกัน

 

สำหรับ HUAWEI Super Device นั้นเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนแนวคิดออฟฟิศอัจฉริยะของหัวเว่ยเอง หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า HUAWEI Smart Office ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ เพื่อมอบประสบการณ์ของการทำงานตามคอนเซ็ปต์ “ชีวิตเอไอไร้รอยต่อ” (Seamless AI Life) และ Super Device & Super Creativity โดยใช้เครื่องแล็ปท็อปเป็นศูนย์กลาง ซึ่งพร้อมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้ทันทีแบบไร้สาย และง่ายดายเพียงแค่ลากแล้ววางเท่านั้น (Cross-Device Collaboration) รวมทั้งเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาช่องว่างของการทำงานร่วมกันระหว่างแพลทฟอร์ม Windows กับ Mobile (Ecosystem Integration)

 

อุปกรณ์ที่รองรับกับการใช้งาน Super Device

สำหรับเครื่องแล็ปท็อปที่เราจะใช้เป็นศูนย์กลางของ Super Device ในครั้งนี้ก็คือ HUAWEI MateBook 14s แล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมจอที่คมชัดระดับ 2.5K แบบ HUAWEI FullView Display ที่มีพื้นที่แสดงผลถึง 90% ผสานหน่วยประมวลผลกลาง 11th Gen Intel Core H-Series Processor อันทรงพลัง กับหน่วยประมวลผลกราฟิก Intel Iris Xe และ HUAWEI Mobile App Engine Beta Program ที่ช่วยให้เราสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของสมาร์ทโฟนมาใช้งานบนแล็ปท็อปได้ทันที บนตัวเครื่องอะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่สวยพรีเมียมบางเบา

ไม่เพียงแค่ MateBook 14s เท่านั้น แต่แล็ปท็อปอีกหลาย ๆ รุ่นของ HUAWEI เองก็สามารถรองรับการใช้งาน Super Device ได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องมี PC Manager 12.0.2 หรือใหม่กว่าเท่านั้น

 

โดยอุปกรณ์ของ HUAWEI ที่รองรับกับการใช้งาน Super Device ร่วมกับแล็ปท็อปรุ่นต่าง ๆ ของ HUAWEI นั้นจะมีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน นั่นคือสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, จอมอนิเตอร์ และสมาร์ทวิชั่น ซึ่งรุ่นที่เรามีโอกาสได้ลองใช้งานในครั้งนี้ก็ได้แก่ HUAWEI P50 Pro สมาร์ทโฟนตัวท็อปที่มาพร้อมกล้องถ่ายภาพที่ดีที่สุดของค่าย, HUAWEI MatePad แท็บเล็ตประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ประจำปี 2022, HUAWEI MateView จอมอนิเตอร์ที่คมชัดระดับ 4K+ บนดีไซน์เรียบหรู และ HUAWEI Vision S สมาร์ทวิชั่น 120Hz ดีไซน์มินิมอลที่คมชัดระดับ 4K พร้อมกล้อง Magnetic Camera สุดล้ำ

 

วิธีเริ่มต้นใช้งาน HUAWEI Super Device

การเริ่มต้นใช้งาน Super Device ก็ไม่ยาก ใครก็สามารถทำได้ ในกรณีที่นำอุปกรณ์ใหม่มาจับคู่กับ MateBook เป็นครั้งแรก ก็ให้เราค้นหาอุปกรณ์ผ่านทางโปรแกรม HUAWEI PC Manager พร้อมตั้งค่าการเชื่อมต่อเป็น Always Trust ซึ่งเมื่อจับคู่แล้ว การเชื่อมต่อครั้งต่อไปเราก็สามารถทำได้โดยตรงทันทีผ่านทาง HUAWEI Control Panel

 

เมื่อคลิกเข้าไปใน Control Panel ก็จะพบกับแท็บ Super Device ซึ่งที่ด้านล่างของแท็บนั้นจะมีรายการของอุปกรณ์ที่จับคู่กับ MateBook ไว้แล้ว

