ในวันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2555) ก็เป็นวันแรกของการเริ่มต้นแคมเปญที่หลายคนจับตามองกันแล้ว ซึ่งก็คือแคมเปญ Only You
Only True ที่จะจัดกันยาวๆ ระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2555 โดยไฮไลท์ของแคมเปญนี้ก็คือ การที่ลูกค้าของ ทรูออนไลน์ และ ทรูวิชั่นส์ สามารถซื้อเครื่อง iPhone 4S หรือ iPhone 4 ได้ในราคาพิเศษ โดยรุ่นที่ลดกระหน่ำสุดๆ เหลือราคาเพียงครึ่งเดียว หรือเพียง 50% ก็คือ iPhone 4 8GB ซึ่งจากราคาเต็ม 18,500 ลดเหลือเพียง 9,250 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่ามีงบไม่เกินหมื่นก็สามารถเป็นเจ้าของ iPhone 4 ได้แล้วนั่นเอง ส่วน iPhone 4S ทั้ง 3 รุ่นนั้น แม้ว่าจะไม่ได้ลดราคามากถึง 50% แต่ก็มีราคาที่ยั่วใจไม่น้อย ดังนั้นหากใครไม่คิดมากแล้วก็คงจะตัดสินใจซื้อได้โดยง่าย แต่ทว่าความจริงก็ไม่ง่ายเช่นนั้น ด้วยเงื่อนไขบางอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือการที่ต้องใช้แพ็คเกจ XL เดือนละ 899 บาท ของ ทรูมูฟเอช เป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานถึง 18 เดือน หรือว่ากันง่ายๆ ก็คือต้องใช้กันยาวๆ เป็นเวลากว่า 1 ปีครึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นผู้ซื้อจึงเกิดความลังเลใจว่าเลือกซื้อแบบไหนจะคุ้มค่ามากกว่ากัน ระหว่างการซื้อเครื่องเปล่าในราคาพิเศษนี้โดยมีแพ็คเกจแพงสุดพ่วงมาด้วย กับการซื้อเครื่องเปล่าในราคาปกติโดยเลือกแพ็คเกจได้เองตามใจชอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เขียนเอง ก็มีความสงสัยอยู่เช่นเดียวกัน เนื่องจากก็มีความสนใจแคมเปญนี้อยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้ในฐานะของตัวแทนเว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์ จึงได้ตัดสินใจไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และนำมาวิเคราะห์ให้ทุกท่านได้อ่านไปพร้อมๆ กัน

ใครบ้างที่มีสิทธิเข้าร่วมแคมเปญ Only You
Only True ?
ในรายละเอียดเบื้องต้นของแคมเปญ Only You
Only True นั้นระบุไว้ว่า สงวนสิทธิ์เฉพาะ
ลูกค้าทรูออนไลน์ หรือลูกค้าทรูวิชั่นส์ (เฉพาะแพ็คเกจโกลด์ และแพ็คเกจแพลทินัม เท่านั้น)

โดยลูกค้าเหล่านี้ต้องใช้บริการต่อเนื่องมานานไม่ต่ำกว่า 12 เดือน แต่ถึงแม้กระนั้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเรามีสิทธิในแคมเปญนี้จริงๆ หรือไม่ วิธีตรวจสอบให้แน่ใจก็คือให้เข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ http://www.truemove-h.com/verify/ เพื่อทำการตรวจสอบกับระบบออนไลน์ โดยใส่ข้อมูลเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน หรือเลขที่หนังสือเดินทาง หรือบัตรประจำตัวอื่นๆ พร้อมทั้งกรอกชื่อ-นามสกุล ให้ถูกต้อง แล้วก็อย่าลืมใส่รหัสภาพตัวอักษรที่สุ่มขึ้นมา 5 ตัวให้ถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน

แบบฟอร์มสำหรับการกรอกข้อมูลเพื่อการตรวจสอบสิทธิ

หากการตรวจสอบสิทธิผ่าน จะมีข้อความแสดงขึ้นมาว่า ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ ท่านมีสิทธิเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ค่ะ

แต่หากการตรวจสอบสิทธิไม่ผ่าน จะมีข้อความแสดงขึ้นมาว่า ขออภัยค่ะ ท่านไม่มีสิทธิเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ค่ะ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะตรวจสอบสิทธิผ่านแล้ว ก็อย่าลืมว่ายังมีอีกหลายประเด็นให้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เช่นต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนล่วงหน้าถึง 7 เดือนแรก ซึ่งรวมแล้วเป็นจำนวนเงินกว่า 6,733.51 บาท (ราคารวม VAT 7%) ซึ่งเราจะนำข้อมูลในส่วนนี้ไปใช้ในการวิเคราะห์หาความคุ้มค่าในเนื้อหาถัดไป แล้วก็อย่าเผลอไปยกสิทธินี้ให้กับใคร เพราะ 1 ท่าน จะสามารถใช้ได้เพียง 1 สิทธิเท่านั้น หรือหากจะยกสิทธิให้ใครก็คงต้องให้แน่ใจว่าเราไม่ต้องการสิทธินี้แล้วจริงๆ
เพราะเหตุใด ใช้บริการทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ มาหลายปี แต่กลับไม่ได้รับสิทธิ ?
เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากเหลือเกิน และดูเหมือนจะยังไม่ชัดเจน 100% ซะทีเดียว ว่าเพราะเหตุใด ผู้ใช้บริการทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ บางรายจึงไม่ได้รับสิทธิ ทั้งๆ ที่ใช้งานบริการเหล่านี้มาหลายต่อหลายปี บางท่านก็ใช้งานมาตั้งแต่ยุคแรกๆ เสียด้วยซ้ำ รวมถึงตัวผู้เขียนเองก็เช่นเดียวกัน จึงเกิดความสงสัยใครรู้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผู้เขียนก็พยายามไปสืบหาข้อมูลว่ามีปัจจัยอะไรอื่นอีกบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ทาง ทรู ใช้สำหรับการคัดแยกลูกค้าที่ได้รับสิทธิ กับลูกค้าที่ไม่ได้รับสิทธิ เพราะเท่าที่ทาง ทรู ประกาศเงื่อนไขออกมาในเบื้องต้น ก็ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียดปลีกย่อยเท่าที่ควร แต่ที่แน่ๆ ทาง ทรู คงไม่ได้ระดมๆเจ้าหน้าที่มาคัดแยกโดยตรง เนื่องจากจำนวนลูกค้านั้นมีอยู่นับแสนราย หากจะให้เจ้าหน้าที่มานั่งคัดแยกโดยตรงก็คงจะเสียเวลาไม่น้อย ดังนั้นก็คงจะมีการใช้ระบบอัตโนมัติที่ได้ใส่เงื่อนไข และปัจจัยต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้าแล้วนั่นเอง โดยปัจจัยเสริมบางอย่างที่ทางระบบของ ทรู นำไปพิจารณาเพิ่มเติม ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ ก็น่าจะมีดังต่อไปนี้
คุณสมบัติเบื้องต้นที่นำมาพิจารณา
เป็นลูกค้าทรูออนไลน์ที่เปิดใช้งานก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 หรือเป็นลูกค้าทรูวิชั่นแพ็คเกจโกลด์ หรือแพลทินัม ที่คงสถานะการใช้งานต่อเนื่อง 12 เดือนขึ้นไป (ใช้งานมาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน)
คุณสมบัติอื่นๆ ที่นำมาพิจารณา
- มีการโอนเปลี่ยนชื่อผู้ใช้บริการหรือไม่ ? (หากใช่ต้องเริ่มนับรอบใช้งานใหม่) - มีการเปลี่ยนอุปกรณ์ใช้งานใหม่หรือไม่ ? (หากใช่ต้องเริ่มนับรอบใช้งานใหม่) - ชื่อที่ใช้จดทะเบียนของบริการนั้นๆ ใช่ชื่อเดียวกับผู้ที่ต้องการรับสิทธิหรือไม่ ? - หากเป็นลูกค้าทรูมูฟ หรือทรูมูฟเอช ได้ชำระค่าบริการที่ค้างอยู่ทั้งหมดแล้วหรือไม่ ? - มีการจ่ายค่าบริการล่าช้า ไม่ตรงรอบบิล หรือเคยมีการระงับบริการหรือไม่ ? (หากใช่ต้องเริ่มนับรอบใช้งานใหม่) - มีการย้ายสถานที่ของการใช้บริการหรือไม่ ? (หากใช่ต้องเริ่มนับรอบใช้งานใหม่)
