ตอนนี้คุณอยู่ที่ >> หน้าแรก >> หน้ารวม รีวิวมือถือ mobile review >> รีวิวมือถือ Mobile Review
   
Date : 28/01/2021
OPPO Reno5 Series 5G

รีวิว (Review) OPPO Reno5 Series 5G

รุ่นใหม่พร้อมฟีเจอร์ที่สุดของวิดีโอ Portrait จอลื่น 90Hz บวกพลังชาร์จไว กับสเปกจัดหนัก บนบอดี้ Reno Glow สวยเด่นเปล่งประกาย ในราคาเริ่มต้น 10,990 บาท
 

28 มกราคม 2021 - OPPO Reno Series เป็นสมาร์ทโฟนที่นำเทรนด์ด้านการถ่ายภาพ และดีไซน์ทันสมัยมาโดยตลอด ซึ่งเราจะเห็นได้จาก OPPO Reno รุ่นแรกที่มาพร้อมกับดีไซน์หน้าจอไร้ขอบไร้รอยบาก พร้อมกล้องหน้าเด้งได้แบบ Shark Fin มาจนถึง OPPO Reno4 Series ที่มาพร้อมกับสีสันแบบ Reno Glow ซึ่งเป็นการเคลือบสีสันแบบด้านพร้อมประกายระยิบระยับบนฝาหลัง โดยจุดเด่นด้านการถ่ายภาพของ OPPO Reno Series ทุกรุ่นก็คือฟีเจอร์การถ่ายภาพที่ดูนำเทรนด์ และดีไซน์ที่ดูล้ำนำแฟชั่น

ล่าสุดทาง OPPO ประเทศไทย ก็ได้มีการเปิดตัว OPPO Reno5 Series 5G อย่างเป็นทางการ โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อยได้แก่ OPPO Reno5 5G และ OPPO Reno5 ซึ่งทั้งคู่ต่างถูกยกเครื่องความสามารถด้านการถ่ายวิดีโอให้มีลูกเล่นต่างๆ เพื่อถ่ายทอดเรื่องความประทับใจได้ง่ายกว่าที่เคยตามสโลแกน Picture Life Together

นอกจากการเพิ่มความสามารถด้านการถ่ายวิดีโอ Portrait แล้ว ในส่วนของคุณสมบัติภายในตัวเครื่องก็ได้รับการอัปเกรดใหม่ยกชุดเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ AMOLED ที่มีค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างลื่นไหลเนียนตามากยิ่งขึ้น, ระบบชาร์จไวแบบ 65W SuperVOOC 2.0 ที่ช่วยเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย ColorOS 11.1 เวอร์ชันใหม่แกะกล่อง


สำหรับตัวเครื่องจริงของ OPPO Reno5 Series 5G จะมีความสวยงามเพียงใด และจะมีฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ไปติดตามรีวิวฉบับเต็มจากทีมงาน Thaimobilecenter กันได้เลยครับ


รูปลักษณ์ภายนอกตัวเครื่อง และการออกแบบดีไซน์

OPPO Reno5 Series 5G มาพร้อมกับกล่องผลิตภัณฑ์สีเขียวตัดดำแบบใหม่ โดยที่ด้านหน้าของตัวกล่องจะมีการประทับชื่อรุ่นให้เห็นแบบชัดเจน ซึ่งความแตกต่างของกล่องผลิตภัณฑ์ทั้งสองรุ่นจะอยู่ตรงที่ตัวอักษร 5G เท่านั้น


เปิดกล่องออกมาจะพบกับอุปกรณ์พื้นฐานที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ ประกอบไปด้วย เคสใส, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, คู่มือการใช้งาน, อแดปเตอร์สำหรับจ่ายไฟ และสายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สำหรับใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์จ่ายไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ หรือโอนถ่ายข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์


สำหรับอแดปเตอร์จ่ายไฟของทั้งสองรุ่นจะเป็นแบบเดียวกันคือ 65W SuperVOOC 2.0 พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยในการชาร์จแบบ 5 ขั้นตอนเช่นเดียวกัน เพียงแต่จะรองรับกำลังไฟสูงสุดได้ต่างกัน โดยในรุ่น OPPO Reno5 นั้นรองรับกำลังไฟสูงสุดที่ 50W แบบ 50W Flash Charge ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ในเวลา 48 นาที ในขณะที่รุ่น OPPO Reno5 5G รองรับกำลังไฟสูงสุดที่ 65W แบบ 65W SuperVOOC 2.0 ซึ่งสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% ได้ในเวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น


มาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno5 Series 5G ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล AMOLED แบบเจาะรู ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) พร้อมค่า Refresh Rate ระดับ 90Hz และค่า Touch Sampling Rate ระดับ 180Hz เพื่อช่วยหน้าจอแสดงผลได้อย่างลื่นไหล และตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างรวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ หน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno5 Series 5G ยังมีจุดเด่นด้านการแสดงสีสัน ด้วยการรองรับการแสดงสีตามขอบเขตสีแบบ DCI-P3 ครอบคลุม 93.28%, sRGB ครอบคลุม 135.13% รวมทั้งยังมาพร้อมกับค่า Contrast Ratio ที่ระดับ 1,000,000:1


