หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 16/9/2564

ทำไม iPhone 13 Pro / iPhone 13 Pro Max ถึงเป็นไอโฟนที่กล้องดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือกล้องของ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ที่มีการอัปเกรดให้ดีกว่าเดิมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ จนเรียกได้ว่านี่คือกล้องที่ดีที่สุดเท่าที่ iPhone เคยมีมา และอาจดีกว่าสมาร์ทโฟนเรือธงหลายรุ่นในปัจจุบัน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เราไปดูคำตอบกันเลยครับ

 

สเปกที่อัปเกรดมากกว่าที่คิด

ก่อนอื่นเรามาดูสเปกของกล้อง iPhone 13 Pro / Pro Max กันก่อนครับ

  • กล้องหลักเลนส์ WIde ทางยาวโฟกัส 26 มม. รูรับแสง f/1.5 ขนาดพิกเซล 9 ไมครอน
  • กล้องเลนส์ Ultrawide ทางยาวโฟกัส 13 มม. รูรับแสง f/1.8
  • กล้องเลนส์ Telemacro รองรับการซูม Optical 3x ทางยาวโฟกัส 77 มม.
  • กล้องทุกตัวมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล

จากสเปกข้างต้น แม้ตัวกล้องจะยังมีความละเอียดแค่ 12 ล้านพิกเซลเท่าเดิม แต่มีการปรับปรุงคุณสมบัติอื่นๆ ให้ดีขึ้น อย่างแรกคือรูรับแสงที่กว้างกว่ารุ่นก่อนมาก ทำให้รับแสงเข้ามายังเซ็นเซอร์ได้มากกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้ภาพถ่ายมีรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในโหมดกลางคืน ขณะเดียวกัน เซ็นเซอร์รับภาพตัวใหม่ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น และยังสามารถใช้งานโหมดกลางคืนกับเลนส์ Ultrawide และ Telemacro ได้ด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับตัวกล้อง คือเทคโนโลยีกันสั่นแบบ Sensor-shift ที่ช่วยให้เซ็นเซอร์รับภาพมีความนิ่งที่สุด ส่งผลให้ได้ภาพถ่ายที่คมกริบ ช่วยได้มากในโหมดกลางคืนที่ต้องเปิดหน้ากล้องนานๆ และในจังหวะที่เรากำลังเคลื่อนไหว

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Apple

 

ปลดล็อกความสามารถด้วยชิปเซ็ตทรงพลัง

อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลกับการถ่ายภาพและวิดีโออย่างมากคือชิปเซ็ตประมวลผล ซึ่ง iPhone 13 ทุกรุ่น  ใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุด Apple A15 Bionic ที่อัปเกรดความสามารถขึ้นมารอบด้าน โดยเฉพาะการประมวลผลด้าน AI Neural Engine ที่ส่งผลกับความสามารถในการถ่ายรูปและวิดีโอโดยตรง

ด้วยอัลกอริธึมที่ฉลาดกว่าเดิม ทำให้เราสามารถใช้งานฟีเจอร์ Photographic Styles ได้ โดยฟีเจอร์นี้จะใช้ประโยชน์จากการประมวลผลภาพแบบ multi-frame ที่แยกวัตถุในฉากออกเป็นชั้นๆ ตามมิติ ช่วยให้เราเลือกปรับแต่งภาพเฉพาะจุดได้ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิสี, สมดุลแสงขาว, ความอิ่มสี, ค่าคอนทราสต์ ไปจนถึงโทนสีผิว ต่างจากฟิลเตอร์แบบเดิมๆ ที่จะครอบทับลงไปทั้งภาพ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามสมจริงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ยังช่วยปลดล็อกฟีเจอร์ Smart HDR4 ซึ่งประมวลผลคอนทราสต์, แสง และสี ได้ชัดเจนและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม แม้ในสภาวะแสงที่ซับซ้อน ขณะเดียวกัน ฟีเจอร์อื่นๆ อย่าง Deep Fusion, Apple ProRAW และ Portrait ก็ทำงานได้ดีขึ้นจากอานิสงค์ของชิปเซ็ต Apple A15 Bionic เช่นกัน

 