คุณสมบัติอื่นๆ ที่ไม่ได้นำมาพิจารณา
- มีสถานะเป็นสมาชิกทรูไลฟ์พลัส เช่นเมื่อเลือกรับสิทธิใช้งาน WiFi ฟรี - มีการเปลี่ยนโปรโมชั่นมาก่อนหน้านี้ เช่นการปรับเปลี่ยนความเร็วอินเทอร์เน็ต
จุดสังเกตเพิ่มเติม
- สำหรับลูกค้าทรูออนไลน์ ไม่ได้สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแบบ อัลตร้า-ไฮสปีด เท่านั้น เนื่องจาก มีบางท่านที่รู้จักที่ใช้งาน ไฮสปีด อินเทอร์เน็ต แบบ ADSL ก็พบว่าได้รับสิทธิเช่นเดียวกัน - เป็นไปได้ว่าระบบกำลังทยอยอัพเดทข้อมูลอยู่หรือไม่ เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่เปิดแคมเปญ ซึ่งแคมเปญนั้นจะมีไปเรื่อยจนถึงวันที่ 12 เมษายน ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าข้อมูลยังอัพเดทไม่ครบถ้วน 100%
แต่อย่างไรก็ดี ข้อมูลของคุณสมบัติปลีกย่อยที่นำมาพิจารณาข้างต้น ณ เวลานี้ทางผู้เขียนยังไม่ขอยืนยัน 100% ดังนั้นเพื่อความรวดเร็ว และความแน่ใจ ก็คงไม่ต้องพิจารณาเงื่อนไขข้างต้นให้ปวดหัว เพราะท่านสามารถเข้าไปตรวจสอบสิทธิของท่านได้ง่ายๆ ได้ที่นี่ทันที http://www.truemove-h.com/verify/
มีส่วนลด 50% ให้กับ iPhone ทุกรุ่นเลยหรือไม่ ?
สำหรับการลดราคาเครื่อง iPhone นั้น หากดูกันให้ดีๆ ซักหน่อย ก็จะเห็นว่า รุ่นที่ลดถึง 50% นั้นมีอยู่เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น ก็คือ iPhone 4 8GB ซึ่งลดราคาเหลือเพียง 9,250 บาท จากราคาเต็ม 18,500 บาท (ราคาแบบเครื่องเปล่า) แต่สำหรับรุ่นอื่นๆ ซึ่งก็คือ iPhone 4S ในขนาดความจุต่างๆ จะไม่ได้ส่วนลดถึง 50% แต่อย่างใด โดยจะมีส่วนลดที่ลดหลั่นกันไปตามขนาดของความจุดังตารางด้านล่างนี้

จากตารางด้านบนจะเห็นได้ว่า มีเพียง iPhone 4 8GB รุ่นเดียวเท่านั้น ที่มีเปอร์เซ็นต์ส่วนลดถึง 50% หรือครึ่งราคา แต่สำหรับ iPhone 4S 16GB จะมีเปอร์เซ็นต์ส่วนลด 39.866%, iPhone 4S 32GB จะมีเปอร์เซ็นต์ส่วนลด 34.724% และ iPhone 4S 64GB จะมีเปอร์เซ็นต์ส่วนลดน้อยที่สุดคือ 29.917% เท่านั้น เพราะฉะนั้น หากจะพิจารณาความคุ้มค่าแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาแยกเป็นรุ่นๆ ไป
สามารถหาซื้อ iPhone ในราคาพิเศษนี้ได้ที่ไหนบ้าง มีเครื่องให้เลยหรือไม่ ?