ที่ด้านบนของหน้าจอทั้งสองรุ่นประกอบไปด้วย กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบเจาะรู และเซนเซอร์สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เซนเซอร์ Proximity เพื่อช่วยดับหน้าจอแสดงผลแบบอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู และเซนเซอร์ Ambient Light สำหรับปรับแสงของหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแสงโดยรอบ โดยทั้งสองรุ่นจะมีความแตกต่างในด้านความละเอียดของกล้องหน้าเซลฟี่ ซึ่ง OPPO Reno5 จะมาพร้อมกับกล้องหน้าความละเอียด 44 ล้านพิกเซล พร้อมขนาดของรูรับแสงกว้าง F/2.4 ขณะที่รุ่น OPPO Reno5 5G จะมาพร้อมกับกล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล พร้อมขนาดของรูรับแสงกว้าง F/2.4


ที่ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบนหน้าจอ ประกอบไปด้วย ปุ่ม Recent Apps สำหรับเรียกดูแอปพลิเคชันทั้งหมดที่เปิดใช้งาน, ปุ่ม Home สำหรับย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน และปุ่ม Back สำหรับย้อนกลับ นอกจากนี้ พื้นที่ด้านล่างของหน้าจอยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบ Hidden Fingerprint Unlock ซ่อนเอาไว้อีกด้วย

 

ด้านซ้ายของตัวเครื่องทั้งสองรุ่น ประกอบไปด้วย ถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Dual Nano SIM Slot และปุ่มปรับระดับเสียง


ด้านบนของตัวเครื่องทั้งสองรุ่นมีไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องติดตั้งปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดการทำงานของตัวเครื่อง หรือล็อกหน้าจอแสดงผล นอกจากนี้ ทาง OPPO ยังมีการแต้มสีเขียวเอาไว้บริเวณตรงกลางปุ่ม เพื่อช่วยให้สังเกตเห็นได้ง่ายยิ่งขึ้น


ที่ด้านล่างของตัวเครื่องประกอบไปด้วย ช่องเสียบหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 มิลลิเมตร, ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงเสียงตัวหลัก


พลิกมาดูที่ด้านหลังตัวเครื่องกันบ้าง มาพร้อมกับบอดี้แบ Ultra Slim ที่เน้นความบางเฉียบ และน้ำหนักที่เบา เหมาะแก่การถือพกพาใช้งานได้อย่างสะดวก ส่วนสีสันตัวเครื่องที่ทางทีมงานได้รับมารีวิวในวันนี้คือ สีเงิน Fantasy Silver ในรุ่น OPPO Reno5 (อีกสีคือ สีดำ Starry Black) และสีดำ Starry Black ในรุ่น OPPO Reno5 5G (อีกสีคือ สีเงิน Galactic Silver)



สำหรับสีเงินไล่เฉดแบบ Fantasy Silver ในรุ่น OPPO Reno5 รวมถึงสี Galactic Silver ในรุ่น OPPO Reno5 5G นั้นใช้เทคโนโลยีการทำสีใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า Diamond Spectrum Process ที่ช่วยให้เกิดเฉดสีใหม่ตามมุมกระทบต่างๆ บนฝาหลังได้มากถึง 1,000 สีบนฝาหลัง พร้อมเอฟเฟกต์ Reno Glow ที่ด้านบนสุด เพื่อช่วยให้พื้นผิวแบบด้านมีความระยิบระยับ รวมทั้งสามารถป้องกันรอยนิ้วมือ หรือคราบมันได้ โดยสีหลักๆ ที่เราจะได้เห็นจากสี Fantasy Silver และ Galactic Silver นั่นก็คือ สีส้ม, สีเขียว, สีม่วง และสีฟ้า


ที่ด้านบนของทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับระบบกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) แบ่งออกเป็น :

- กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/1.7, ระบบโฟกัสภาพแบบ Closed-Loop Focus Motor และมุมรับภาพ 80 องศา
- กล้อง Ultra Wide-Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.2 และมุมรับภาพ 119 องศา
- กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4 และมุมรับภาพ 89 องศา
- กล้อง Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.4 และมุมรับภาพ 89 องศา


เปิดเครื่องใช้งาน พร้อมการทดสอบฟังก์ชัน และแอปพลิเคชันต่างๆ

OPPO Reno5 Series 5G มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 11.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด


สำหรับหน้าโฮมสกรีน มีการจัดเรียงไอคอนแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ถูกติดตั้งเอาไว้ภายในตัวเครื่อง พร้อมแอปพลิเคชันพื้นฐานจากฝั่ง Google เช่น Gmail, Maps หรือ YouTube เป็นต้น


เมื่อปัดไปที่ด้านซ้ายจากหน้าโฮมสกรีนจะพบกับ Google Discover ซึ่งเป็นหน้ารวบรวมฟีดข่าวสารที่ถูกคัดสรรมาสำหรับผู้ใช้แต่ละท่านโดยเฉพาะ


ลากนิ้วจากด้านบนลงยังมาด้านล่าง จะพบกับ Toggle Switch ซึ่งเป็นศูนย์รวมคีย์ลัดสำหรับตั้งค่าแบบเร่งด่วน เช่น การเปิด-ปิด Wi-Fi, การเปิด-ปิด Bluetooth หรือการเปิดใช้งาน Hotspot เป็นต้น โดยผู้ใช้สามารถจัดเรียงตำแหน่งของไอคอนได้ด้วยตนเองผ่านการแตะที่ไอคอนรูปดินสอบริเวณมุมด้านขวา


มาดูที่ลูกเล่นการใช้งานกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno5 Series 5G รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด พร้อมรองรับการเชื่อมต่อบนโครงข่าย VoLTE รวมทั้งยังรองรับระบบ Wi-Fi Calling โดยในรุ่น OPPO Reno5 5G จะรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G ในซิมการ์ดที่ 1 ซึ่งสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องรออัปเดตซอฟต์แวร์เพิ่มเติมแต่อย่างใด


สามารถปรับเปลี่ยนธีม, วอลเปเปอร์, หน้า Always-On Display, ไอคอนแอปพลิเคชัน, การจัดวางไอคอนแอปพลิเคชัน, รูปแบบการสแกนลายนิ้วมือ, สีสันของหน้า UI, ฟอนต์ และไอคอนการตั้งค่าได้ที่เมนู Personalizations


ฟีเจอร์ LEHUA Lock Screen สำหรับเปลี่ยนหน้าล็อกสกรีนแบบอัตโนมัติทุกครั้งที่ล็อกหน้าจอแสดงผล


รองรับฟีเจอร์ Dark Mode สำหรับเปลี่ยนสีสันของหน้า UI ให้อยู่ในโทนสีดำ เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตา และช่วยประหยัดแบตเตอรี่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากหน้าจอของ OPPO Reno5 Series 5G เป็นแบบ AMOLED ซึ่งจะไม่เปล่งแสงเมื่อแสดงผลสีดำนั่นเอง


ฟีเจอร์ Eye Comfort สำหรับปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีของหน้าจอให้อยู่ในโทนอุ่น เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตา ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการอ่านคอนเทนต์ หรืออ่านหนังสือบนสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี


มาพร้อมกับฟีเจอร์ OSIE Visual Effect สำหรับปรับสีสันของคอนเทนต์ประเภทวิดีโอให้มีความสดใสมากยิ่งขึ้น


รองรับระบบเสียง Dolby Atmos โดยสามารถปรับรูปแบบการเล่นเสียงได้ทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ Smart สำหรับปรับการเล่นเสียงให้เหมาะสมกับคอนเทนต์แบบอัตโนมัติ, Movie สำหรับปรับการเล่นเสียงให้สมจริง สามารถเล่นเสียงได้แบบรอบทิศทาง และเร่งเสียงเบสให้ทรงพลังมากยิ่งขึ้น, Gaming สำหรับปรับเสียงให้กระหึ่มขึ้นโดยเน้นเสียงเบสเป็นหลัก และ Music สำหรับปรับเสียงให้มีความสดใส และสมดุล


ฟีเจอร์ Smart Driving สำหรับปิดการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันต่างๆ เมื่อผู้ใช้เชื่อมต่อเข้ากับระบบบลูทูธของรถยนต์ เพื่อให้ผู้ใช้มีสมาธิอยู่บนท้องถนน


และยังมี Riding Mode สำหรับปิดการแจ้งเตือน รวมถึงข้อมูลต่าๆ ยกเว้นสายเรียกเข้า ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ขับขี่จักรยานยนต์โดยเฉพาะ


Convenience Tools ฟีเจอร์ที่ออกแบบสำหรับอำนวยความสะดวกด้านการใช้งานโดยเฉพาะ เริ่มตั้งแต่ Navigation สำหรับรูปแบบการควบคุมการสั่งการต่างๆ ของตัวเครื่อง ได้แก่ Swipe Gestures from both side สำหรับควบคุมสมาร์ทโฟนผ่านการลากนิ้วจากขอบด้านข้างของหน้าจอแสดงผล, Virtual Buttons สำหรับควบคุมสมาร์ทโฟนโดยการแตะที่ปุ่มควบคุมแบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผล และ Swipe-up Gestures สำหรับควบคุมสมาร์ทโฟนผ่านการลากนิ้วจากแถบด้านล่างของหน้าจอแสดงผล


Gestures & Motions สำหรับสั่งการสมาร์ทโฟนด้วยท่าทาง ไม่ว่าจะเป็น Screen-off Gestures สำหรับวาดนิ้วเป็นรูปร่างต่างๆ เพื่อสั่งการสมาร์ทโฟนขณะที่หน้าจอแสดงผลดับอยู่, Swipe Down with 3 fingers to take screenshot สำหรับบันทึกภาพหน้าจอโดยใช้ 3 นิ้วลาก, ใช้ 3 นิ้วแตะค้างที่หน้าจอเพื่อบันทึกภาพหน้าจอ


Motions สำหรับสั่งการตัวเครื่องด้วยท่าทาง เช่น รับสายเรียกเข้าอัตโนมัติเมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาแนบหู, เปลี่ยนการเล่นเสียงจากลำโพงตัวหลักเป็นลำโพงสนทนาแบบอัตโนมัติ เมื่อยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาใกล้ใบหู และปิดเสียงเรียกเข้าแบบอัตโนมัติเมื่อคว่ำหน้าจอ


Assistive Ball สำหรับเรียกใช้งานปุ่มควบคุมแบบลอยบนหน้าจอ เพื่อสั่งการได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

Quick Return Bubble สำหรับแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับเกมที่กำลังเล่นอยู่ เมื่อผู้ใช้กดกลับมายังหน้าโฮมสกรีน


Smart Sidebar สำหรับเรียกแถบคีย์ลัดสำหรับตั้งค่าแบบเร่งด่วน หรือเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ได้แบบง่ายๆ ไม่ว่าจะใช้แอปพลิเคชันใดอยู่ก็ตาม โดยแถบดังกล่าวจะถูกซ่อนเอาไว้ที่ขอบของหน้าจอ


รองรับการใช้งานแบบ 2 แอปพลิเคชันพร้อมกัน (Split Screen) สามารถเปิดใช้งานได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้ 3 นิ้วลากจากด้านล่างขึ้นไปยังด้านบน หรือกดที่ปุ่ม Recent Apps ค้างไว้ หรือแตะที่เมนู Split Screen เมื่ออยู่ในหน้า Recent Apps


รองรับฟีเจอร์ App Cloner สำหรับโคลนแอปพลิเคชันแบบแยกทำงานออกจากกันโดยอิสระ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเล่นแอปพลิเคชันประเภทโซเชียลมีเดียได้แบบ 2 แอคเคานท์


รองรับบริการ HeyTap Cloud สำหรับเก็บไฟล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข้อมูลการเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือรายชื่อผู้ติดต่อเอาไว้บนระบบคลาวด์ ซึ่งผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดกลับมาใช้ใหม่ได้ทุกเมื่อแม้ว่าจะเปลี่ยนมือถือก็ตาม


ในส่วนของระบบความปลอดภัย OPPO Reno5 Series 5G รองรับระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแสดงผล (Hidden Fingerprint) ซึ่งสามารถบันทึกลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ รวมทั้งยังรองรับระบบสแกนใบหน้าแบบ 2 มิติ


รองรับฟีเจอร์ App Lock สำหรับล็อกแอปพลิเคชันที่ต้องการ มีเพียงผู้ที่รู้รหัส หรือผู้ที่ลงทะเบียนลายนิ้วมือ และใบหน้าเท่านั้น ที่สามารถเข้าใช้งานได้


รองรับฟีเจอร์ Private Safe สำหรับเก็บไฟล์ต่างๆ เอาไว้ในตู้เซฟเสมือนบนสมาร์ทโฟน ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้าใช้จำเป็นต้องรู้รหัสผ่านเท่านั้น


และยังมาพร้อมกับ Kid Space สำหรับปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานของสมาร์ทโฟนให้เหมาะสมกับเด็กๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถตั้งค่าแอปพลิเคชันที่ต้องการ รวมถึงกำหนดเวลาใช้งานสมาร์ทโฟนได้ด้วย


มาดูที่ประสิทธิภาพการทำงานกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno5 Series 5G แม้ว่าจะมีดีไซน์ภายนอกที่ดูคล้ายกัน แต่คุณสมบัติภายในจะมีความแตกต่างกันออกไป โดยในรุ่น OPPO Reno5 มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G ประกบคู่การทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4x ขนาด 8GB และหน่ววยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4310mAh


ส่วนทางด้านรุ่น OPPO Reno5 5G มาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G ประกบคู่การทำงานร่วมกับหน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB และหน่ววยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB พร้อมแบตเตอรี่ 2 เซลล์ขนาด 4300mAh


ทดสอบการประมวลผลโดยรวมด้วยแอปพลิเคชัน AnTuTu พบว่า OPPO Reno5 ทำคะแนนได้ทั้งหมด 287,054 คะแนน ส่วน OPPO Reno5 5G ทำคะแนนได้ทั้งหมด 321,454 คะแนน


ในส่วนของการเล่นเกม OPPO Reno5 Series 5G ทั้งสองรุ่น ทางทีมงานได้ลองนำไปทดสอบเล่นเกมที่มีกราฟิกหนักๆ อย่าง Genshin Impact ก็พบว่าสามารถจัดการความร้อนได้เป็นอย่างดี แม้จะมีอาการสะสมความร้อนให้เห็นบ้างเมื่อเล่นเกมต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ก็สามารถถ่ายเทความร้อนออกจากตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็ว แต่จะมีข้อที่ควรพิจารณาเล็กน้อย เนื่องจากรุ่น OPPO Reno5 เลือกใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 720G ซึ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานเป็นหลัก จึงทำให้การเล่นเกมที่มีกราฟิกหนักๆ อาจมีอาการสะดุดให้เห็นบ้าง แต่การเล่นเกมทั่วๆ ไปถือว่าทำได้อย่างลื่นไหลเลยมีเดียว  ส่วนทางด้านรุ่น OPPO Reno5 5G ที่ใช้ชิปเซ็ตระดับรองท็อป Snapdragon 765G สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล แต่การปรับกราฟิกภายในเกม Genshin Impact ให้อยู่ในระดับสูงสุด พร้อมปรับเรมเรทในระดับสูงสุด อาจส่งผลให้ตัวเครื่องร้อนเร็วกว่าปกติ และอาจก่อให้เกิดอาการเกมสะดุดได้ แต่หากเป็นการปรับกราฟิกอยู่ในระดับสูง หรือปรับอยู่ในระดับที่เหมาะสม ถือว่าเล่นได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด


การใช้งานกล้องสำหรับถ่ายภาพ และวิดีโอ

มาดูที่เมนูการถ่ายภาพกันบ้าง สำหรับ OPPO Reno5 Series 5G ทั้งสองรุ่นมีการจัดเรียงหน้า UI กล้องถ่ายภาพที่คล้ายกัน โดยบริเวณด้านบนจะเป็นแถบสำหรับตั้งค่าต่างๆ เกี่ยวกับกล้องถ่ายภาพแบบเร่งด่วน ได้แก่ การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิด-ปิด HDR และการเปิด-ปิด AI Scene Enhancement



สามารถสลับเลนส์กล้องถ่ายภาพได้อย่างง่ายๆ เพียงแตะที่ไอคอนตัวเลข 1x บริเวณด้านล่าง สามารถซูมภาพได้สูงสุดที่ระดับ 10 เท่า


สามารถปรับเปลี่ยนฟิลเตอร์ให้กับภาพถ่ายได้อย่างหลากหลาย


และรองรับการเปิดใช้งานฟีเจอร์ AI Beauty สำหรับปรับแต่งใบหน้าให้มีความสวยงาม โดยสามารถปรับระดับความเรียบเนียนของใบหน้าได้สูงถึง 100 ระดับ


ด้านโหมดการถ่ายภาพมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลายเช่นกัน เริ่มตั้งแต่ โหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ โดยสามารถระดับการเบลอของฉากหลังได้ทั้งหมด 100 ระดับ และสามารถเปิดใช้งาน AI Beauty สำหรับปรับใบหน้าให้มีความสวยงามเนียนตาได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์เพื่อปรับโทนสีของภาพถ่ายได้อย่างหลากหลาย พร้อมฟิลเตอร์ที่น่าสนใจอย่าง Neon Portrait สำหรับถ่ายภาพกลางคืนพร้อมปรับดวงไฟของโบเก้ให้มีความกลมคล้ายกับกล้องใหญ่ และ AI Color Portrait สำหรับดูดสีของฉากหลัง คงไว้เฉพาะสีสันของตัวแบบ เพื่อช่วยให้ภาพดูมีความโดดเด่นสวยงามโดยที่ไม่จำเป็นต้องนำไปปรับต่อในแอปพลิเคชันอื่นๆ เพิ่มเติม



โหมด Night สำหรับถ่ายภาพกลางคืนให้คมชัดโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง ส่วนใครที่ต้องการให้ภาพมีความสว่าง และคมชัดเป็นพิเศษ ทาง OPPO ก็มีฟีเจอร์ Tripod Mode สำหรับเปิดหน้าชัตเตอร์กล้องเพื่อรับแสงให้นานขึ้น แต่แนะนำว่าให้ใช้คู่กับขาตั้งกล้องเพื่อให้ภาพนิ่ง และไม่เบลอ


นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่ถูกซ่อนเอาไว้ในแถบเมนู More เริ่มตั้งแต่ Expert สำรับปรับตั้งค่าต่างๆ ของสมาร์ทโฟนได้อย่างอิสระคล้ายกับกล้องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ISO (ค่าความไวแสง), ค่าความไวชัตเตอร์ (Speed Shutter), ค่าสมดุลสีขาว (White Balance), ระยะโฟกัส (AF) และค่าชดเชยแสง (EV)


Pano สำหรับถ่ายภาพพาโนรามาเพื่อเก็บภาพวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง



Extra HD สำหรับถ่ายภาพด้วยไฟล์ขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งผู้ใช้สามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์เพื่อปรับเปลี่ยนโทนสีของภาพได้ด้วยเช่นกัน



ส่วนการถ่ายวิดีโอที่เป็นจุดเด่นของ OPPO Reno5 Series 5G ก็มีการเพิ่มฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Dual-View Video สำหรับถ่ายภาพวิดีโอจากกล้องหน้า และกล้องหลังพร้อมกัน ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ได้ง่าย และครบถ้วนกว่าที่เคย ตอบโจทย์เหล่าผู้ที่ชื่นชอบการทำ Vlog ได้เป็นอย่างดี


อีกหนึ่งฟีเจอร์ทีเด็ดนั่นก็คือ AI Mixed Portrait ซึ่งเป็นการถ่ายวิดีโอแบบซ้อนคนกับฉากหลังรวมเข้าด้วยกัน สามารถใช้งานได้ทั้งกล้องหน้า และกล้องหลัง โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ Blend ซึ่งเป็นการคงรายละเอียดของตัวแบบเอาไว้ พร้อมผสมตัวแบบรวมไปกับฉากหลังได้อย่างสวยงาม และ Silhouette สำหรับรวมตัวแบบเข้าไปกับฉากหลัง โดยปรับให้ตัวแบบมีลักษณะคล้ายเงาเหมือนกับการถ่ายภาพเงาแบบซิลูเอตต์


