หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 29/12/2563

เปรียบเทียบ Xiaomi Mi 11 vs iPhone 12 Pro Max สองเรือธงสเปกแรงต่างค่าย รุ่นไหนมีจุดเด่นอย่างไร มาดูกัน!

 

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ Xiaomi Mi 11 สมาร์ทโฟนเรือธงสเปกแรงรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับสเปกไฮเอนด์จัดเต็มรอบด้าน กับราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นในจีนเพียง 18,000 บาทเท่านั้น ซึ่งหลายท่านน่าจะกำลังสงสัยว่า Xiaomi Mi 11 มีความแตกต่างกับสมาร์ทโฟนตัวท็อปจากค่ายคู่แข่งอย่าง iPhone 11 Pro Max อย่างไร วันนี้ทางทีมงานจึงได้นำสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นมาทำการเปรียบเทียบสเปก เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แก่ทุกท่าน หากพร้อมแล้ว ไปรับชมกันเลยครับ

 

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติในเบื้องต้นของ Xiaomi Mi 11 vs iPhone 12 Pro Max

เปรียบเทียบหน้าจอแสดงผลระหว่าง Xiaomi Mi 11 vs iPhone 12 Pro Max

ทั้ง Mi 11 และ iPhone 12 Pro Max ต่างเลือกใช้หน้าจอที่มีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยี OLED เหมือนกันทั้งคู่ แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของขนาด, ดีไซน์, ความละเอียด และสเปกบางส่วน โดย Mi 11 เลือกใช้หน้าจอ AMOLED ขอบโค้ง ขนาด 6.81 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K+ (WQHD) พร้อมค่า Refresh Rate ระดับ 120Hz และค่า Touch Sampling Rate ระดับ 480Hz พร้อมกระจกหน้าจอแบบ Gorilla Glass Victus ตัวใหม่ล่าสุด

นอกจากนี้ Mi 11 ยังมาพร้อมกับค่า Contrast Ratio ที่ระดับ 5,000,000:1 พร้อมค่าความสว่างสูงสุดที่ 1500nits รวมทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี MEMC สำหรับปรับการแสดงผลของคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับค่า Refresh Rate แบบอัตโนมัติ

 

ขณะที่ iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับหน้าจอ Super Retina XDR ขนาดเล็กกว่าเล็กน้อยที่ 6.7 นิ้ว พร้อมความละเอียดระดับ 2778x1284 พิกเซล ครอบทับด้วยกระจกหน้าจอแบบ Ceramic Shield ที่ Apple ระบุว่า มีความแข็งแกร่งกว่ากระจกหน้าจอทั่วไปบนอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน พร้อมค่า Contrast ที่ระดับ 2,000,000:1 และค่าความสว่างสูงสุด 1200nits

หากพิจารณาจากสเปกแล้วจะเห็นว่า Mi 11 จะได้เปรียบกว่าในเรื่องของความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่า พร้อมค่า Contrast Ratio ที่มากกว่า ทำน่าจะตอบโจทย์การใช้งานด้านความบันเทิงได้ดีกว่า รวมทั้งยังมาพร้อมกับค่า Refresh Rate มากกว่าที่ระดับ 120Hz ช่วยให้แสดงผลได้อย่างลื่นไหลเนียนตา พร้อมค่า Touch Sampling Rate ระดับ 480Hz ที่ตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างฉับไว และค่าแสงสว่างหน้าจอสูงสุด 1500nits ซึ่งน่าจะช่วยให้สามารถใช้งานกลางแจ้งได้เป็นอย่างดีมากขึ้น

ส่วนทางด้านฝั่ง iPhone 12 Pro Max แม้จะไม่ได้ระบุค่า Touch Sampling Rate ออกมาให้ทราบ แต่ผู้ใช้หลายท่านให้ความเห็นว่า หน้าจอของ iPhone มักจะมีจุดเด่นด้านการสัมผัสที่ค่อนข้างแม่นมาโดยตลอด รวมทั้งการที่ Apple เลือกใช้หน้าจอ Super Retina XDR ซึ่งมีพื้นฐานมาจากหน้าจอ OLED ก็น่าจะช่วยให้สามารถรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ได้ดีไม่แพ้กัน แต่จะเสียเปรียบในเรื่องของหน้าจอที่เล็กกว่า และพื้นที่การแสดงผลที่ดูน้อยกว่าเนื่องจากดีไซน์ของ iPhone 12 Pro Max ที่ยังคงเป็นจอรอยบาก ขณะที่ Mi 11 มาพร้อมกับหน้าจอแบบเจาะรูติดกล้องหน้าเดี่ยวนั่นเอง

 

เปรียบเทียบ CPU, RAM, ROM, แบตเตอรี่ ระหว่าง Mi 11 vs iPhone 12 Pro Max

สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของทั้งสองรุ่นถือว่าค่อนข้างน่าสนใจทั้งคู่ เพราะต่างก็เลือกใช้ชิปเซ็ตเจเนเรชันใหม่ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 5 นาโนเมตร โดย Mi 11 มาพร้อมกับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 888 เป็นครั้งแรกของโลก ขณะที่ iPhone 12 Pro Max ก็มาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple A14 Bionic เป็นครั้งแรกของค่ายเช่นเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าในขณะนี้ทาง AnTuTu จะยังไม่มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคะแนนทดสอบโดยเฉลี่ยของ Mi 11 เนื่องจากยังไม่มีการวางขาย แต่ก่อนหน้านี้ทาง Qualcomm เปิดเผยว่า Snapdragon 888 สามารถทำคะแนนได้สูงถึง 735,439 คะแนนเลยทีเดียว

 

ส่วน iPhone 12 Pro Max สามารถทำคะแนนบน AnTuTu บนเฉลี่ยได้ที่ 638,841 คะแนน (จากการเก็บคะแนนประจำเดือน พ.ย. 2020) ซึ่งแม้ว่าตัวเลขจะห่างกันถึง 100,000 คะแนน แต่อาจไม่สะท้อนถึงด้านการใช้งานจริงมากนัก เนื่องจากคะแนนของทั้งสองแพลตฟอร์มมีการเรียกใช้ API สำหรับทดสอบที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งตัวแอปฯ ทดสอบก็ถูกเขียนมาเพื่อรันบนระบบปฏิบัติการที่ต่างกัน จึงทำให้เราอาจไม่สามารถนำตัวเลขของฝั่ง iOS กับ Andorid มาเปรียบเทียบได้โดยตรง 

ส่วนทางด้านหน่วยความจำ RAM และ ROM ในรุ่น Mi 11 มาพร้อมกับ RAM แบบ LPDDR5 ขนาดสูงสุด 12GB พร้อมหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.1 ความจุสูงสุด 256GB ซึ่งจากตัวเลข RAM นั้น ทำให้ Xiaomi ตอบโจทย์การเปิดใช้งานหลายๆ แอปพลิเคชันพร้อมกันได้อย่างลื่นไหล ขณะที่ iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับ RAM น้อยกว่าที่ 6GB แต่ได้เปรียบกว่าตรงที่การมาพร้อมกับหน่วยความจำภายในความจุสูงสุดที่ 512GB จึงทำให้น่าจะตอบโจทย์ผู้ทีชื่นชอบการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง, เก็บรูปภาพ, เก็บไฟล์ต่างๆ เอาไว้ในตัวเครื่องมากกว่า

ในส่วนของแบตเตอรี่ Mi 11 ดูจะได้เปรียบกว่า เนื่องจากให้แบตเตอรี่มาขนาด 4600mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วแบบเสียบสาย 55W และรองรับการชาร์จไร้สายแบบ 50W ขณะที่ iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับแบตเตอรี่น้อยกว่าที่ 3687mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 20W และรองรับชาร์จไร้สาย 15W แต่ทั้งนี้ ต้องรอดูรีวิวด้านการใช้งานจริงของ Mi 11 อีกครั้ง เนื่องจากฟีเจอร์หน้าจอ Refresh Rate สูง ไปจนถึงความละเอียดหน้าจอที่สูง ค่อนข้างบริโภคพลังงานพอสมควร แต่ทาง Xiaomi ก็ทดแทนด้วยระบบชาร์จที่เติมแบตเตอรี่กลับเข้าสู่ตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็วทั้งแบบไร้สาย และเสียบสาย

 

เปรียบเทียบกล้องถ่ายภาพ

Mi 11 เลือกใช้เซ็ตอัพกล้องถ่ายภาพจำนวน 3 ตัว แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 108 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้อง Telemacro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ขณะที่ iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับเซ็ตอัพกล้อง 4 ตัว แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, กล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และกล้อง LiDAR Scanner

หากพิจารณาจากตัวเลขแล้ว Mi 11 จะได้เปรียบกว่าในด้านของกล้องตัวหลักที่สามารถถ่ายภาพออกมาได้ไฟล์ขนาดใหญ่กว่า ตอบโจทย์การคร็อปภาพเฉพาะส่วนได้อย่างคมชัด รวมทั้งยังเป็นเซอร์กล้องที่รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 8K อีกด้วย ส่วนทางด้าน iPhone 12 Pro Max แม้จะให้ความละเอียดกล้องมาน้อยกว่า แต่ก็ทดแทนด้วยกล้อง LiDAR Scanner ที่ช่วยโฟกัสวัตถุในที่มืดได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ รวมถึงการใส่เทคโนโลยีกันสั่นจากตัวเซ็นเซอร์ (Sensor-Shift) เพื่อช่วยให้การถ่ายวิดีโอมีความนิ่งมากยิ่งขึ้น แต่ภาพที่ออกมาจากกล้องของ Mi 11 จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด คงต้องรอการทดสอบจากสถาบันทดสอบชั้นนำอย่าง DxOMark อีกครั้ง

 

เปรียบเทียบคุนสมบัติอื่นๆ

สำหรับสเปกด้านอื่นๆ ของ Mi 11 และ iPhone 12 Pro Max ถือว่าค่อนข้างสูสีกันทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็น การรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 5G, การรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย Wi-Fi 6 หรือจะเป็นระบบเสียงแบบลำโพงคู่ แต่ทาง Mi 11 จะได้รับการปรับจูนเสียงโดยแบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำอย่าง harman/kardon รวมทั้งทาง Xiaomi ยังมีการเพิ่มตัวเลือกในการซื้อชุด Bundle ที่แถมอแดปเตอร์สำหรับชาร์จมาให้ต่างหาก ต่างจาก Apple ที่ไม่มีการแถมหัวชาร์จมาให้ในกล่องอีกต่อไป แต่ Apple ระบุว่า ผู้ใช้สามารถนำหัวชาร์จที่เคยมีอยู่แล้ว มาใช้งานได้

อย่างไรก็ตาม สมาร์ทโฟนรุ่นใดจะดีกว่ากันนั้น ทางทีมงานคงไม่ตัดสินได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลด้วย หากทดลองเล่นแล้วถูกใจ ก็ถือว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ น่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 29/12/2563