สำหรับท่านใดที่พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และตัดสินใจได้ว่าแคมเปญนี้มีความคุ้มค่ากับการใช้งานของตนเอง ก็สามารถเดินทางไปที่ทรูช้อปสาขาต่างๆ เพื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็คเกจได้ทันที โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว สาขาหนึ่งๆ ก็จะมีสินค้าจำกัดในแต่ละวัน เพราะฉะนั้นหากไปตั้งแต่เนิ่นๆ หรือโทรสอบถามก่อนเพื่อความแน่ใจก็น่าจะดีที่สุด โดยสาขาของทรูช้อปทั้งหมดที่ร่วมแคมเปญก็จะมีดังต่อไปนี้
 รายชื่อสาขาของทรูช้อปที่ร่วมแคมเปญ Only You
Only True
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะไปถอย iPhone 4 หรือ iPhone 4S ที่ทรูช้อปสาขาใดได้แล้ว ก็อย่าลืมพกบัตรเครดิตติดตัวไปด้วย เนื่องจากการซื้อเครื่องเปล่าในแคมเปญนี้ ต้องชำระค่าเครื่องด้วยบัตรเครดิตเท่านั้น และต้องเป็นบัตรเครดิตที่ใช้ชื่อเดียวกันกับเจ้าของสิทธิอีกด้วย ส่วนค่าบริการรายเดือนของแพ็คเกจ XL899 นั้น สามารถเลือกชำระด้วยบัตรเดรดิต หรือเงินสดก็ได้
 ผู้ให้บริการบัตรเครดิตที่มีโปรโมชั่นผ่อนค่าเครื่อง 0% นาน 6 เดือน
นอกจากนั้นผู้ให้บริการบัตรเครดิตบางเจ้าก็ยังมีทางเลือกให้ผู้ซื้อสามารถผ่อนชำระค่าเครื่องได้แบบสบายๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ซิตี้แบงค์, กสิกรไทย, กรุงเทพ, กรุงไทย, เซ็นทรัล หรือ เคทีซี เป็นต้น ส่วนบัตรเครดิตอื่นๆ นอกจากนี้ จะมีรายใดให้บริการ หรือมีโปรโมชั่นพิเศษใดอีกบ้าง คงต้องสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่ง
หากยกเลิกการใช้แพ็คเกจก่อนครบ 18 เดือนตามสัญญา ต้องเสียค่าปรับหรือไม่อย่างไร ?
ในกรณีนี้ ทาง ทรู ก็ได้ชี้แจงเงื่อนไขเอาไว้ชัดเจนพอสมควร นั่นก็คือ หากต้องการยกเลิกการใช้แพ็คเกจก่อนครบกำหนด 18 เดือน จะต้องจ่ายค่าปรับ หรือจ่ายค่าชดเชยตามส่วนลดค่าเครื่องที่ได้มา ตามตารางด้านล่างนี้

เมื่อใช้แพ็คเกจครบ 7 เดือนตามที่จ่ายล่วงหน้าแล้ว เดือนที่ 8 สามารถเปลี่ยนเป็นแพ็คเกจอื่นได้หรือไม่ ?
ในกรณีก็จะเหมือนกันกับกรณีที่ยกเลิกสัญญา หรือยกเลิกการใช้แพ็คเกจก่อนครบ 18 เดือนนั่นเอง ซึ่งไม่สามารถทำได้ และหากยกเลิก หรือเปลี่ยนไปใช้งานแพ็คเกจอื่นก่อนครบสัญญา ก็ต้องเสียค่าชดเชย หรือค่าปรับตามส่วนลดค่าเครื่องที่ได้มาตามที่แสดงไว้แล้วในตารางที่เห็นข้างต้นนั่นเอง
หากใช้งานเกินที่มีให้ในแพ็คเกจ XL899 จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร ?
