ทำไมแบรนด์มือถืออาจไม่แถมหัวชาร์จมาให้อีกต่อไป ?
กระแสที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในวงการสมาร์ทโฟนช่วงครึ่งปีหลัง คงหนีไม่พ้นการตัดสินใจของ Apple ที่ไม่แถมอแดปเตอร์ชาร์จไฟ หรือหัวชาร์จ ให้กับ iPhone 12 Series รวมถึงไอโฟนรุ่นอื่นๆ อีกต่อไป ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความตั้งใจของ Apple ที่ต้องการลด Carbon Footprint ในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน
นอกจาก Apple แล้ว เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวออกมาว่า Samsung เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่อาจไม่แถมหัวชาร์จมาให้กับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในอนาคต หลังหน่วยงานด้านโทรคมนาคมในบราซิลได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า Galaxy S21 Series เรือธงรุ่นใหม่ป้ายแดงประจำปี 2021 จะ “วางจำหน่ายแบบไม่มีหัวชาร์จ” ซึ่งนี่อาจเป็นสัญญาณที่กำลังบ่งชี้ว่า หัวชาร์จ อาจไม่ใช่อุปกรณ์ที่แบรนด์ต่างๆ ต้องแถมมาให้กับมือถืออีกต่อไป แต่เพราะเหตุใด และทำไมนั้น ไปหาคำตอบกันครับ
ทางเลือกในการชาร์จที่หลากหลาย

แท่นชาร์จ 50W ของ HUAWEI Mate40 Pro ซึ่งถือว่าเร็วกว่าการชาร์จแบบเสียบสายบน Huawei รุ่นก่อนๆ เสียอีก
การชาร์จสมาร์ทโฟนไม่จำเป็นต้องเสียบสายชาร์จเพียงอย่างเดียว เพราะในมือถือหลายๆ รุ่น มีการติดตั้งระบบการชาร์จแบบไร้สายมาให้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งช่วยให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างสะดวก เพราะผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องสายพันกัน หรือพอร์ตชาร์จเป็นรอย รวมทั้งในปัจจุบันแบรนด์มือถือหลายค่าย ก็มีการพัฒนาระบบชาร์จไร้สายให้ใกล้เคียงกับความเร็วการชาร์จแบตเตอรี่แบบเสียบสายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างเช่น Huawei Mate40 Pro ที่รองรับการชาร์จไร้สายแบบ 50W (ชาร์จเสียบสายได้ 66W), OPPO ที่เปิดตัวแท่นชาร์จแบบ 65W AirVOOC หรือจะเป็น OnePlus ที่พัฒนาแท่นชาร์ขแบบ 30W Wireless Charger สำหรับใช้งานร่วมกับ OnePlus 8 Pro โดยเฉพาะ เป็นต้น

USB Hub กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาร์จอุปกรณ์หลายๆ เครื่องพร้อมกันโดยไม่ใช้อแดปเตอร์
หากเราสังเกตจากแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมแบบ Third-Party จะพบว่า มีการผลิต และพัฒนาอุปกรณ์เสริมเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการใช้งานมากยิ่งขึ้น และในบางครั้งก็ตอบโจทย์กว่าอุปกรณ์เสริมที่ทางแบรนด์มือถือแถมมาให้ ยกตัวอย่างเช่น USB Hub ที่สามารถชาร์จหลายๆ อุปกรณ์ได้ในครั้งเดียวผ่านพอร์ต USB (บางรุ่นรองรับชาร์จเร็วด้วย)

หัวชาร์จจาก Third-Party ที่รองรับสายชาร์จทั้ง USB-A และ USB-C
หรือจะเป็น หัวชาร์จเร็วจากบางแบรนด์ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เร็วเท่ากับอแดปเตอร์ของแบรนด์มือถือ แต่ก็ถือว่าเร็วในระดับที่ไม่ต้องรอชาร์จนานมากนัก และที่สำคัญหัวชาร์จเหล่านี้มักจะมีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้แบบ 2 ชนิด ได้แก่ พอร์ต USB-A และพอร์ต USB-C ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่ว่า มือถือ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่เรามีอยู่ จะใช้สายชาร์จแบบไหนก็ตาม ก็สามารถใช้งานร่วมกับหัวชาร์จตัวเดียวกันได้นั่นเอง
พฤติกรรมการใช้งาน และสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป

หากเราลองมองรอบตัวจะเห็นได้ว่า สถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารฟาสฟู๊ด, เครื่องบิน, สนามบิน, รถทัวร์, ฟู๊ดคอร์ท, ที่นั่งตามห้างสรรพสินค้า ฯลฯ มักจะให้บริการจุดชาร์จแบตเตอรี่แบบ USB รวมทั้งผู้ที่ใช้รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ก็มักจะมีการติดตั้งจุดชาร์จแบตเตอรี่แบบ USB ให้กับรถของตนเองด้วย ซึ่งทำให้เราสามารถชาร์จแบตมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ หลายคนเลือกที่จะไม่พกหัวชาร์จ แต่เลือกที่จะพกแบตสำรองติดตัวเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน เพราะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟนได้ทุกเมื่อ ไม่จำเป็นต้องวิ่งหาเต้ารับปลั๊กไฟให้ยุ่งยาก รวมทั้งแบตสำรองในปัจจุบันก็มีการพัฒนากว่าแต่ก่อนมาก ไม่ว่าจะเป็น การรองรับระบบชาร์จไร้สาย, ปริมาณความจุแบตเตอรี่สำรองที่เยอะขึ้นในขนาดที่เล็กลง หรือระบบการชาร์จเร็ว เป็นต้น จึงทำให้อแดปเตอร์ชาร์จกลายเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะแก่การใช้งานแบบ Stationary (การใช้งานแบบอยู่กับที่) รวมถึงผู้ที่ต้องการใช้งานมือถือแบบชาร์จไปเล่นไป และผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพของหัวชาร์จเร็วในมือถือรุ่นนั้นๆ มากกว่า
หลายคนมีหัวชาร์จอยู่แล้ว

หัวชาร์จของ Apple ที่ใช้ได้ทั้ง iPhone และ iPad
การตัดหัวชาร์จออกไปจาก iPhone 12 Series นอกจากประเด็นเรื่องรักษ์โลกแล้ว Apple ให้เหตุผลเสริมด้วยว่า ในตอนนี้มีหัวชาร์จของ Apple มากกว่า 2,000 ล้านชิ้นทั่วโลก ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมไปถึงหัวชาร์จจาผู้ผลิตรายอื่นๆ อีกหลายพันล้านชิ้น ซึ่งเราสามารถนำหัวชาร์จเหล่านี้มาใช้บน iPhone 12 Series ได้
หากสังเกตจากแบรนด์ที่ไม่แถมอแดปเตอร์ รวมถึงแบรนด์ที่มีข่าวว่าจะไม่แถมหัวชาร์จให้กับมือถือรุ่นใหม่ๆ ในอนาคต ต่างก็เป็นแบรนด์ที่มี Ecosystem ของตัวเอง ซึ่งแบรนด์เหล่านี้ไม่ได้วางจำหน่ายแค่มือถือเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการวางขายผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แล็ปท็อป หรือแท็ปเล็ต ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีการแถมอแดปเตอร์มาให้อยู่แล้ว และเราสามารถนำไปใช้ชาร์จกับมือถือในเครื่อของตนเองได้ด้วย
จุดเปลี่ยนของสมาร์ทโฟน

การที่ Apple นำร่องตัดหัวชาร์จออกไปจากกล่องผลิตภัณฑ์ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นสัญญาณของจุดเปลี่ยนในวงการสมาร์ทโฟนอีกครั้ง เพราะหากเรายังจำกันได้ตอนที่ Apple ตัดช่องหูฟัง 3.5 มม. เป็นครั้งแรกบน iPhone 7 เพื่อมูฟออนจากสิ่งเดิมๆ และเปิดทางให้กับสิ่งใหม่อย่างหูฟังไร้สาย True Wireless ซึ่งหลังจากนั้นสมาร์ทโฟนหลายรุ่นที่เปิดตัวตามมา ต่างก็ไม่มีช่องหูฟัง 3.5 มม. เช่นเดียวกัน หรือจะเป็นตอนที่ Apple ใช้ดีไซน์รอยบากบน iPhone X มือถือหลายๆ รุ่นที่เปิดตัวตามออกมาก็มีดีไซน์คล้ายกัน และในครั้งนี้ที่ Apple ตัดหัวชาร์จออกไป ก็อาจเป็นการนำเทรนด์สมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่ไม่มีหัวชาร์จ เพื่อเปิดทางสู่อนาคตใหม่ อย่าง ระบบการชาร์จไร้สายที่สะดวกมากขึ้น ไปจนถึงการพัฒนาสมาร์ทโฟนแบบไร้พอร์ตเชื่อมต่อ และใช้วิธีชาร์จแบตเตอรี่ผ่านแถบ Connector แทน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในตอนนี้เราจะยังไม่ทราบว่า ในอนาคตจะมีมือถือแบรนด์ไหนไม่แถมหัวชาร์จมาให้ในกล่องอีกหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ต้องการหัวชาร์จในกล่องผลิตภัณฑ์อยู่เช่นเดิม ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าแบรนด์มือถือจะมีทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรครับ
นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com
วันที่ : 8/12/2563