 

เมื่อคลิกที่แท็บ Super Device ก็จะเป็นการเปิดหน้าหลักของ Super Device ซึ่งมีอินเตอร์เฟซที่ดูเรียบง่ายสะอาดตา โดยมีไอคอนของแล็ปท็อป MateBook เป็นศูนย์กลาง แล้วล้อมรอบไปด้วยไอคอนของอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จับคู่กันเอาไว้แล้ว

 

และเมื่อเราต้องการให้ MateBook เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใด เราก็เพียงแค่ลากไอคอนของอุปกรณ์นั้นเข้าไปที่ไอคอนของ MateBook แล้วรอให้ทั้งสองอุปกรณ์เชื่อมต่อกันเสร็จเรียบร้อยเพียงแค่อึดใจเดียว

 

จับคู่ MateBook กับ P50 Pro สู่คอนเซ็ปต์ Super Multi-Tasking

มาถึงคำถามสำคัญที่ว่าเมื่อสองอุปกรณ์ได้ทำงานร่วมกันในแบบ Super Device แล้ว จะเกิดประสิทธิผลอย่างไร หรือช่วยให้งานของเราง่ายขึ้นแค่ไหน โดยเราขอเริ่มที่ตัวอย่างการทำงานร่วมกันของแล็ปท็อป (MateBook) กับสมาร์ทโฟน (P50 Pro) กันก่อน ซึ่งอุปกรณ์คู่นี้จะช่วยให้คอนเซ็ปต์ Super Multi-Tasking และ Multi-App Windows เป็นจริงขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น

 

ในขณะที่เราทำงานอยู่บน MateBook เราก็สามารถเปิดใช้งานแอปพลิชันของ P50 Pro ได้บนหน้าจอของ MateBook ได้พร้อมกันถึง 3 หน้าต่าง โดยไม่ต้องหยิบเครื่อง P50 Pro ขึ้นมา

เช่นหากเราอยากเปิดดูรูปใน Gallery ไปพร้อม ๆ กับการจดบันทึกงานลงบน Notepad และติดต่องานผ่าน Line ในลักษณะของ Multitasking เราก็สามารถทำได้

 

สามารถใช้ P50 Pro เป็นเสมือน External Drive สำหรับเก็บบันทึกไฟล์ต่าง ๆ ได้ รวมทั้งมีฟังก์ชัน Smart Search (AI Search) ที่ช่วยให้เราค้นหาไฟล์ที่ต้องการได้โดยง่าย

 

สามารถแชร์ไฟล์ระหว่างกันได้อย่างอิสระ เช่น อยากเอารูปสวย ๆ ที่ถ่ายด้วย P50 Pro มาแทรกไว้ใน PowerPoint ที่อยู่ใน MateBook หรือจะนำไฟล์ PowerPoint ที่อยู่ใน P50 Pro มาแก้ไขเพิ่มเติมต่อด้วยคีย์บอร์ด กับทัชแพดของ MateBook ก็จะช่วยให้เราทำงานได้สะดวกรวดเร็วขึ้นมาก

 

นอกจากนี้หากเราต้องใช้งานฟังก์ชันโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชัน MeeTime ไม่ว่าจะโทรออก หรือรับสาย เราก็สามารถทำผ่านหน้าจอของ MateBook ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องละมือจากการทำงาน

 

จับคู่ MateBook กับ MatePad สู่คอนเซ็ปต์ Super Co-Creation

คู่ต่อมาคือการทำงานร่วมกันระหว่างแล็บท็อป (MateBook) กับแท็บเล็ต (MatePad) ที่ช่วยปลดล็อกขีดความสามารถเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานได้เป็นอย่างดี ตามคอนเซ็ปต์ Super Co-Creation และ Unlocking Creativity เช่นจากเดิมแม้ MateBook เพียงแค่เครื่องเดียวจะสามารถรองรับกับงานได้แทบรูปแบบ แต่สำหรับการขีดเขียน หรือการวาดกราฟิกที่ต้องอาศัยความอ่อนช้อยเป็นธรรมชาตินั้น ก็อาจจะต้องมีอะไรเข้ามาเติมเต็มเพื่อให้มีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น

