หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 24/11/2559

เหตุใด 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung, Apple และ Huawei ถึงพ่ายแพ้แบรนด์สมาร์ทโฟนม้ามืดอย่าง OPPO และ Vivo ในตลาดมือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประเทศจีน?


(ภาพตัวเครื่อง OPPO R9s Plus และ Vivo Xplay 6)

หากเอ่ยถึงชื่อของแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Samsung และ Apple ไม่ว่าใครก็คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะแบรนด์ผู้ผลิตทั้งสองค่ายนี้อยู่ในตำแหน่งของบริษัทที่เป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์ของทั้ง 2 แบรนด์นี้มีผู้นิยมใช้กันอย่างมากมายในหลายๆ ประเทศ ซึ่ง Samsung และ Apple ก็มักจะติดอันดับแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดอยู่ในทุกๆ ที่ ยกเว้นดินแดนแห่งมังกรที่นับเป็นตลาดสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ประเทศจีน
 


ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2014 แบรนด์ Samsung สามารถทำยอดขาย และครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศจีนได้อย่างน่าพอใจด้วยอัตราส่วนกว่า 19.9% ขณะที่ Apple เพิ่งจะเริ่มรุกตลาดในจีนแต่ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก และครองส่วนแบ่งในตลาดได้เพียง 8.7% แต่หลังจากการเปิดตัวของ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus ในช่วงปลายปีทำให้ส่วนแบ่งในตลาดของ Apple พุ่งขึ้นมาสูงถึง 13.5% และยังคงรักษาระดับมาเรื่อยๆ จนมาแพ้ให้กับแบรนด์เจ้าถิ่นในช่วงปี 2016 นี้เอง ส่วน Samsung แทบจะเรียกว่าหายไปจากตลาดในจีนเลยก็ว่าได้นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2015 เป็นต้นมา

สำหรับแบรนด์สมาร์ทโฟนในประเทศจีนที่ก้าวขึ้นมาเหนือ Samsung และ Apple หรือแม้กระทั่งยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่นอย่าง Huawei ได้ ก็คือ OPPO และ Vivo ซึ่งจากกราฟข้างต้นจะเห็นได้ว่าสัดส่วนการครองส่วนแบ่งในตลาดของ OPPO และ Vivo เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกไตรมาสนับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างกับในช่วงปี 2014 ที่ OPPO และ Vivo ยังไม่สามารถกระตุ้นยอดขาย และยังไม่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในตลาดสมาร์ทโฟนในจีนเลยก็ว่าได้


สำนักข่าว Bloomberg วิเคราะห์สาเหตุสำคัญสองประการที่ทำให้ OPPO และ Vivo ก้าวขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดได้ในไตรมาสที่ผ่านมา คือ อันดับแรก OPPO และ Vivo ผลิตสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติตัวเครื่องตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และวางจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่ากับการลงทุนซื้อของผู้ใช้มากกว่าแบรนด์อื่นๆ ในช่วงราคาประมาณ 200-500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,000-18,000 บาท) ส่วนอันดับสองซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดก็คือ การผลักดันแผนการตลาดในรูปแบบของการวางจำหน่ายแบบ Offline Sales หรือการวางจำหน่ายตามร้านค้าต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างถล่มทลาย

แผนการวางจำหน่ายแบบ Offline หรือ Online Sales ถือเป็นการตลาดที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น Xiaomi ที่ก่อนหน้านี้ได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์ดาวรุ่งพุ่งแรงมากที่สุด และมีแนวโน้มจะเป็นแบรนด์ที่ล้ม Huawei ได้ด้วย แต่ในช่วงหลังๆ มา Xiaomi หันไปโฟกัสที่การจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ และการเปิด Flash Online Sales อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าของ Xiaomi เจาะจงไปที่กลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อ แต่กลุ่มคนเหล่านี้มีสัดส่วนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกลุ่มชนชั้นกลาง หรือกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในสังคมเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ OPPO และ Vivo ซึ่งมีจำนวนกว่าพันล้านคน และส่วนใหญ่ไม่สามารถสั่งซื้อแบบออนไลน์ได้ เพราะเข้าไม่ถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ต การจำหน่ายแบบ Offline Sales ที่มีหน้าร้าน และตัวแทนจำหน่ายที่ OPPO และ Vivo เลือกใช้เป็นช่องทางหลักจึงได้ผลดีกว่ามาก ซึ่งในปัจจุบันนี้ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่มีสมาร์ทโฟนของ OPPO และ Vivo วางขายนั้นมีมากกว่า 240,000 ร้านทั่วประเทศจีน ขณะที่ Xiaomi Store มีเพียงหลักร้อย ส่วน Apple Store ยังมีเพียงแค่หลักสิบเท่านั้น

นอกจากนี้ OPPO และ Vivo ยังมีเปอร์เซ็นต์ให้สำหรับร้านค้าที่ขายสมาร์ทโฟนของแบรนด์ได้เพิ่มเติมด้วย ซึ่งจำนวนเงินพิเศษจะอยู่ที่ราวๆ 6-30 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 210-1,000 บาท) ต่อหนึ่งเครื่อง แต่ทางตัวแทนจำหน่ายจะต้องมีแหล่งซ่อมมือถือด้วย เพื่อป้องกันเวลาตัวเครื่องมีปัญหาจะได้จัดการได้ทันท่วงที
 


อย่างไรก็ตาม การที่ OPPO และ Vivo สามารถขึ้นมาเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายสูงสุดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2016 ได้นั้นเป็นผลมาจากหลายๆ ปัจจัยรวมกัน ซึ่งทำให้ทั้งสองแบรนด์เติบโตจนก้าวมาสู่จุดสูงสุดในประเทศจีน และสามารถเอาชนะแบรนด์ดังๆ แบรนด์อื่นได้ด้วย โดย OPPO เป็นผู้ที่มียอดขายสูงสุดคือ 17.5% ตามมาด้วย Vivo ทำยอดขายได้ 16.7% และ Huawei ทำยอดขายได้ 15.7% ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า OPPO และ Vivo จะสามารถรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้ในไตรมาสต่อไปหรือไม่

 

ที่มา : bloombergstatistaphonearena


วันที่ : 24/11/2559

 







Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy