หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 3/3/2564

ทำไมเราถึงอาจไม่มีโอกาสได้เห็น iPhone เปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C เหมือนกับมือถือ Android ?

 

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ iPhone ก็คือ การเปลี่ยนจากพอร์ต 30-pin Dock connector ที่ใช้กันมาตั้งแต่ iPhone รุ่นแรกจนถึง iPhone 4s มาเป็นพอร์ต Lightning Connector ซึ่งถูกนำไปใช้งานกับ iPhone 5 ครั้งแรกในปี 2012 และถูกใช้มาอย่างยาวนานร่วมสิบปีจวบจนไอโฟนถึงปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีข่าวลือ และรายงานจากแหล่งข่าวต่างประเทศหลายแห่ง ที่บ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในอนาคตอันใกล้ iPhone อาจมีการเปลี่ยนแปลงรอบใหญ่อีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนถ่ายจากพอร์ต Ligtning Connector ไปใช้งานพอร์ต USB Type-C ที่เป็นพอร์ตชาร์จมาตรฐานใหม่ เหมือนกับ iPad Pro, MacBook และสมาร์ทโฟน Android เพื่อช่วยให้การโอนถ่ายข้อมูล หรือการชาร์จแบตเตอรี่กับอุปกรณ์ข้ามแพลตฟอร์ม เป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ดูเหมือนว่าเราอาจไม่ได้เห็น iPhone ใช้พอร์ต USB Type-C เลยก็เป็นได้ ซึ่งจะเป็นเพราะเหตุผลใดนั้น เราไปหาคำตอบกันเลยครับ


 

บางสิ่งที่ USB-C ให้ไม่ได้?

Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์สินค้า Apple ชื่อดัง ได้ออกมาเปิดเผยให้ทราบว่า หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ Apple ยังไม่ตัดสินใจเปลี่ยนจาก Lightning เป็น USB-C ก็คือ คุณสมบัติกันน้ำ ที่ทาง Ming-Chi Kuo อ้างว่า ยังทำได้ไม่ดีเท่าพอร์ต Lightning 

 

แม้อ่านดูแล้วอาจจะยังไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่ต้องไม่ลืมว่าพอร์ตเชื่อมต่อเป็นจุดที่เปิดโอกาสให้น้ำเข้าสู่ตัวเครื่องได้ง่ายกว่าจุดอื่น ๆ ดังนั้นการซีลยางกันน้ำภายในตัวเครื่องเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญพอสมควร และพอร์ต Lightning อาจมีความพิเศษบางอย่างที่ทำให้กันน้ำได้ดีกว่า USB-C ก็เป็นได้

หากเราย้อนไปดูคุณสมบัติกันน้ำ (หรือทนน้ำ?) ที่ระบุเอาไว้บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ iPhone 12 Pro จะพบว่า ไอโฟนรุ่นดังกล่าวผ่านมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 โดยสามารถกันล้ำได้ลึกสูงสุด 6 เมตร เป็นระยะเวลานานสูงสุด 30 นาที ซึ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Samsung Galaxy S21 Ultra ที่ใช้พอร์ต USB-C ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำระดับเดียวกันกับไอโฟนที่ IP68 แต่จะกันน้ำได้ลึกสูงสุด 1.5 เมตร เป็นระยะเวลานานสูงสุด 30 นาที นั่นหมายความว่า พอร์ตเชื่อมต่ออาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณสมบัติกันน้ำของมือถือที่แตกต่างกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

 

การยกเครื่องครั้งใหญ่ที่อาจจะดูยุ่งยากเกินไป?

MFI Program เป็นโครงการของ Apple ที่อนุญาตให้บริษัทผู้ผลิตรายอื่นๆ (Third-Party) สามารถจ่ายเงินค่าสมัครราว 99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,000 บาท) เพื่อส่งอุปกรณ์เสริมที่ถูกพัฒนาเพื่อ iPhone ไม่ว่าจะเป็น สายชาร์จ Lightning หรืออุปกรณ์สำหรับ MagSafe ให้กับ Apple เพื่อทำการตรวจสอบสอบว่า อุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ Apple ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งหากผ่านเกณฑ์ อุปกรณ์เหล่านี้ก็จะถูกจัดเก็บเข้าฐานข้อมูล MFI Program และสามารถติดป้ายวางจำหน่ายในฐานะอุปกรณ์ MFI จึงทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่า แม้จะไม่ได้ซื้ออุปกรณ์เสริมจาก Apple โดยตรง แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล

แต่อย่างที่เรากล่าวไปด้านบนว่า MFI Program เป็นโครงการที่ผู้ผลิตต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าร่วม ซึ่งหมายความว่าหาก Apple ตัดสินใจโยกไปใช้งานพอร์ต USB-C จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ผลิตสายชาร์จในโครงการ MFI โดยตรง รวมทั้งยังส่งผลต่ออุปกรณ์อื่นๆ ในเครือของตนเองอย่าง iPad รุ่นเริ่มต้น, iPad Mini, AirPods ไปจนถึงอุปกรณ์ในเครือ Mac อย่าง Magic Trackpad ที่จะมีพอร์ตเชื่อมต่อที่แตกต่างไปจากอุปกรณ์เรือธงที่มีคนใช้งานเยอะอย่าง iPhone ซึ่งจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยส่งผลกระทบต่อ Ecosystem ในวงกว้างเป็นอย่างมาก

 

สิ่งใหม่ที่ดีกว่ากำลังจะมา?

มีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจาก Ming-Chi Kuo ว่า การที่ Apple ไม่ตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้พอร์ต USB-C สักที ก็เพราะมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่ารออยู่ นั่นก็คือ ไอโฟนที่ไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อใดๆ (Porless Design) แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ฟังดูล้ำจนหลุดออกมาจากโลกอนาคต แต่จริงๆ แล้ว ดีไซน์ไร้พอร์ตไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะมีหลายค่ายที่มีการพัฒนาคอนเซ็ปท์โฟนที่มีลักษณะดังกล่าวออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่น Vivo Apex มือถือไร้พอร์ตไร้ปุ่มกดสุดล้ำที่เคยเปิดตัวให้เห็นกันเมื่อปี 2019 ไปจนถึง Meizu Zero มือถือไร้ขอบ ไร้รู ไร้พอร์ต รุ่นแรกของโลก ที่เปิดตัวให้เห็นภายในปี 2019 เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ดีไซน์ไร้พอร์ต อาจเป็นการกลับเข้าสู่วิถี Apple ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวิถี Zen อีกครั้ง เพราะหากใครยังจำกันได้ ใน iPhone รุ่นแรก ทาง Steve Jobs เลือกจะตัดปุ่มควบคุมบนมือถือในสมัยนั้นออกไป เหลือเพียงแค่หน้าจอ และปุ่มโฮม เพียงปุ่มเดียว เพื่อมอบทางเลือกในการควบคุมมือถือที่หลากหลายกว่าด้วยการใช้นิ้วมือในการสัมผัสแทนการใช้ปากกา Stylus (แม้ว่าในตอนหลัง Apple จะออก Stylus ให้กับ iPad ก็ตาม) 

หลายคนอาจจะสงสัยว่า เมื่อไม่มีพอร์ตเชื่อมต่อแล้ว จะสามารถโอนถ่ายข้อมูล หรือชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างไร ? คำตอบของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่ MagSafe ที่ Apple เพิ่งเริ่มนำมาใช้งานกับ iPhone 12 Series เป็นครั้งแรก โดยแม้ว่าในตอนนี้ MagSafe จะมีหน้าที่แค่เป็นส่วนที่เอาไว้ติดกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ให้แน่นหนาเท่านั้น ยังไม่สามารถโอนถ่ายข้อมูล หรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง แต่หากพิจารณาจากความเป็นไปได้แล้ว MagSafe ก็อาจเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับมือถือยุคใหม่ในอนาคตที่เน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ อย่าง การชาร์จไร้สายระยะไกลที่ไม่จำเป็นต้องวางมือถือไว้บนแท่นชาร์จอีกต่อไป ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แบรนด์ Xiaomi, OPPO และ Motorola กำลังพัฒนา และเปิดเผยให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

 

ข้อมูลอ้างอิง : MacRumors, Apple (1), (2)

 


วันที่ : 3/3/2564

Tags :