หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 26/8/2562

ช่องหูฟัง 3.5 มม. บนมือถือหายไปไหน? และตอนนี้ยังจำเป็นอยู่หรือไม่?


ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายค่ายได้ตัดฟีเจอร์สำคัญอย่างช่องหูฟัง 3.5 มม. ออกไป แต่เพราะเหตุใดช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ที่อยู่คู่กับสมาร์ทโฟนหลายปีจึงถูกตัดออก และในปัจจุบันมันยังสำคัญอยู่หรือไม่ วันนี้เราลองวิเคราะห์หาคำตอบกันดูดีกว่าครับ

 

ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. หายไปตั้งแต่ตอนไหน?

 

หากพูดถึงข่าวการตัดช่องหูฟังที่สะเทือนวงการ และเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่ Apple ตัดช่องหูฟังบน iPhone 7 และ iPhone 7 Plus เมื่อปี 2016 โดย Phil Schiller ผู้บริหารจาก Apple ให้เหตุผลว่า “ความกล้าหาญคือเหตุผลที่เราก้าวไปข้างหน้า มันคือความกล้าหาญในการทำสิ่งอะไรใหม่ๆ เพื่ออนาคตของที่ดีกว่า" (The reason to move on: courage. The courage to move on and do something new that betters all of us” และที่สำคัญ ในวันเดียวกันทาง Apple ก็ได้เปิดตัว AirPods หรือหูฟังไร้สายแบบไร้สายจริงๆ (True Wireless) เพื่อใช้งานควบคู่กับ iPhone โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่าทาง Apple พยายามผลักดันให้ผู้ใช้ปรับตัวไปใช้งานหูฟังบลูทูธที่ตอบโจทย์การใช้งานในยุคใหม่มากกว่า เนื่องจากมีความคล่องตัว ไม่ต้องมีสาย และสามารถเชื่อมต่อได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamlessly)

 

หลังจากนั้นมาแบรนด์สมาร์ทโฟนหลายค่ายที่เปิดตัวหลังปี 2016 ต่างก็ตัดช่องหูฟัง 3.5 มม. ออกไป ไม่ว่าจะเป็น Xiaomi Mi 6, HTC U11, HUAWEI P20 หรือแม้แต่ Samsung Galaxy Note 10 Series ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งจากลิสต์รายชื่อที่กล่าวมา จะเห็นว่าสมาร์ทโฟนส่วนมากที่ตัดหูฟังออกมักจะเป็นมือถือที่จัดอยู่ในระดับกลุ่มเรือธงทั้งสิ้น แต่เพราะเหตุใดจึงต้องตัดหูฟังออก?

 

ตัดหูฟังออกช่วยอะไร?

Samsung เคยอธิบายเหตุผลเกี่ยวกับการตัดช่องหูฟัง 3.5 มม. บนรุ่น Galaxy Note 10 และ Note 10+ เอาไว้ว่า เป็นการเพิ่มพื้นที่ภายในตัวเครื่องสำหรับการใส่ความจุแบตเตอรี่ให้มากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ Haptic Feedback (ระบบสั่นตอบสนองจากอุปกรณ์) เนื่องจากไม่มีช่องกลวงของพอร์ต 3.5 มม. ที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่อง ซึ่งนั่นหมายความว่าหากเราตัดช่องหูฟังออก ก็จะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับขยายฮาร์ดแวร์ที่อยู่ภายใน หรือเพิ่มลูกเล่นใหม่ๆ เข้าไปได้ ซึ่งแม้แต่ Dan Riccio รองประธานฝ่ายฮาร์ดแวร์ของ Apple ก็ยังมองว่า ช่องหูฟังค่อนข้างไร้ประโยชน์ เป็นเพียงรูกลมๆ ที่เต็มไปด้วยอากาศ และกินพื้นที่บางส่วนของมือถือ แถมยังเป็นพื้นที่ที่สำคัญเสียด้วย (just a hole filled with air -- and it's just sitting there taking up space, really valuable space)

 

Greh Joswiak ผู้บริหารจาก Apple ยังให้ความเห็นด้วยว่า ช่องเสียบหูฟังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างล้าสมัย เพราะมีการใช้งานมาเป็นเวลามากกว่า 100 ปีแล้ว อีกทั้ง การปรับเปลี่ยนทางด้านนวัตกรรมครั้งใหญ่ของช่องเสียบหูฟังก็ผ่านมาเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว แถมการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นก็เพียงแค่ทำขนาดของช่องเสียบให้เล็กลง ซึ่งในตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เราต้องก้าวต่อไปข้างหน้า เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ นอกจากนี้ Dan Riccio ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า การตัดช่องหูฟังออกยังช่วยให้ iPhone 7 มีคุณสมบัติกันน้ำที่ระดับ IP67 ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ทาง Apple พยายามพัฒนาโดยตลอดเวลา ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลของ Dan Riccio ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ช่องหูฟังเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ส่งผลให้น้ำเข้าตัวเครื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งการตัดช่องหูฟังออกก็เป็นการช่วยปิดช่องของเหลว หรือฝุ่นเข้าสู่ตัวเครื่องนั่นเอง

 

การมาถึงของ Solution ใหม่อย่างหูฟังประเภทไร้สายของจริง (True Wireless) ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่อาจทำให้แบรนด์มือถือกล้าที่จะตัดช่องหูฟังมาตรฐานแบบเดิมๆ ออกไป เพราะหูฟัง True Wireless มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุณภาพเสียง, แบตเตอรี่, วิธีการเชื่อมต่อ หรือแม้แต่ราคาที่ปรับตัวลงมาเป็นอย่างมาก จากเดิมที่หูฟัง True Wireless มักจะมีราคาอยู่ในหลักพัน ถึงหลักหมื่น แต่ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อหูฟัง True Wireless ได้ในราคาเพียงหลักร้อย อย่างเช่น Redmi AirDots ที่เปิดราคาขายในจีนเริ่มต้นราว 400 กว่าบาทเท่านั้น ทำให้การปรับตัวไปใช้หูฟัง True Wireless สามารถทำได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย

 

นอกจากนี้ การตัดช่องหูฟัง 3.5 มม. ออกไป ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง DAC หรือชิปเสียงที่ติดตั้งมาให้ในตัวแปลง USB Type-C to 3.5 มม. ไม่ว่าจะเป็น ตัวแปลงของ HTC หรือ VE Odyssey ซึ่งการมี DAC ติดตั้งมาให้ในสายแปลง USB Type-C เลย ช่วยให้สมาร์ทโฟนสามารถขับหูฟังได้ดีขึ้น ส่งผลให้เสียงในย่านต่างๆ ได้ยินชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งพอร์ต USB Type-C ยังเป็นพอร์ตเอนกประสงค์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ครบจบในพอร์ตเดียว มีอัตราการโอนถ่ายข้อมูลที่สูง และยังสามารถใช้งานร่วมกับหูฟังได้ภายในตัว ส่งผลให้ช่องหูฟัง 3.5 มม. แบบเดิมๆ ถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ 

 

แล้วช่องหูฟัง 3.5 มม. บนมือถือยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

จากผลสำรวจในสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่โดย Ting โดยมีผู้ร่วมเข้าการสำรวจจำนวน 3,640 คน พบว่ามีจำนวน 1% ที่ยกใหช่องหูฟังเป็น 1 ใน 3 ฟีเจอร์หลักที่นำมาตัดสินใจเมื่อซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งแม้ว่า 1% จาก 3,640 คน หรือคำนวณออกมาเป็น 364 คนอาจเป็นตัวเลขที่ไม่ได้ดูสูงมาก แต่ก็จะเห็นได้ว่า ช่องเสียบหูฟังมาตรฐาน 3.5 มม. ก็ยังคงจำเป็นมีความจำเป็นกับคนบางกลุ่มอยู่ ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคล 

ยกตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะชื่นชอบการชาร์จแบตเตอรี่ขณะเล่นเกมไปด้วย และต้องการใช้หูฟัง 3.5 มม. เพื่อสื่อสารกับคนในทีม ซึ่งหากมือถือไม่มีช่องหูฟัง ก็ทำให้ต้องใช้อแดปเตอร์แปลงต่อพ่วงพอร์ต USB Type-C เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และเสียบหูฟังในพอร์ตเดียว ซึ่งอาจดูไม่สะดวกนักสำหรับคนบางกลุ่ม เป็นต้น 

แต่อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ต่างก็อายุขัยของตนเอง ในวันหนึ่งสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าอาจเข้ามาแทนที่ ซึ่งส่งผลไปจนถึงรูปแบบก ารใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป หูฟัง หรือช่องหูฟัง 3.5 มม. อาจดูเป็นสิ่งที่เรียบง่าย สามารถใช้งานได้กับหลายอุปกรณ์ แต่ก็มีข้อจำกัดในบางเรื่องอย่างเช่น เรื่องสาย หรือการพกพา เมื่อเทียบกับหูฟังบลูทูธ หรือหูฟัง True Wireless ที่มีขนาดเล็ก และพกพาได้ง่ายกว่า แล้วผู้อ่านทุกท่านคิดว่าช่องหูฟัง 3.5 มม. บนมือถือยังจำเป็นอยู่หรือไม่ครับ?

 

ที่มา : Android Central, The Verge (1), (2), wccftech, Macrumors, Buzzfeednews


วันที่ : 26/8/2562

 








Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy