รวมเรือธงจอใหญ่ แบตอึดรุ่นใหม่ พร้อมขายในไทยแล้ววันนี้ กับฟีเจอร์ระดับท็อปครบครันจัดเต็มทุกการใช้งาน บนดีไซน์ระดับพรีเมียม มีรุ่นไหนบ้าง มาดูกัน!
เรียกได้ว่าในแต่ละปีแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนชั้นนำต่างก็ส่งเรือธงรุ่นเด่นประจำปีออกมาประชันกันอย่างดุเดือด และแน่นอนว่าแต่ละรุ่นมาพร้อมฟีเจอร์ กับคุณสมบัติเด่นระดับไฮเอนด์จัดเต็มแบบไม่มีใครยอมใคร พร้อมกับการดีไซน์แบบหรูหราที่เข้ากับยุคสมัย และมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่เต็มตามากขึ้นกว่าเดิม
ในวันนี้ทางทีมงาน Thaimobilecenter จึงได้รวบรวมเรือธงรุ่นใหม่ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ขั้นต่ำ 6.5 นิ้ว และมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ววันนี้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ และสมาร์ทโฟนที่เราคัดมาจะมีรุ่นใดโดนใจท่านผู้อ่านบ้างนั้น ไปชมพร้อมกันเลยค่ะ
Samsung Galaxy Note10+ ราคาเริ่มต้น 37,900 บาท
- หน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED Cinematic Infinity-O Display ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียดระดับ QHD+ (1440x3040 พิกเซล)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Exynos 9825 บนเทคโนโลยีการผลิต 7nm
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 MP12
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 256GB / 512GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 1TB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel และรองรับ Night Shot สำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะที่มีแสงน้อย
- กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 4 ตัว (Quad Camera) โดยแบ่งออกเป็น
- กล้องตัวหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ Dual Aperture (F1.5/F2.4)
- กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultra-Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างสุด 123 องศา มีขนาดรูรับแสง F/2.2
- กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
- กล้องตัวที่สี่เลนส์ DepthVision (ToF)
- แบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 45W Superfast Charging และชาร์จไร้สาย 15W Fast Wireless Charging 2.0
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย One UI 1.1
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Scanner)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- ระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos 3D
- การป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
- รองรับการใช้งานร่วมกับระบบ Samsung DeX (Desktop Experience) และสายเชื่อมต่อแบบ DeX Cable เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนในโหมดเดสก์ท็อป
- รองรับการเชื่อมต่อ MST + NFC และบริการ Samsung Pay
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- รุ่น 12GB+256GB ราคา 37,900 บาท
- รุ่น 12GB+512GB ราคา 40,900 บาท
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ Samsung Galaxy Note10+ (256GB)
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ Samsung Galaxy Note10+ (512GB)
รีวิว (Review) Samsung Galaxy Note10 และ Note10+
Samsung Galaxy Fold ราคา 69,900 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 157.6x74.1x7.8 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 175 กรัม บนดีไซน์ Metal-Glass โดยฝาหลังครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 ผสานกรอบตัวเครื่องอะลูมิเนียม ซีรีส์ 7000
- หน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED Infinity Flex Display ขนาด 7.3 นิ้ว ความละเอียดระดับ QXGA+ (1536x2152 พิกเซล) พร้อมหน้าจอรอง Cover Display ขนาด 4.6 นิ้ว ความละเอียดระดับ HD+ (720x1680 พิกเซล) รองรับเทคโนโลยี HDR10+, Dynamic Tone Mapping และรองรับมาตรฐานสีแบบ DCI-P3
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 512GB
- กล้องดิจิทัลทั้งหมด 6 ตัว แบ่งออกเป็น
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า Selfie Camera ที่ Cover Display จำนวน 1 ตัว ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F2.2
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย กล้องตัวหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Dual Aperture ปรับค่ารูรับแสงอัตโนมัติที่ F1.5/F2.4, กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F2.2 และกล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F2.4
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าที่ Infinity Flex Display แบบคู่ (Dual Camera) ประกอบด้วยกล้อง Seifie Camera ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสง F2.2 และกล้อง RGB Depth Camera ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสงที่ F/1.9
- แบตเตอรี่ความจุ 4380 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Fast Charging และชาร์จไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0 พร้อมฟีเจอร์ Wireless PowerShare สำหรับเป็นแท่นชาร์จให้สมาร์ทโฟนรุ่นอื่น
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย One UI
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง
- รองรับการใช้งานร่วมกับระบบ Samsung DeX (Desktop Experience) และสายเชื่อมต่อแบบ DeX Cable เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนในโหมดเดสก์ท็อป
- รองรับการเชื่อมต่อ FC และบริการ Samsung Pay
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
*หมายเหตุ : เปิดให้สั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) รอบสองจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562
HUAWEI Mate 30 Pro ราคา 28,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 158.1x73.1x8.8 มิลลิเมตร
- หน้าจอแสดงผลขอบโค้งแบบ Flex OLED HUAWEI Horizon Display ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1176x2400 พิกเซล) ในอัตราส่วน 18.4:9
- ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Kirin 990 Octa-Core Processor
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 256GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ nano Memory Card สูงสุดที่ 256GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลังที่พัฒนาร่วมกับ Leica จำนวน 4 ตัว (Leica Quad Camera) ประกอบไปด้วย
- กล้องตัวหลัก SuperSensing Wide ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล (F/1.6 : ทางยาวโฟกัส 27mm) พร้อมระบบ OIS
- กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide Cine Camera ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รุ่นแรกของวงการ (F/1.8 : ทางยาวโฟกัส 18mm)
- กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (F/2.4 : ทางยาวโฟกัส 80mm) พร้อมรองรับ OIS และกล้องตัวที่สี่ 3D Depth Sensing
บันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD ที่ระดับ 60fps พร้อมฟังก์ชัน Ultra Slow-motion ที่ระดับ 7680fps, โหมด Time-Lapse แบบ 4K HDR+ และ Real-Time Bokeh รวมถึงรองรับระบบกันสั่นแบบ Dual OIS + AIS
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล
- แบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วแบบ 40W HUAWEI SuperCharge, ระบบการชาร์จไร้สายแบบเร็ว 27W Wireless Fast Charging และฟีเจอร์ Reverse Charging สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่นๆ ได้แบบไร้สายเร็วขึ้น 3 เท่า
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย EMUI 10
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังบนหน้าจอ (In-Screen Fingerprint)
- ฟังก์ชัน Side-Touch Interaction
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
- รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE Cat.21 และ Bluetooth 5.0
- รองรับ NFC
- เซ็นเซอร์ IR Blaster
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
iPhone 11 Pro Max ราคาเริ่มต้น 39,990 บาท
- ตัวเครื่องมีขนาด 158x77.8x8.1 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 226 กรัม
- หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED Super Retina XDR ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 1242x2688 พิกเซล : 458 ppi มีอัตราส่วนคอนทราสต์ที่ 2,000,000:1
- ชิปเซ็ตประมวลผล Hexa-Core 64-bit Apple A13 Bionic พร้อมหน่วยประมวลผลแยกแบบ Octa-Core Neural Engine 3rd Gen
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Quad-Core Apple GPU
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB / 256GB / 512GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 3 ตัว (Triple Camera) โดยแบ่งออกเป็น
- กล้องตัวที่หนึ่ง Wide Camera ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (โครงสร้าง 6 ชิ้นเลนส์ : รูรับแสงกว้างที่ระดับ f/1.8 : ทางยาวโฟกัส 26 มม.)
- กล้องตัวที่สอง Ultra Wide Camera ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (โครงสร้าง 5 ชิ้นเลนส์ : รูรับแสงกว้างที่ระดับ f/2.4 : ทางยาวโฟกัส 13 มม. : เก็บภาพมุมกว้างสุด 120 องศา)
- กล้องตัวที่สาม Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (โครงสร้าง 6 ชิ้นเลนส์ : รูรับแสงกว้างที่ระดับ f/2.0 : ทางยาวโฟกัส 52 มม.)
รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS, Night Mode สำหรับถ่ายภาพเวลากลางคืน, โหมด Portrait พร้อม Portait Lighting แบบใหม่, โหมดถ่ายภาพในมุมกว้าง รวมถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K UHD ที่ระดับ 60fps
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า TrueDepth ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอแบบ Portrait ฟังก์ชันจัดแสงให้แก่ตัวแบบ Portrait Lighting, เทคโนโลยี Advanced Bokeh และ Smart HDR
- แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า iPhone XS Max สูงสุด 5 ชั่วโมง
- ระบบปฏิบัติการ iOS 13
- ระบบสแกนใบหน้า (Face ID)
- การป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax พร้อม MIMO แบบ 2x2
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ Lightning
- รุ่น 64GB ราคา 39,900 บาท
- รุ่น 256GB ราคา 45,900 บาท
- รุ่น 512GB ราคา 52,900 บาท
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ iPhone 11 Pro Max (64GB)
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ iPhone 11 Pro Max (256GB)
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ iPhone 11 Pro Max (512GB)
Vivo NEX 3 ราคา 24,999 บาท
- ตัวเครื่องมีขนาด 167.44x76.14x9.4 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 217.3 กรัม
- หน้าจอแสดงผล Waterfall FullView Display ขนาด 6.89 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล) โดยมีสัดส่วนการแสดงผลที่ 99.6%
- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855+
- ระบบระบายความร้อน Vapor Chamber Cooling System
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 128GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น
กล้องตัวหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล
กล้องตัวที่สองเลนส์ Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างสุดที่ 120 องศา พร้อมถ่ายภาพ Macro ใกล้สุดที่ 2.5 เซนติเมตร
กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รองรับการซูมภาพด้วยเลนส์ 2 เท่า (2x Optical Zoom) และซูมสูงสุด 20 เท่า (20x Digital Zoom)
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบ Elevating Front Camera
- แบตเตอรี่ความจุ 4500 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 22.5W Vivo Super FlashCharge
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Display Fingerprint)
- ระบบเสียง Hi-Fi พร้อมชิปแยก AK4377A
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียดของ Vivo NEX 3
รีวิว (Review) Vivo NEX 3
OPPO Reno 10x Zoom ราคา 28,990 บาท
- ตัวเครื่องมีขนาด 162x77.2x9.3 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 210 กรัม
- หน้าจอแสดงผล AMOLED Panoramic Screen ขนาด 6.6 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9 ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2340 พิกเซล) ครอบทับด้วยกระจกขอบนูน 2.5D Corning Gorilla Glass 6
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640
- เทคโนโลยี Hyper Boost 2.0
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 256GB พร้อมรองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด 48 + 13 + 8 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 พร้อมเลนส์ Periscope (Telephoto) และ Wide Angle กว้าง 120 องศา ที่มีขนาดรูรับแสง F/1.7 + F/3.0 + F/2.2 รองรับการโฟกัสภาพแบบ ระบบโฟกัสภาพแบบ Triple Focus (LDAF+PDAF+CDAF), โหมด Portrait, Smart HDR, โหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ Dual OIS, การซูมแบบ 10x Hybrid Optical Zoom พร้อมซูมสูงสุดที่ 60 เท่า และรองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ 4K 60fps
- กล้องดิจิทัลด้านหน้า Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่มีขนาดรูรับแสง F/2.0 เลนส์มุมกว้าง 79.3 องศา รองรับ AI Beauty, HDR และ Portrait
- แบตเตอรี่ความจุ 4065 mAh พร้อมเทคโนโลยี VOOC Flash Charge 3.0
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย ColorOS 6.0
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- ระบบเสียง Dolby Atmos
- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual SIM) แบบ Hybrid-Slot
- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE บนเทคโนโลยี Full Netcom
- รองรับระบบ Dual-frequency GPS
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.0 และ NFC
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
สรุปคุณสมบัติโดยละเอียด OPPO Reno 10x Zoom
รีวิว (Review) OPPO Reno 10x Zoom
OnePlus 7T Pro ราคา 26,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 162.6x75.9x8.8 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 206 กรัม
- หน้าจอแสดงผล AMOLED Fluid Display ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดระดับ QHD+ (1440x3120 พิกเซล : 516 ppi) ในอัตราส่วน 19.5:9 ครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ 3D Gorilla Glass มี Refresh Rate ที่ 90Hz รองรับการแสดงผลสี sRGB, Display P3
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855+
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 256GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น
- กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 โครงสร้าง 7 ชิ้นเลนส์ มีพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน (เทคโนโลยี 4-in-1 Pixel) และรูรับแสงขนาด F/1.6 รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS + EIS
- กล้องตัวที่สอง Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน มีขนาดรูรับแสง F/2.4
- กล้องตัวที่สามเลนส์มุมกว้าง Ultra-Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสง F/2.2 เก็บภาพมุมกว้างสุด 117 องศา
มีไฟแฟลชแบบคู่ (Dual LED) โดยรองรับระบบการโฟกัสภาพแบบ Multi Autofocus (PDAF+LAF+CAF), การซูมแบบ 3X Optical Zoom, โหมด UltraShot, Nightscape, Portrait พร้อม Studio Lighting, Pro และ AI Scene Detection รวมถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 4K UHD ที่ 60 fps พร้อมฟังก์ชัน Super Slow Motion ที่ระดับ 960 fps
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX471 มีพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/2.0 รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ EIS และโหมดผิวเนียน Face Retouching
- แบตเตอรี่ความจุ 4085 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Warp Charge 30T Fast Charging (5V/6A)
- ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-display Fingerprint)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Unlock)
- ระบบเสียง Dolby Atmos
- ระบบ Dual GPS (L1+L5 Dual Band)
- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE Cat.18 และ 4x4 MIMO
- รองรับการเชื่อมต่อ 2×2 MIMO, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac แบบ Dual Band, Bluetooth 5.0 และ NFC
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
OnePlus 7T Pro McLaren Edition ราคา 29,990 บาท

- ตัวเครื่องมีขนาด 162.6x75.9x8.8 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 206 กรัม
- หน้าจอแสดงผล AMOLED Fluid Display ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียดระดับ QHD+ (1440x3120 พิกเซล : 516 ppi) ในอัตราส่วน 19.5:9 ครอบทับด้วยกระจกขอบนูนแบบ 3D Gorilla Glass มี Refresh Rate ที่ 90Hz รองรับการแสดงผลสี sRGB, Display P3
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 855+
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 640
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 512GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) แบ่งออกเป็น
- กล้องตัวหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX586 โครงสร้าง 7 ชิ้นเลนส์ มีพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน (เทคโนโลยี 4-in-1 Pixel) และรูรับแสงขนาด F/1.6 รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS + EIS
- กล้องตัวที่สอง Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน มีขนาดรูรับแสง F/2.4
- กล้องตัวที่สามเลนส์มุมกว้าง Ultra-Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีขนาดรูรับแสง F/2.2 เก็บภาพมุมกว้างสุด 117 องศา
มีไฟแฟลชแบบคู่ (Dual LED) โดยรองรับระบบการโฟกัสภาพแบบ Multi Autofocus (PDAF+LAF+CAF), การซูมแบบ 3X Optical Zoom, โหมด UltraShot, Nightscape, Portrait พร้อม Studio Lighting, Pro และ AI Scene Detection รวมถึงการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 4K UHD ที่ 60 fps พร้อมฟังก์ชัน Super Slow Motion ที่ระดับ 960 fps
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX471 มีพิกเซลขนาด 1.0 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/2.0 รองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ EIS และโหมดผิวเนียน Face Retouching
- แบตเตอรี่ความจุ 4085 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Warp Charge 30T Fast Charging (5V/6A)
- ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วย OxygenOS
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-display Fingerprint)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Unlock)
- ระบบเสียง Dolby Atmos
- ระบบ Dual GPS (L1+L5 Dual Band)
- รองรับการใช้งานบนเครือข่าย 4G LTE Cat.18 และ 4x4 MIMO
- รองรับการเชื่อมต่อ 2×2 MIMO, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac แบบ Dual Band, Bluetooth 5.0 และ NFC
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
*หมายเหตุ : เปิดจองล่วงหน้า (Pre-Order) วันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน 2562
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับเรือธงรุ่นล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำ ที่ทางทีมงานได้คัดสรรมาให้ได้ชมกัน จะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นจากแต่ละแบรนด์มีฟีเจอร์เด่น และจุดขายที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เองว่ามีความชื่นชอบสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นในด้านใดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซ็ตประมวลผล, หน่วยความจำแรม, ความจุภายใน, เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพ และเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการ รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ซึ่งหากว่าได้ทำการทดลองใช้งานในเบื้องต้นแล้วเกิดความพึงพอใจ ทั้งในด้านการทำงาน, การดีไซน์ และราคา ก็ถือได้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นควรค่าแก่การจับจองเป็นเจ้าของแล้วค่ะ สำหรับวันนี้ ทางทีมงานต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีค่ะ
นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com
วันที่ : 30/10/2562