 

ซึ่งเมื่อเรานำเอางานกราฟิกดังกล่าวจาก MateBook ไปทำต่อใน MatePad ในโหมด Mirror เราก็สามารถใส่ลายเซ็น, เขียนด้วยลายมือ หรือวาดภาพกราฟิกต่าง ๆ ได้อย่างสวยงามเป็นธรรมชาติ ด้วยปากกา M-Pencil ของ MatePad นั่นเอง เรียกว่าใส่ความคิดสร้างสรรค์ กับฝีไม้ลายมือกันได้อย่างเต็มที่

ไม่เพียงแค่โหมด Mirror เท่านั้น แต่ยังรองรับโหมด Extend กับโหมด Collaborate ด้วยเช่นกัน โดยโหมด Extend นั้นก็เป็นเหมือนการเพิ่มหน้าจอเสริมให้กับ MateBook เช่นเราสามารถประชุมแบบ Video Conference บนหน้าจอของ MatePad ไปพร้อม ๆ กับการจดบันทึก หรือเปิดดูข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าจอของ MateBook ได้ด้วย

 

ส่วนโหมด Collaborate ก็คือการทำงานร่วมกันด้วยการใช้คีย์บอร์ด กับเมาส์ชุดเดียวกันทั้งใน MateBook และ MatePad ซึ่งนั่นทำให้เราสามารถย้ายไฟล์ และข้อความต่าง ๆ ระหว่าง 2 อุปกรณ์นี้ได้อย่างอิสระ แม้จะอยู่ในคนละแพลทฟอร์ม หรือคนละระบบปฏิบัติการก็ตาม เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์อัจฉริยะที่น่าจะมีประโยชน์มากเลยทีเดียว

 

จับคู่ MateBook กับ MateView สู่คอนเซ็ปต์ Super Productivity

คู่ต่อมาคือการทำงานร่วมกันระหว่างแล็ปท็อป (MateBook) กับจอมอนิเตอร์ (MateView) ซึ่งเข้ามาช่วยยกระดับความสามารถของการทำงานให้สมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกขั้น ด้วยหน้าจอที่ใหญ่เต็มตามากกว่า และมีพื้นที่แสดงผลมากกว่า แถมยังใช้เทคโนโลยีไร้สายความหน่วงต่ำ ไม่ต้องมีสายสัญญาณให้ดูรกตาบนโต๊ะทำงานอีกต่างหาก จึงทำให้คอนเซ็ปต์ Super Productivity และ High-Efficiency Working กลายเป็นจริงขึ้นมาได้

 

โดย MateView นั้นเป็นจอภาพไร้สายขนาดใหญ่ 28 นิ้ว ที่มีความละเอียดคมชัดมากถึงระดับ 4K+ พร้อมการแสดงสีสันได้ในระดับ 10-bit หรือ 1.07 พันล้านสี, มีความเที่ยงตรงของสีในระดับสูง และสามารถปรับความสูง กับมุมหน้าจอได้ บนดีไซน์เรียบหรูพรีเมียมไม่แพ้ใคร จนสามารถเป็นอุปกรณ์ตกแต่งโต๊ะทำงานได้แบบสบาย ๆ

 

ซึ่งการที่เราย้ายงานจาก MateBook มาทำบนหน้าจอของ MateView แทน ก็แน่นอนว่าจะช่วยให้งานออกมาดีขึ้น และรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะงานด้านกราฟิก หรืองานตัดต่อวิดีโอที่ต้องอาศัยพื้นที่ทำงานมากกว่าปกติ และต้องใช้การแสดงผลที่มีความเที่ยงตรงสูง โดยการทำงานระหว่าง MateBook กับ MateView นี้รองรับได้ทั้งโหมด Mirror และโหมด Extend

 

 

จับคู่ MateBook กับ Vision สู่คอนเซ็ปต์ Super Presentation

คู่สุดท้ายคือการทำงานร่วมกันระหว่างแล็ปท็อป (MateBook) กับสมาร์ทวิชั่น (Vision) ซึ่งกรณีนี้นับว่าเหมาะกับงานนำเสนอ หรือการประชุมเป็นอย่างยิ่ง ตามคอนเซ็ปต์ Super Presentation และ Convenient Meeting ด้วยหน้าจอที่ใหญ่ที่สุดของ Vision S ถึง 65 นิ้ว พร้อมความละเอียดคมชัดระดับ 4K, ความลื่นไหลระดับ 120Hz, สีที่มีความเที่ยงตรงสูง, ลำโพงเสียง 4 ตัว กับระบบเสียง HUAWEI Sound ที่ดังกระหึ่มชัดเจนมีมิติ และกล้อง Magnetic Camera 13MP ที่ให้เราใช้ฟีเจอร์ MeeTime Video Call ได้คมชัดในระดับ 1080P โดยทั้งหมดนี้ทำงานอยู่บน HarmonyOS ระบบอัจฉริยะที่พร้อมรับมือในทุกสถานการณ์

โดยการเชื่อมต่อ MateBook เข้ากับ Vision นั้นจะรองรับทั้งโหมด Mirror และโหมด Extend ซึ่งสำหรับโหมด Mirror ก็เป็นเหมือนกับการขยายหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นจาก 14 นิ้ว ให้กลายเป็น 65 นิ้ว จึงนับว่าเหมาะกับงานนำเสนอในห้องประชุมเป็นพิเศษ เรียกว่าได้เห็นผลงานกันชัดเจนเต็มตาครบองค์ประชุม

 

ส่วนโหมด Extend นั้นก็เป็นเหมือนกับการที่เรามีหน้าจอเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งหน้าจอ จึงสามารถทำงาน 2 อย่างไปพร้อม ๆ กันได้ เช่นการประชุมผ่าน MeeTime Video Call บนหน้าจอของ Vision ไปพร้อม ๆ กับการจดบันทึกการประชุมบน MateBook ซึ่งจะช่วยให้การประชุมออนไลน์นี้ประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

สรุปประสบการณ์หลังใช้งาน HUAWEI Super Device

ก็เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดี ๆ ครั้งใหม่ ที่ทีมงานของเราเพิ่งมีโอกาสได้สัมผัสเป็นครั้งแรก สำหรับ HUAWEI Super Device ซึ่งจริง ๆ แล้วคอนเซ็ปต์ของ HUAWEI Smart Office นี้ไม่จำกัดเพียงแค่การเชื่อมต่อ MateBook กับอุปกรณ์ทั้ง 4 ข้างต้นแบบไร้สายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ ใน Ecosystem ของ HUAWEI ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลำโพง, หูฟัง, คีย์บอร์ด, เมาส์, จอยสติ๊ก และอีกมากมาย รวมทั้งมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ อย่าง HUAWEI Mobile App Engine Beta Program ที่ช่วยให้เราสามารถนำแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนมาใช้งานบนแล็ปท็อปได้ และ HUAWEI Mobile Cloud ที่ช่วยขยายพื้นที่เก็บบันทึกข้อมูลให้เราได้อีกมาก ดังนั้นจึงทำให้เราเห็นว่าการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อ และแบบไร้สายระหว่างอุปกรณ์ที่หลากหลายนั้นสามารถทำได้จริง, มีระบบที่ชาญฉลาด, ใช้งานได้ง่าย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของเราไปอีกขั้นหนึ่ง เหมาะกับออฟฟิศยุคใหม่อย่างแท้จริง หากท่านใดสนใจก็แนะนำให้หาโอกาสไปลองสัมผัสลองใช้งานกันดูนะครับ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ

 

 

--- HUAWEI MateBook Family 2022 ราคาเริ่มต้น 17,990 บาท ---

 

บทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 16/5/2565