การใช้งานแพ็คเกจ XL899 นั้น ก็จะมีหลักการเหมือนกับการใช้งานแพ็คเกจทั่วๆ ไปนั่นเอง กล่าวคือหากใช้บริการเกินจากที่ในแพ็คเกจมีให้ ผู้ใช้ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามอัตราที่กำหนดเอาไว้ในเงื่อนไข โดยแพ็คเกจ XL899 ซึ่งเสียค่าบริการรายเดือน 899 บาท (ไม่รวม VAT) นั้น โดยพื้นฐานแล้วจะมีส่วนของการใช้งานฟรีหลายส่วน ได้แก่ โทรฟรีทุกเครือข่ายเดือนละ 500 นาที, ส่ง SMS ฟรีเดือนละ 300 ข้อความ, ส่ง MMS ฟรีเดือนละ 50 ข้อความ, ใช้งาน 3G+/EDGE/GPRS ได้ฟรีไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน (ใช้ความเร็วสูงสุด 42 Mbps ได้จำนวน 2GB หลังจากนั้นจะถูกปรับลดความเร็วให้เหลือ 128 Kbps) และใช้ WiFi ได้ฟรีไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน

ซึ่งหากใช้งานเกินกว่านี้ ก็จะต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติมดังนี้คือ โทรออกทุกเครือข่าย เสียค่าบริการนาทีละ 1.25 คิดตามจริงเป็นนาที, ส่ง SMS ข้อความละ 1.25 บาท และส่ง MMS ข้อความละ 3 บาท แต่จะว่าไป ในแพ็คเกจ XL899 นั้นก็ถือว่ามีบริการฟรีต่างๆ ให้ใช้งานอย่างครบครันเหลือเฟืออยู่แล้ว หากไม่ได้ใช้งานหนักจนเกินไป ก็คงไม่ต้องเสี่ยงกับการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด และยิ่งเป็นคนที่หมั่นตรวจสอบการใช้งานของตัวเองอยู่เสมอแล้ว ก็ยิ่งไม่ต้องกังวล
วิเคราะห์ความคุ้มค่ากันแบบตัวๆ ซื้อแบบไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน ?
ในที่สุดก็ถึงช่วงเวลาสำคัญ นั่นก็คือการวิเคราะห์ความคุ้มค่า ระหว่างการซื้อเครื่องราคาพิเศษ แต่ต้องพ่วงแพ็คเกจระดับ XL ไปนานถึง 18 เดือน กับการซื้อเครื่องเปล่าราคาปกติ แล้วไปเลือกใช้แพ็คเกจที่มีระดับใกล้เคียงกัน หรือเลือกแพ็คเกจอื่นๆ ได้ตามใจชอบ แต่อย่างไรก็ดี คำว่า ความคุ้มค่า ของแต่ละคนก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว ความคุ้มค่า ของบางคนก็จะขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ได้มานั้นมีมากน้อยขนาดไหน โดยไม่ได้คำนึงว่าสิ่งที่ได้มานั้นจะได้นำมาใช้งานจริงหรือไม่ ส่วน ความคุ้มค่า ของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่จำเป็นว่าต้องให้ทุกสิ่งทุกอย่างมาแบบเลิศหรูอลังการ แค่เพียงตอบสนองต่อการใช้งานปกติในชีวิตประจำวันได้ก็คุ้มค่าเพียงพอแล้ว
ดังนั้นในเบื้องต้นก็ขอวิเคราะห์ความคุ้มค่าสำหรับคนที่นิยมแบบจัดเต็มกันก่อน ประมาณว่าหากซื้อเครื่องเปล่าในราคาปกติ แล้วเลือกแพ็คเกจที่มีฟังก์ชันในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับแพ็คเกจ XL899 การเลือกซื้อแบบไหน จะมีความคุ้มค่ามากกว่ากันเมื่อมองในภาพรวม โดยจะยึดเอา iPhone 4S 16GB เป็นรุ่นที่ใช้สำหรับการเปรียบเทียบและวิเคราะห์ เนื่องจาก iPhone 4S 16GB นั้นเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และน่าจะเป็นขนาดความจุที่ผู้ซื้อให้ความสนใจมากที่สุด รวมไปถึงจะไม่นำไปเปรียบเทียบกับแพ็คเกจของเครือข่ายอื่น ไม่ว่าจะเป็น เอไอเอส, ดีแทค หรือแม้กระทั่ง ทรูมูฟ (ที่ไม่ใช่ ทรูมูฟเอช) เนื่องจากต้องการให้การเปรียบเทียบอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน เครือข่ายเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ง่ายในการเปรียบเทียบ


