
ทุกวันนี้ การใช้ชีวิตของคนเรา นับวันยิ่งต้องแข่งขันกันมากขึ้นเรื่อยๆ เงินทองก็หายากขึ้นทุกวัน และสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการใช้ชีวิตของคนสมัยนี้ ก็คือโทรศัพท์มือถือ ลองคิดดูว่าถ้าหากคุณขาดมือถือไปซักวัน จะเกิดอะไรขึ้น? คงพอนึกภาพออก
และสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อมือถือเครื่องใหม่ไว้ใช้งาน ถ้ากรณีเป็นผู้มีอันจะกิน คงไม่ยาก เพราะเครื่องมือหนึ่ง รุ่นใหม่ๆ คุณภาพดีๆ มีให้เลือกกันอย่างมากมายหลากหลายรุ่น หลากหลายยี่ห้อ ยิ่งได้ซื้อที่ศูนย์ด้วยแล้ว ยิ่งสบายใจได้ในคุณภาพและการบริการหลังการขาย แพงหน่อย แต่ก็ได้ความมั่นใจกลับมา ทว่าหากเป็นผู้ที่ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง คงต้องคิดหนัก หากต้องไปลงทุนซื้อเครื่องศูนย์หรือเครื่องมือหนึ่ง เพราะราคาไม่ใช่ถูกๆ เงินออมก็ต้องเอาไว้ใช้จ่ายอย่างอื่นอีกสารพัด ก็เลยมีไม่น้อย ที่มักจะหาทางออกด้วยการหาซื้อมือถือมือสองมาใช้งาน ด้วยราคาที่ถูกเหลือเชื่อ และถ้าเลือกดีๆ ด้วยแล้ว ก็จะได้เครื่องดีๆ ไปใช้งานสมใจปรารถนา

แต่ทว่า ผู้ที่กำลังหาซื้อมือถือมือสองส่วนมาก ยังขาดความรู้และประสบการณ์เชิงช่าง เชิงเทคนิค จึงอาจจะตกเป็นเหยื่อของบรรดาผู้ขายบางรายที่ไม่จริงใจเอาได้ง่ายๆ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินเหตุ ถ้าหากได้เรียนรู้บ่อย ให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้ ศึกษาความเคลื่อนไหวในวงการมือถืออยู่เสมอ เพราะฉะนั้นตอนนี้ มาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมกับผม มาเรียนรู้กันว่าตัวคุณเองจะมีวิธีตรวจสอบ และเลือกซื้อมือถือมือสองอย่างไรกันบ้าง
เบื้องต้นแล้ว เมื่อคุณสนใจรุ่นไหน ก็ลองสังเกตรุ่นนั้นคร่าวๆ ดูว่ามันคงสภาพเดิมๆ ของรุ่นนั้นอยู่หรือไม่ ควรจะให้คงสภาพเดิมของรุ่นนั้นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่อง เสาสัญญาณ หรืออื่นๆ เมื่อพอใจในรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีแล้ว ก็ถึงคราวที่คุณจะต้องเอ๋ยปากขออนุญาติทางร้าน เพื่อสัมผัสและทดลองใช้งานกันจริงๆ ขอดูเลยทันที ไม่ต้องเกรงใจ เพราะการเลือกซื้อมือถือมือสองจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทดสอบการใช้งานให้ดีซะก่อน ซึ่งเมื่อมือถือเครื่องนั้นอยู่ในมือคุณแล้ว ก็ให้ตรวจสอบเช็คสภาพเครื่องอย่างใจเย็นๆ ทีละขั้นตอน ไม่ต้องใจร้อน โดยตรวจสอบดังนี้

1. การเปิด-ปิดเครื่อง สามารถทำได้ง่ายหรือไม่ ปุ่มกดเปิด-ปิดเครื่องสามารถกดได้ง่ายรึเปล่า
2. ลองเปิดเครื่อง Standby ไว้ไม่ต่ำกว่า 5 นาที แล้วสังเกตดูที่หน้าจอแสดงผล ว่ามีอาการผิดปกติอย่างไรบ้างหรือไม่ เช่นภาพสั่น ไฟกระพริบดับๆ ติดๆ หรือที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เครื่องดับไปเองดื้อๆ รึเปล่า
3. สำหรับมือถือรุ่นที่สามารถถอดหน้ากากได้ ให้ลองถอดหน้ากากดูด้วย แล้วสังเกตว่าหน้าจอมีอาการพร่ามัว จางลง หรือติดๆ ดับๆ หรือไม่
4. ใส่ Sim Card ของคุณเข้าไปในมือถือให้เรียบร้อย แล้วทำการเปิดเครื่อง ถ้าระบบสัญญาณของเครื่องยังปกติดีอยู่ จะสามารถค้นหาสัญญาณของเครือข่ายได้เจอในเวลาอย่างมากไม่เกิน 1-2 นาที แต่ถ้าเกินกว่า 2 นาที ก็คิดไว้ได้เลยว่าเครื่องมีอาการผิดปกติ หรือบางกรณีทั้งๆ ที่ใส่ Sim Card เข้าตำแหน่งอย่างดีแล้ว แต่เครื่องไม่สามารถตรวจหา Sim Card นั้นเจอ ไม่สามารถอ่านข้อมูลจาก Sim Card ของเราได้ เช่นขึ้นเตือนว่า Card Error และอีกกรณีคือหลังจากเครื่องหาสัญญาณเจอแล้ว แต่ตัวบอกระดับสัญญาณ มีระดับที่ไม่นิ่ง บ้างก็มีขีดเดียว บ้างก็มีขีดเต็ม บ้างก็หายไปหมด โดดไปโดดมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งปกติแล้วถ้าเครื่องไม่มีปัญหาอะไร ระดับสัญญาณจะมีการขึ้นลงได้บ้าง แต่ก็จะไม่เกิน 1-2 ขีด ไม่ควรจะมีระดับขึ้นลงมากและบ่อยเกินไปแบบไม่ปกติ
5. ถ้าเรื่องสัญญาณเป็นปกติดีแล้ว จากนั้นก็ให้ลองกดปุ่มใช้งานดูทุกปุ่ม ลองเข้าใช้เมนูต่างๆ ลองกดตัวเลขหรือตัวอักษร ถ้าปุ่มกดไม่ปกติ จะกดได้ยาก ไม่ค่อยมีการตอบสนอง กดติดบ้างไม่ติดบ้าง หรือบางทีก็กดไม่ได้เลย กดเล่นอยู่ดีๆ เครื่องค้างไป กดปุ่มเปิด-ปิดก็ไม่ได้ ถึงขนาดต้องถอดแบตเตอรี่ออกแล้วใส่ใหม่ถึงจะเปิดเครื่องใช้ได้อีกที
6. ทดสอบการโทรเข้า โทรออก รับสาย โดยอาจจะลองโทรเข้ามาซัก 10 รอบโดยไม่ต้องรับสาย ถ้าโทรติดได้ตามปกติต่อเนื่องกันอย่างน้อย 7-8 ครั้งก็ถือว่าปกติดี (ไม่จำเป็นต้องโทรติดทั้ง 10 รอบ เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าขณะนั้น Cell Site ของเครือข่ายไม่ว่างพอดี หรือเป็นเพราะคู่สาย) ถ้าโทรติดไม่เกิน 5 ครั้งใน 10 ครั้ง หรือโทรแล้วให้ฝากข้อความไว้ ทั้งๆ ที่เครื่องก็ยัง Standby อยู่ ก็สันนิษฐานได้ว่า เครื่องไม่ปกติ
7. ใช้งานไปซักพัก แล้วเครื่องแจ้งว่าแบตเตอรี่อ่อน หรือหมด แต่พอเปิดเครื่องใหม่กลับแจ้งว่าแบตเตอรี่ยังเต็มอยู่หรือไม่
8. ลองใช้งานโทรจริงๆ ดูบ้าง โดยให้สังเกตูว่า เสียงลำโพง หรือไมค์ ดังชัดเจนต่อเนื่องดีหรือไม่ เสียงคนพูดขาดๆ หายๆ หรือเปล่า ถ้าให้ดีลองตั้งให้ระดับเสียงเป็นระดับดังที่สุด และทดสอบกับเครื่องรุ่นเดียวกัน เพื่อสังเกตระดับเสียงว่าเท่ากันหรือไม่ เพราะถ้าทดสอบกับรุ่นที่ต่างกัน ระดับเสียงสูงสุด (ที่ผู้ผลิตกำหนดมาแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ) จะมีความดังไม่เท่ากัน รวมถึงเสียงก้อง เสียงสะท้อน เสียงซ่า ด้วย เพราะถ้าเครื่องที่ผ่านการตกหรือกระแทกมา มักจะทำให้เกิดปัญหาด้านเสียง
9. ลองเช็คเสียงเรียกเข้า โดยการโทรเข้า ลองฟังว่าดังชัดเจนต่อเนื่องหรือไม่ มีเสียงขาดๆ หายๆ ไปหรือเปล่า รวมถึงระบบสั่น (ถ้าเปิดการใช้งานระบบสั่นไว้) ต้องสั่นเป็นจังหวะที่ต่อเนื่องคงที่ หรือบางรุ่นจะสั่นตามจังหวะเสียงเรียกเข้าแต่ละเสียง
10. สุดท้าย ลองชาร์ทไฟดู สัญลักษณ์ของแบตเตอรี่ควรวิ่งเป็นจังหวะขึ้นลงที่สม่ำเสมอ ไม่หยุดชะงักหรือกระตุก จากนั้นลองชาร์ทไปซัก 5-10 นาที ถ้าเครื่องหรือที่ชาร์ทยังปกติดี ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามีปัญหา สัญลักษณ์ของการชาร์ทแบตเตอรี่จะหายไป หรือขึ้นสัญลักษณ์แบบติดๆ ดับๆ จนบางทีถึงขนาดไม่ขึ้นสัญลักษณ์การชาร์ทอีกเลย ชาร์ทได้บ้างไม่ได้บ้าง หรือมีสัญลักษณ์ของการชาร์ททำงานอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เสียบที่ชาร์ท

...................................................................................................................................
ก็เป็นอันว่า ตอนนี้ คุณก็เรียนจบบทเรียนแรกของการเลือกซื้อมือถือมือสองแล้วนะครับ แต่บทเรียนสุดท้ายก็คือการนำไปใช้งานจริงครับ อยากให้นำวิธีการตรวจสอบที่ผมกล่าวมาไปเป็นเกราะป้องกันผู้ขายบางรายที่ไม่จริงใจกับผู้ซื้อ รับรองว่าคุณจะได้มือถือมือสองดีๆ มาใช้งานสมใจแน่นอน อาจจะดูยุ่งยากหลายขั้นตอน แต่ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองครับ
...................................................................................................................................
เรื่องโดย : [TMC]-Oska : (Thaimobilecenter Editor)
โปรดทราบ*** : บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์ Thaimobilecenter.Com หากท่านใดต้องการนำไปเผยแพร่ กรุณาติดต่อ Thaimobilecenter Editor ได้โดยตรง
วันที่ : 18/05/47
|