และที่สำคัญยังมาพร้อมกับ Soloop Templates ซึ่งเป็นการถ่ายวิดีโอตามที่ระบบกำหนดไว้ ซึ่งตัวระบบจะทำการตัดต่อ, ใส่เสียงเพลง และใส่ Transition ให้แบบอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องนำไปตัดต่อในภายหลัง


OPPO Reno5 Series 5G รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K ที่ 30FPS พร้อมรองรับระบบกันสั่นแบบ Ultra Steady และ Ultra Steady Pro นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ AI Highlight Video ซึ่งเป็นการนำเอา AI เข้ามาประมวลผลภาพวิดีโอแบบ Real-time เพื่อช่วยปรับแต่งวิดีโอให้มีความสว่างคมชัด ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวิดีโอแบบย้อนแสง หรือการถ่ายวิดีโอในที่แสงน้อยก็ตาม


รวมทั้งยังรองรับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ โดยสามารถปรับระดับการเบลอของฉากหลังได้ทั้งหมด 100 ระดับ


รองรับการเปิดใช้งานฟีเจอร์ AI Beauty ขณะถ่ายวิดีโอ โดยสามารถปรับระดับความเรียบเนียนของผิวได้ถึง 100 ระดับ


รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ AI Color Portrait ที่เป็นการดูดสีพื้นหลังออก และคงไว้เฉพาะสีสันของตัวแบบ


นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกฟิลเตอร์ดูดสีในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Crimson, Forest Green หรือ Sky Blue


หากต้องการฟิลเตอร์สีแบบอื่นๆ ก็สามารถเลือกใช้งานได้เช่นเดียวกัน



รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slo-Mo ที่ระดับ 960FPS


และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse


ในส่วนของกล้องหน้าเซลฟี่ของ OPPO Reno5 Series 5G แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของความละเอียด แต่หน้า UI และฟีเจอร์การถ่ายภาพต่างๆ จะมีความเหมือนกันทั้งคู่ โดยที่ด้านบนจะเป็นแถบสำหรับเข้าถึงคีย์ลัดของกล้องถ่ายภาพแบบเร่งด่วน เช่น การเปิด-ปิด ไฟแฟลช, การเปิด-ปิด HDR และการตั้งเวลาถ่ายภาพ


สามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์เพื่อปรับโทนสีของ ภาพถ่ายได้อย่างหลากหลาย


และสามารถเปิดใช้งานเอฟเฟกต์ AI Beauty สำหรับปรับใบใหน้าให้มีความเรียบเนียนเป็นธรรมชาติได้สูงสุดถึง 100 ระดับ แต่จะแตกต่างกับกล้องหลังตรงที่ผู้ช้สามารถปรับแต่งส่วนต่างๆ ของใบหน้าได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็น รูปร่างของคาง, ขนาดของดวงตา หรือขนาดของจมูก เป็นต้น




ด้านโหมดการถ่ายภาพ มาพร้อมกับโหมด Portrait สำหรับถ่ายภาพเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับระดับการเบลอของฉากหลังได้สูงสุด 100 ระดับ นอกจากนี้ ยังสามารถเปิดใช้งานฟิลเตอร์ และสามารถเปิดใช้งาน AI Color Portrait สำหรับดูดสีของฉากหลังได้ด้วยเช่นเดียวกัน


ส่วนฟิลเตอร์สีแบบอื่นๆ ก็ยังคงมีให้ใช้งานแบบครบถ้วนเช่นเดิม


รองรับการถ่ายภาพเซลฟี่กลางคืนแบบคมชัดด้วย โหมด Night


ด้านการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหน้า รองรับการบันทึกไฟล์ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ Full HD ที่ 30FPS พร้อมรองรับการเปิดใช้งานฟีเจอร์ป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหว และ AI Highlight Video


นอกจากนี้ ยังรองรับการถ่ายวิดีโอเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอ และการถ่ายวิดีโอเซลฟี่แบบดูดสี (AI Color Portrait) อีกด้วย


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ความละเอียดระดับ 64+8+2+2 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno5 Series 5G













ภาพถ่ายจากโหมดปกติ







ภาพถ่ายจากกล้องเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide













ภาพถ่ายจากโหมด Night






ภาพถ่ายจากโหมด Portrait


ตัวอย่างวิดีโอในโหมดต่างๆ จากกล้องของ OPPO Reno5 Series 5G






ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 44 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno5

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติพร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty




ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ของ OPPO Reno5 5G

ภาพถ่ายจากโหมดปกติ


ภาพถ่ายจากโหมดปกติพร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


ภาพถ่ายจากโหมด Portrait พร้อมเปิดเอฟเฟกต์ Beauty


สรุปผลการทดสอบของ OPPO Reno5 Series 5G

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นด้านกล้องถ่ายภาพมากเลยทีเดียว สำหรับ OPPO Reno5 Series 5G ที่ครั้งนี้ไม่ได้มีดีเฉพาะแค่การถ่ายภาพนิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังโดดเด่นด้านการถ่ายวิดีโอ Portrait ด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ทาง OPPO ติดตั้งมาให้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น AI Highlight Video, AI Color Portrait, Soloop Template ไปจนถึง AI Mixed Portrait เพื่อช่วยใหผู้ใช้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้อย่างสนุก และง่ายดายมากยิ่งขึ้น


ด้านประสิทธิภาพการทำงานของ OPPO Reno5 Series 5G รอบนี้ก็ถือว่าจัดเต็มรอบด้านเช่นเคย โดยมาพร้อมกับชิปเซ็ตประมวลผล Snapdragon 765G ในรุ่น OPPO Reno5 5G ซึ่งเป็นชิปเซ็ตระดับรองท็อป ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด รวมทั้งยังมาพร้อมกับระบบชาร์จไวแบบ 65W SuperVOOC 2.0 ที่สามารถเติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องได้ในเวลาอันรวดเร็ว และที่สำคัญ OPPO Reno5 Series 5G ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย ColorOS 11.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุดทั้งคู่ ที่ได้รับการอัปเกรดด้านความรวดเร็วด้านการใช้งาน, ฟีเจอร์อำนวยความสะดวก รวมไปถึงระบบความปลอดภัย เพื่อให้สมาร์ทโฟนมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา



ด้านงานออกแบบก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของ OPPO Reno5 Series 5G เลยก็ว่าได้ โดยมาพร้อมกับบอดี้น้ำหนักเบา พร้อมความบางเฉียบ เพื่อช่วยให้จับถือได้อย่างถนัดมือ พร้อมกระบวนการเคลือบผิวสัมผัสแบบ Reno Glow ที่มีการผสมผสานการเคลือบฟิล์มแบบหลายชั้น ช่วยให้ตัวเครื่องสะท้อนเฉดสีได้มากกว่า 1,000 เฉดสี พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ที่แสดงสีสันได้อย่างคมชัดสดใส ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการรับชมคอนเทนต์ได้เป็นอย่างดี


โดยสรุปแล้ว OPPO Reno5 Series 5G เป็นสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายวิดีโอ, การถ่ายภาพ รวมถึงผู้ที่ต้องการมือถือสเปกครบเครื่องในราคาที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งเรียกได้ว่า OPPO Reno5 Series 5G เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจในปี 2021 เลยทีเดียว


OPPO Reno5 เปิดราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยที่ 10,990 บาท ส่วน OPPO Reno5 5G เปิดราคาขายในไทยที่ 13,990 บาท (รอข้อมูลด้านราคา และโปรโมชันเครือข่ายในวันที่ 26 มกราคม 2021 เวลา 19.00 น.) เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าระหว่างวันที่ 26 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2021 พร้อมโปรโมชั่นจากผู้ให้บริการเครือข่ายในราคาเริ่มต้นเพียง 4,490 บาท

สำหรับผู้ที่สั่งจอง OPPO Reno5 ล่วงหน้า จะได้รับของสมนาคุณพิเศษรวมมูลค่ากว่า 6,299 บาท ได้แก่ เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale และ E-VIP Card ส่วนผู้ที่สั่งจอง OPPO Reno5 5G จะได้รับของสมนาคุณรวมมูลค่ากว่า 8,398 บาท ประกอบไปด้วย เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ Smart Scale, ลำโพงไร้สาย Bluetooth Speaker และ E-VIP Card

 

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณทาง OPPO ประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจส่งเครื่อง OPPO Reno5 Series 5G มาให้ทางทีมงานได้ทำการรีวิวให้ท่านผู้อ่านได้รับชมกัน สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน พบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ


จุดเด่นของ OPPO Reno5 Series 5G

- ดีไซน์ตัวเครื่องบางเฉียบแบบ Ultra Slim Body ด้วยความบางเพียง 7.8 มิลลิเมตร
- ฝาหลังแบบ Reno Glow ที่ได้รับการเคลือบผิวด้วยฟิล์มหลายชั้น สามารถสะท้อนสีสันได้มากกว่า 1,000 เฉดสี (เฉพาะสี Galactic Silver และ Fantasy Silver)
- หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.43 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+ (2400x1080 พิกเซล) พร้อมค่า Refresh Rate สูงสุด 90Hz, ค่า Touch Sampling Rate สูงสุด 180Hz, ฟีเจอร์ Eye Comfort, ค่า Contrast Ratio 1000000:1, ค่าความสว่างสูงสุด 750 nits, รองรับช่วงสีแบบ DCI-P3 ได้ 93.28% และรองรับช่วงสีแบบ sRGB ได้ 135.13%
- ได้รับการรับรองจาก Netflix HD และ Amazon Prime Video HD
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ Hidden Fingerprint Unlock และระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า (Face Unlock)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 720G ความเร็วสูงสุด 2.3 GHz (รุ่น OPPO Reno5) และ Octa-Core Qualcomm Snapdragon 765G ความเร็วสูงสุด 2.4 GHz (รุ่น OPPO Reno5 5G)
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แบบ Adreno 618 (รุ่น OPPO Reno5) และ Adreno 620 (รุ่น OPPO Reno5 5G)
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB
- ระบบปฏิบัติการ Android 11 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 11.1 เวอร์ชันใหม่ล่าสุด
- ฟังก์ชัน FlexDrop, Google Lens, Gamer Mode และ Always-On

กล้องดิจิทัลด้านหลังทั้งหมด 4 ตัว (AI Quad Camera) ความละเอียด 64+8+2+2 ล้านพิกเซล ประกอบไปด้วย

> กล้องตัวหลัก (Main) ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/1.7, ระบบโฟกัสภาพแบบ Closed-Loop Focus Motor และมุมรับภาพ 80 องศา
> กล้อง Ultra Wide-Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.2 และมุมรับภาพ 119 องศา
> กล้อง Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4 และมุมรับภาพ 89 องศา
> กล้อง Mono ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด f/2.4 และมุมรับภาพ 89 องศา

พร้อมฟีเจอร์เด่นสำหรับการถ่ายภาพ และวิดีโอดังนี้

- ระบบโฟกัสภาพแบบ Closed-Loop Focus Motor
- ฟังก์ชัน AI Scene Enhancement สำหรับประมวลผลภาพถ่ายให้สวยงามผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์
- ระบบป้องกันภาพวิดีโอสั่นไหวแบบ Ultra Steady และ Ultra Steady Pro
- ฟังก์ชัน AI Highlight Video สำหรับปรับระดับความสว่างของวิดีโอให้มีความคมชัดทุกสภาวะแสง
- ฟังก์ชัน AI Color Portrait สำหรับถ่ายภาพนิ่ง-วิดีโอ แบบดูดสี
- ฟังก์ชัน AI Mixed Portrait สำหรับถ่ายวิดีโอแบบรวมตัวแบบ และฉากหลังเข้าด้วยกัน
- ฟังก์ชัน Soloop Template สำหรับถ่ายวิดีโอตามเทมเพลทที่กำหนด ซึ่งระบบจะทำการตัดต่อ, ใส่เสียงเพลง และใส่ Transition ให้แบบอัตโนมัติ
- รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K (30fps) ที่กล้องหลัง
- โหมดถ่ายภาพกลางคืนแบบไม่ต้องใช้ขาตั้ง พร้อมฟีเจอร์ Tripod Mode

กล้องดิจิทัลด้านหน้า ความละเอียดสูงสุด 44 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้าง F/2.4 (รุ่น OPPO Reno5) และความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ขนาดของรูรับแสงกว้าง F/2.4 (รุ่น OPPO Reno5 5G)

- แบตเตอรี่ความจุ 4310 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 50W Flash Charge (รุ่น OPPO Reno5) และแบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 65W SuperVOOC 2.0 (รุ่น OPPO Reno5 5G)
- ระบบเสียงแบบ Dolby Atmos
- แอปพลิเคชัน Soloop สำหรับตัดต่อวิดีโอ
- รองรับการสั่งการผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะ Celia
- รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทางระบบ 5G, 4G LTE, 3G, EDGE, GPRS และ Wi-Fi 2.5/5 GHz (รองรับ 5G เฉพาะรุ่น OPPO Reno5 5G)
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.1
- รองรับ NFC (เฉพาะรุ่น OPPO Reno5 5G)
- รองรับการนำทางด้วยระบบดาวเทียม GPS ของประเทศสหรัฐอเมริกา, GLONASS ของประเทศรัสเซีย, Beidou ของประเทศจีน, GALILEO ของสหภาพยุโรป และ QZSS ของประเทศญี่ปุ่น
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C พร้อมรองรับการใช้งาน OTG (USB On-the-Go)
- ราคาเริ่มต้น 10,990 บาท ถือว่าเหมาะสมเมื่อเทียบกับคุณสมบัติโดยรวม


จุดที่อาจจะต้องพิจารณาเพิ่มเติมของ OPPO Reno5 Series 5G

- มีให้เลือกเพียงความจุเดียวคือ 128GB และไม่รองรับการ์ดหน่วยความจำเสริมแบบ microSD หรือแบบอื่นๆ
- รองรับการใช้งาน 5G เฉพาะซิมการ์ดที่ 1 (ซิมการ์ดที่ 2 รองรับแค่ 4G) (รุ่น Reno5 5G)

 

โปรดทราบ

* โทรศัพท์มือถือที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้เป็นเพียงเครื่องทดสอบจากทางผู้ผลิต เพราะฉะนั้นคุณสมบัติบางอย่างอาจมีความแตกต่างจากเครื่องที่วางจำหน่ายจริงบ้างไม่มากก็น้อย รวมถึงจุดด้อยบางประการที่พบในเครื่องทดสอบ อาจจะถูกแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นในเครื่องที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นหากท่านสนใจซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ ควรตรวจสอบ หรือทดลองใช้งานสินค้าด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง *

 

วันที่ : 28/01/2021