จากตารางข้างต้นจะเห็นว่าหากซื้อ iPhone 4S 16GB ราคาพิเศษ พร้อมพ่วงแพ็คเกจ XL899 หรือเรียกสั้นๆ ว่า Case A เมื่อใช้งานครบ 18 เดือนจะมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นเพียง 30,814.74 บาท ในขณะที่หากซื้อ iPhone 4S 16GB ในราคาปกติ แล้วสมัครแพ็คเกจ XL899 แยกกัน หรือเรียกสั้นๆ ว่า Case B เมื่อใช้งานครบ 18 เดือนจะมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นถึง 39,014.74 บาท ซึ่งทำให้ภาพรวมเมื่อใช้งานครบ 18 เดือน Case A นั้นประหยัดเงินกว่า Case B ถึง 8,200 บาท เลยทีเดียว และเมื่อคิดค่าบริการรายเดือนโดยเฉพาะโดยหักลบจากราคาเต็มของ iPhone 4S 16GB ซึ่งมีราคาเต็ม 21,700 บาทแล้ว Case A นั้นจะมีค่าบริการรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 506.37 บาทเท่านั้น
แต่ในทางกลับกัน Case B นั้นก็มีข้อได้เปรียบหลายอย่างที่อาจจะมีความสำคัญสำหรับผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่ง เช่น ไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าบริการรายเดือนล่วงหน้าถึง 7 เดือน (แต่รวมการจ่ายล่วงหน้าแล้ว Case A ก็ยังมีค่าใช้จ่ายวันออกเครื่องที่ถูกกว่าอยู่ดี), ไม่ต้องเป็นลูกค้าทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์, ไม่ต้องติดสัญญาการใช้แพ็กเกจ, ไม่ต้องใช้บัตรเครดิตในการซื้อเครื่อง, ได้ความเร็วอินเทอร์เน็ตในกรณีที่ใช้เกิน 2GB ที่ 384Kbps ซึ่งเร็วกว่า Case A ถึง 3 เท่า และสุดท้ายก็คือ การล็อกอินใช้งาน WiFi ใช้เป็นแบบ Username กับ Password ซึ่งสามารถนำล็อกอินใช้กับเครื่องใดก็ได้ มีความอิสระในการใช้งาน แต่หากเป็น Case A ซึ่งใช้การล็อกอินด้วย MAC Address การเชื่อมต่อ WiFi จะสามารถใช้ได้กับเครื่องเดียวที่มี MAC Addres ตรงกันเท่านั้น
อีกกรณีที่น่าสนใจก็คือ การนำการซื้อ iPhone 4S 16GB ราคาพิเศษ พร้อมพ่วงแพ็คเกจ XL899 มาเปรียบเทียบกับ การซื้อ iPhone 4S 16GB ราคาปกติ พร้อมสมัครแพ็คเกจ iPhone L799 ซึ่งเป็นอีกแพ็กเกจที่น่าสนใจมากอีกแพ็คเกจหนึ่ง และตั้งแต่ iPhone 4S เปิดตัวออกมา แพ็คเกจ iPhone L799 นั้นถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยองค์ประกอบและบริการที่ครบครัน ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป เนื่องจากมีส่วนลดพิเศษจากราคาปกติด้วยนั่นเอง ดังนั้นผู้เขียนจึงนำมาเป็นกรณีศึกษาอีกกรณีหนึ่ง เพราะคาดว่าหลายๆ ท่านก็คงสนใจอยู่ด้วยเช่นกัน


จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า ในกรณีที่การซื้อ iPhone 4S 16GB ทั้งสองรูปแบบ ใช้งานต่อเนื่องด้วยระยะเวลา 18 เดือนเท่าๆ กัน การเลือกซื้อแบบ Case D หรือการซื้อ iPhone 4S 16GB ในราคาปกติ พร้อมสมัครแพ็คเกจ iPhone L799 นั้นจะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมที่ยังคงสูงว่าการเลือกซื้อแบบ Case C อยู่เล็กน้อย คือ 1,266.4 บาท แม้ว่าแพ็คเกจ iPhone L799 นั้นจะมีส่วนลดค่าบริการรายเดือน เดือนที่ 1-18 อยู่เดือนละ 260 บาท ก็ตาม แต่หากในกรณีที่ใช้งานต่อเนื่องด้วยระยะเวลา 24 เดือนเท่าๆ กัน Case D จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า Case C มากพอสมควร คือ 5,771.58 บาท เนื่องจากในเดือนที่ 19-24 หากยังคงใช้แพ็คเกจ iPhone XL899 อยู่ ก็ยังคงต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนในอัตราปกติเช่นเดิมไปอีก 6 เดือน แต่ในขณะที่แพ็คเกจ iPhone L799 นั้นได้รับการงดเว้นค่าบริการรายเดือนตั้งแต่เดือนที่ 19-24 นั่นเอง
สรุปว่าข้อได้เปรียบทางฝั่งของ Case C ก็คือจะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมใน 18 เดือนที่ถูกกว่าอยู่เล็กน้อย โทรฟรี 500 นาที ซึ่งมากกว่า Case D อยู่ 50 นาที และที่สำคัญที่สุดคือ มีความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดที่มากกว่า Case D อย่างมาก นั่นคือ Case C จะมีความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดถึง 42Mbps ในขณะที่ Case D จะมีความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดเพียง 1Mbps และในกรณี Case C หากใช้เกิน 2GB ก็จะถูกปรับลดความเร็วลงมาเหลือ 128Kbps ซึ่งแม้ว่าความเร็วที่ถูกปรับลดลงมาจะดูเหมือนเป็นความเร็วที่ค่อนข้างน้อย แต่หากเทียบกับ Case D แล้วก็ยังเร็วกว่า 2 เท่า เนื่องจากหากเป็น Case D เมื่อถูกปรับลดความเร็วลงมาเหลือเพียงแค่ 64Kbps เท่านั้น ซึ่งถือว่าช้าเอาการ และความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดของ Case D จะติดเพดานอยู่ที่ 1Mbps เท่านั้น
ส่วนข้อได้เปรียบทางฝั่งของ Case D ก็คือจะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมใน 24 เดือนที่ถูกกว่ามากพอสมควร ทั้งนี้ก็เนื่องจาก 2 ปัจจัยก็คือ มีส่วนลดให้ตั้งแต่เริ่มเดือนที่ 1 ทุกๆ เดือนอยู่แล้วเดือนละ 260 บาท ไปจนถึงเดือนที่ 18 ซึ่งแม้ว่าค่าใช้จ่ายโดยรวมจะยังคงสูงกว่าอยู่เล็กน้อย แต่หากใช้งานไปอีก 6 เดือน หรือใช้จนครบ 24 เดือน ก็จะมีความคุ้มค่ามากกว่าอย่างเช่นได้ชัด เนื่องจากได้รับการงดเว้นค่าบริการรายเดือน หรือว่ากันง่ายๆ ก็คือใช้บริการกันแบบฟรีๆ นั่นเอง นอกจากนั้นก็ยังไม่ต้องติดเงื่อนไขที่ต้องเป็นลูกค้าทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ ไม่ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 7 เดือน ไม่ต้องติดสัญญาการใช้แพ็คเกจ ไม่ต้องใช้บัตรเครดิตซื้อตัวเครื่อง ส่งข้อความ SMS ได้มากกว่า Case C จำนวน 100 ข้อความ ส่งข้อความ MMS ได้มากกว่า Case C จำนวน 50 ข้อความ รวมไปถึงการล็อกอินเข้าใช้งาน WiFi ที่อิสระกว่า ด้วยการใช้วิธีล็อกอินด้วย Username และ Password นั่นเอง และหากดูในเรื่องของ 3G แม้ว่า Case D จะมีความเร็วสูงสุดเพียง 1Mbps แต่ก็สามารถใช้งานได้ถึง 3GB ซึ่งใช้ได้มากกว่า Case C อยู่ 1GB เลยทีเดียว และจะว่าไป ความเร็ว 1Mbps ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแล้ว สามารถโหลดข้อมูลได้ค่อนข้างต่อเนื่องพอสมควร แม้จะไม่ได้เร็วจัด แต่ก็ไม่ได้อืดอาดแต่อย่างใด
