หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 29/10/2563

ทำไม iPhone ที่มีแบตเตอรี่น้อย ถึงสามารถใช้งานได้นานพอๆ กับมือถือ Android แบตเยอะ?

 

โดยปกติแล้ว Apple มักจะไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณแบตเตอรี่ของ iPhone ให้ทราบ แต่ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ อย่างเช่น TENAA หรือเว็บไซต์ GSMArena มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า แบตเตอรี่ของ iPhone รุ่นต่างๆ จะอยู่ที่ประมาณ 1,6xx ไปจนถึง 3,6xx mAh (อ้างอิงข้อมูลจากรุ่น iPhone 6 - iPhone 12 Pro Max)

 

หากมองจากตัวเลขแบตเตอรี่ของไอโฟน แม้ว่าจะดูน้อยว่าสมาร์ทโฟนฝั่ง Android รุ่นใหม่ๆ ที่มักจะให้แบตเตอรี่มาที่ 3,xxx - 6,xxx mAh แต่จากการทดสอบของสื่อต่างประเทศอย่าง PhoneArena กลับพบว่า iPhone 11 Pro Max ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 3969mAh สามารถใช้งานได้นานพอๆ กัน หรือในบางครั้งก็มากกว่าสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ปริมาณเยอะกว่า อย่างเช่น การทดสอบ Browsing Test (การทดสอบท่องเว็ปไซต์) พบว่า iPhone 11 Pro Max ทำเวลาได้ทั้งหมด 12 ชั่วโมง 54 นาที ขณะที่ Samsung Galaxy Note20 Ultra 5G ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 4500mAh สามารถทำเวลาในส่วนของ Browsing Test ได้ใกล้เคียงกับ iPhone 11 Pro Max ที่ 12 ชั่วโมง 23 นาที

 

หรือจะเป็น iPhone SE 2020 ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 1821mAh สามารถทำเวลาในหมวด 3D Gaming (ทดสอบการเล่นเกม) ได้ทั้งหมด 4.59 ชั่วโมง ขณะที่ Samsung Galaxy S10 ที่มีแบตเตอรี่ขนาด 3,400mAh สามารถทำเวลาในหมวดเดียวกันได้ทั้งหมด 5.35 ชั่วโมง (หมายเหตุ : PhoneArena ทดสอบด้วยการเปิดใช้งานหน้าจอ Refresh Rate 60Hz เท่ากัน) แต่เพราะเหตุใด iPhone ที่มีแบตเตอรี่น้อยกว่า กลับใช้งานได้พอๆ กันกับสมาร์ทโฟน Android ที่มีแบตเตอรี่เยอะกว่า? ไปหาคำตอบกันครับ

 

1.ขนาดหน้าจอที่ไม่ใหญ่มาก

สมาร์ทโฟน Android ในยุคปัจจุบันนิยมพัฒนาสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ประมาณ 6 นิ้วขึ้นไป ต่างจาก iPhone ในยุคปัจจุบันที่มีขนาดหน้าจอเริ่มต้นเพียง 4.7 นิ้วสำหรับรุ่น iPhone SE 2020 หรือ 5.8 นิ้วสำหรับ iPhone 11 Pro ซึ่งแม้ว่าข้อดีของหน้าจอขนาดใหญ่จะช่วยให้รับชมภาพยนต์ หรือดูคอนเทนต์ต่าง ได้อย่างเต็มตามากยิ่งขึ้น แต่ก็ส่งผลให้บริโภคพลังงานแบตเตอรี่มากขึ้นเช่นเดียวกัน 

 

2.การออกแบบซอฟท์แวร์ และฮาร์ดแวร์แบบระบบปิด

อย่างที่ทราบกันว่า iOS และ iPhone เป็นระบบปิด ซอฟท์แวร์ และฮาร์ดแวร์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่ดีไซน์โดย Apple ส่งผลให้ Apple มีโอกาสในการปรับแต่ง (Optimize) ฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ให้เข้ากันอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ต่างจาก Android ที่เป็นระบบเปิด (Open Sources) จึงทำให้หลายค่ายจำเป็นต้องนำ Android ไปปรับแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ที่ต้องการนำมาติดตั้ง ไปจนถึงจำเป็นต้องปรับแต่งให้เข้ากับ Custom UI ที่แบรนด์นั้นๆ พัฒนาขึ้นมา

 

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้มือถือ Android จะมีแบตเตอรี่ขนาดใกล้ๆ กัน แต่ในแง่ของการทดสอบ หรือการใช้งานจริง จะสามารถใช้งานได้นานไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น OnePlus 8 ที่ทำผลทดสอบด้านการเล่นเกมได้เป็นเวลาทั้งหมด 10.16 ชั่วโมง ขณะที่ LG Velvet สามารถทำเวลาในหมวดเดียวกันได้ทั้งหมด 9.56 ชั่วโมง แม้ว่าทั้งสองรุ่นจะมีปริมาณแบตเตอรี่เท่ากันที่ 4,300mAh ซึ่งเป็นผลมาจากซอฟท์แวร์ และฮาร์ดแวร์ส่วนอื่นๆ เช่น หน้าจอ, ชิปเซ็ต ไปจนถึงโมดูลภายใน ที่ต่างกันออกไปของมือถือแต่ละรุ่น

 

อีกหนึ่งข้อสังเกตก็คือ สมาร์ทโฟน Android ที่มี Custom UI ครอบทับ มักจะมาพร้อมกับแอปพลิเคชันประเภท Bloatwares (แอปพลิเคชันที่ติดมากับระบบ และผู้ใช้ไม่ต้องการ) ซึ่งบางแอปพลิเคชันคอยทำงานอยู่เบื้องหลัง และไม่สามารถถอนการติดตั้งได้ จึงอาจส่งผลให้บริโภคแบตเตอรี่มากขึ้นไปด้วย

 

3.ชิปเซ็ตที่มีจำนวน Core น้อย

ชิปเซ็ตทางฝั่ง Android ในปัจจุบันจะมีจำนวน Core ของ CPU อยู่ที่ 8 Core (Octa-Core Processor) รวมถึง GPU ที่มีมากถึง 24 Core เป็นที่เรียบร้อย ต่างจากชิปเซ็ต A Series จากฝั่ง iPhone ที่มีจำนวน CPU Core อยู่ที่ 6 Core (Hexa-Core Processor) เท่านั้น รวมทั้งในส่วน GPU Core ก็มีจำนวนสูงสุดอยู่เพียงแค่ 4 Cores (รุ่น A14 Bionic) 

การที่มีจำนวน Core เยอะ แม้ว่าจะเหมือนกับการที่เรามีสมองกลเข้ามาช่วยทำงานเยอะขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสมองกลเหล่านี้ต่างก็ต้องการพลังงานจากแบตเตอรี่ เพื่อไปใช้ประมวลผลเช่นเดียวกัน และอาจส่งผลต่ออัตราการบริโภคแบตเตอรี่ที่สูงขึ้นในท้ายที่สุด

 

4.ฟีเจอร์อื่นๆ ของ Android ที่ iPhone ยังไม่มี และส่งผลต่ออัตราการบริโภคแบตเตอรี่

อีกหนึ่งสิ่งที่อาจส่งผลต่ออัตราบริโภคแบตเตอรี่ที่แตกต่างกันก็คือ ฟีเจอร์บางอย่างที่ Android มี แต่ iPhone ยังไม่มี ยกตัวอย่างเช่น Always On Display หรือระบบแสดงการแจ้งเตือนขณะที่ล็อกหน้าจอแสดงผล หรือ Dual 5G Standby ซึ่งเป็นการสแตนด์บายบนเครือข่าย 5G ได้ทั้งสองซิมการ์ด เป็นต้น

อัตราการบริโภคแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นก็อาจแตกต่างกันออกไปตามพฤติกรรมการใช้งานด้วย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอรี่เยอะกว่า แต่ถูกใช้งานอย่างหนักตลอดวัน ก็อาจจำเป็นต้องชาร์จแบตเตอรี่บ่อยกว่ามือถือที่มีแบตเตอรี่น้อยก็เป็นได้ อีกทั้ง ปริมาณแบตเตอรี่เป็นเพียงแค่หนึ่งในปัจจัยการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ควรนำมาพิจารณาในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนสักเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์การใช้งาน, กล้องถ่ายภาพ, ดีไซน์ ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งหากสมาร์ทโฟนรุ่นไหน ได้ลองทดลองใช้งานในเบื้องต้นแล้วถูกใจ ก็ถือว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ น่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ

 

ข้อมูลอ้างอิง : PhoneArena, iDownload Blog, Quora (1), (2), Wikipedia


วันที่ : 29/10/2563

Tags :