กล้อง Ultrawide และโหมด Macro

ในครั้งนี้ กล้อง Ultrawide ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเช่นกัน โดยคราวนี้มีรูรับแสงกว้างถึง f/1.8 ทำให้คุณภาพโดยรวมของรูปถ่ายดีขึ้น ซึ่ง Apple อ้างว่าดีกว่า iPhone 12 Pro Max ถึง 92% หรือเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน กล้อง Ultrawide ของ iPhone 13 Pro / Pro Max ยังมีระบบ autofocus แบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ช่วยให้ภาพคมชัดกว่าเดิมเท่านั้น แต่ยังปลดล็อกความสามารถใหม่อย่างโหมดมาโครด้วย ทำให้ถ่ายได้ใกล้กว่าที่เคยด้วยระยะโฟกัส 2 เซนติเมตร ซึ่งจากภาพตัวอย่างที่ Apple ปล่อยมานั้น ก็มีคุณภาพสูงไม่แพ้กล้องตัวหลักเลย และที่สำคัญคือโหมดมาโครไม่ได้จำกัดแค่การถ่ายรูปเท่านั้น แต่ยังใช้ถ่ายวิดีโอทั้งแบบปกติ สโลโม และไทม์แล็ปส์ได้ด้วย

ตัวอย่างภาพถ่ายโหมดมาโคร และ ultrawide

 

กล้องซูม Telephoto

iPhone 13 Pro / Pro Max มีกล้องเลนส์ Telephoto ทางยาวโฟกัส 77 มม. สามารถซูมแบบไม่เสียรายละเอียดได้ไกลกว่าเดิมเป็น 6 เท่า ระยะซูมที่มากขึ้นนี้ ไม่ได้ช่วยแค่การย่นระยะเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ภาพถ่าย Portrait ดูดีขึ้นด้วย เนื่องจากเลนส์ซูมจะมีมุมมองที่แคบ การซูมถ่าย Portrait จะทำให้ตัวแบบดูโดดเด่นขึ้น และมีการบิดเบี้ยวบริเวณขอบต่ำกว่าการถ่ายด้วยเลนส์ Wide ปกติ ซึ่งการซูมแบบ Optical ได้ไกลถึง 6 เท่า ก็ช่วยให้เราใช้เทคนิคนี้ได้ดีทีเดียว

 

การถ่ายวิดีโอแบบมืออาชีพ

หลังๆ มานี้ Apple ใส่ใจกับการถ่ายวิดีโอด้วย iPhone มากขึ้น และใน iPhone 13 Pro / Pro Max ก็ได้มีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้ามาให้เข้าใกล้ความเป็นกล้องระดับมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

อย่างแรกคือ Cinematic Mode ที่ทำให้เราใช้เทคนิคที่เรียกว่า rack focus ได้ เป็นเทคนิคหนึ่งในการถ่ายทำภาพยนตร์ที่จะสลับจุดโฟกัสระหว่างคน หรือวัตถุ เพื่อดึงความสนใจของผู้ชมไปยังจุดอื่น เห็นได้บ่อยๆ ทั้งในหนังโรง และละครซีรีส์ การใช้เทคนิคนี้จะช่วยให้วิดีโอที่ถ่ายด้วย iPhone 13 Pro / Pro Max ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น ที่สำคัญคือ AI จะเลือกสลับจุดโฟกัสเวลามีคนอื่นเข้ามาในฉากโดยอัตโนมัติ ทำให้ใช้งานง่ายมากๆ จนไม่ว่าใครก็สร้างเทคนิคที่ดูเป็นมืออาชีพแบบนี้ได้ นอกจากนี้ หากไม่พอใจการจับโฟกัสของ AI ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองทั้งขณะถ่ายทำ และหลังจากที่ถ่ายไปแล้วได้

Cinematic Mode จะบันทึกวิดีโอแบบ Dolby Vision HDR ขณะเดียวกัน iPhone 13 Pro ยังบันทึกวิดีโอด้วยโคเดค ProRes ได้ด้วย ซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการครีเอเตอร์ และนำไปตัดต่อบนอุปกรณ์อื่นๆ ได้ง่าย ซึ่งในปัจจุบัน มีเพียง iPhone 13 Pro / Pro Max เท่านั้น ที่สามารถถ่ายวิดีโอด้วยความโปรระดับนี้ได้

 

ข้อมูลเพิ่มติม

 

 

ที่มา : PhoneArena

 

 


วันที่ : 16/9/2564