จริงๆ แล้วก็ยังมีแพ็คเกจที่ใกล้เคียงอีกแพ็คเกจก็คือ Smart 899 ซึ่งมีรายละเอียดโปรโมชั่นที่ใกล้เคียงกันกับแพ็คเกจ iPhone XL899 ที่ได้ทำการเปรียบเทียบให้เห็นกันไปแล้วข้างต้น ดังนั้นหากท่านใดสนใจซื้อเครื่อง iPhone 4S 16GB ในราคาปกติ พร้อมสมัครแพ็คเกจ Smart 899 แต่ยังลังเลว่าหากซื้อ iPhone 4S 16GB แบบราคาพิเศษ แต่ต้องติดสัญญา จะคุ้มค่ากว่ากันหรือไม่อย่างไร ก็สามารถนำตัวอย่างข้างต้นมาใช้ในการพิจารณาได้เช่นเดียวกัน
สรุปส่งท้าย
บทสรุปสุดท้ายคงไม่มีบทสรุปที่สำเร็จรูปสำหรับทุกๆ ท่าน เพราะแต่ละท่านต่างก็คงจะมีโจทย์ตั้งต้น และความต้องการที่มากน้อยแตกต่างกันไป อย่างไรก็ดี หากให้สรุปว่าการซื้อ iPhone ในแคมเปญราคานี้คุ้มค่าหรือไม่ ก็ขอสรุปในภาพรวมว่ามีความคุ้มค่าอย่างแน่นอน แต่ก็มีข้อแม้คือ ต้องเป็นผู้ที่ปกติแล้วในชีวิตประจำวันใช้งานค่อนข้างเยอะด้วยเช่นกัน เช่นท่านเป็นคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืน ต้องอัพเดทสถานะกับเพื่อนอยู่ตลอดเวลา ติดตามข่าวสารไม่ให้ตกเทรนด์ คุยวันละไม่ต่ำกว่า 10 นาที ส่งข้อความหากันเป็นกิจวัตร หรือมักจะมีโอกาสได้แวะตามจุดที่มีไวไฟอยู่แทบทุกวัน เป็นต้น ส่วนเรื่องประสิทธิภาพของการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ 3G นั้นหายห่วง เพราะเท่าที่เคยทดสอบมาก็นับว่าระบบเครือข่าย 3G ของ TrueMove H นั้นมีความครอบคลุม และใช้งานได้ดีที่สุดในบรรดาผู้ให้บริการ 3G ทั้งหมดที่มีอยู่ก็ว่าได้ และที่สำคัญคือต้องดูว่าส่วนใหญ่แล้ว ท่านอาศัยอยู่ในพื้นที่ๆ มีสัญญาณ 3G เข้าถึงหรือไม่ เพราะหากส่วนใหญ่ท่านไม่ได้อยู่ในพื้นที่ๆ มีสัญญาณ 3G ก็คงจะไม่จำเป็นต้องใช้แพ็คเกจราคาสูงแบบนี้แต่อย่างใด ซึ่งนั่นคงจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปอย่างแน่นอน และสุดท้ายหากคุณต้องการซื้อ iPhone ราคาพิเศษจากแคมเปญนี้ ก็ต้องยอมรับให้ได้อีกเช่นกันว่าคุณจะต้องอยู่กับแพ็คเกจนี้ไปนานถึง 18 เดือนหรือ 1 ปีครึ่งเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหากใครมักจะเปลี่ยนแพ็คเกจอยู่บ่อยๆ แล้วคงจะต้องคิดให้ดี เพราะหากยกเลิกกลางคัน ก็ต้องเสียค่าปรับไม่ใช่น้อย แต่ก็ไม่ต้องรีบตัดสินใจ ยังมีเวลาให้พิจารณาให้รอบคอบอีกเยอะ เพราะกว่าจะหมดแคมเปญก็ปาเข้าไปวันที่ 12 เมษายน เลยทีเดียว สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน พบกันใหม่ได้ในบทความต่อไป หากผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ สวัสดีครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม : Apple iPhone 4S ข้อมูลเพิ่มเติม : Apple iPhone 4
------------------------------- บทความโดย : TMCEditor
วันที่ : 21/2/55
|