iPhone 13 กับ 5 สิ่งใหม่ที่เราอาจได้เห็นบนไอโฟนรุ่นนี้เป็นครั้งแรก
แม้ iPhone 12 Series ที่เพิ่งเปิดตัวไปนั้น จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้รับการอัปเกรดใหม่หมดจด ไม่ว่าจะเป็น กล้องถ่ายภาพที่มีระบบกล้อง LiDAR เข้ามาช่วยโฟกัสในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น, ชิปเซ็ต Apple A14 Bionic ที่ถือว่าเป็นชิปเซ็ตสำหรับมือถือที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 5 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก ไปจนถึงการใช้หน้าจอแบบ Ceramic Shield สุดแกร่งที่ทนทานมากกว่ากระจกหน้าจอทั่วไปถึง 4 เท่า แต่ก็ยังมีอีกหลายต่อหลายฟีเจอร์ที่ iPhone รุ่นนี้ยังไม่ใส่มาให้เหมือนกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็น 5 ฟีเจอร์เหล่านี้บน iPhone 13 ก็เป็นได้ครับ
1.จอไร้ติ่ง

นับเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว ที่ Apple เลือกใช้ดีไซน์หน้าจอแบบมีติ่ง (Notch) มาตั้งแต่รุ่น iPhone X ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2017 และในปี 2020 ก็ยังคงใช้ดีไซน์นี้บน iPhone 12 ทุกรุ่น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าใน iPhone 13 เราอาจได้เห็นเซอร์ไพร์สจาก Apple ด้วยการเปิดตัว iPhone 13 ที่ได้รับการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ไปใช้หน้าจอเต็มพื้นที่แบบไม่จำเป็นต้องมีติ่งเลยก็เป็นได้ เนื่องจากในปัจจุบัน ZTE สามารถผลิตมือถือที่สามารถซ่อนกล้องหน้าเอาไว้ใต้หน้าจอได้เป็นสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับรุ่น ZTE Axon 20 5G รวมทั้งยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกันด้วย อย่างเช่น OPPO หรือ Xiaomi เป็นต้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าการที่ Apple เลือกใช้ดีไซน์เดิมมาตลอด 4 ปี อาจมีการซุ่มพัฒนาให้ฝังชุดกล้องหน้าที่มีระบบสแกนหน้า 3 มิติ เอาไว้ด้านใต้หน้าจอ iPhone อยู่ก็เป็นได้
2.จอ 120Hz

จริงๆ แล้ว Apple นำหน้าจอทีมีค่า Refresh Rate มาใช้กับผลิตภัณฑ์ตัวเองแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่ง Apple เรียกเทคโนโลยีดังกล่าวว่า ProMotion ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่เราเห็นได้บนเฉพาะ iPad Pro นั่นเอง โดยก่อนหน้าที่ iPhone 12 จะเปิดตัวนั้น เคยมีภาพ Screenshot ของ iOS 13 Beta ถูกเปิดเผยออกมาให้เห็นกัน ซึ่งมีเบาะแสถึงออพชันในการเปิด-ปิด การใช้งาน Refresh Rate ของหน้าจอระดับสูงด้วย แต่ iPhone 12 ก็ยังไม่มีฟีเจอร์ดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งหากพิจารณาจากการที่สมาร์ทโฟนฝั่ง Android มีการนำหน้าจอ Refresh Rate ระดับสูงมาใช้อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่รุ่นระดับกลางไปจนถึงรุ่นเรือธง ก็ไม่แน่ว่า Apple อาจตัดสินใจปล่อย iPhone 13 ที่มีหน้าจอ Refresh Rate 120Hz หรือมากกว่า ให้เราเห็นปีหน้าก็เป็นได้ครับ
3.พอร์ต USB Type-C

iPad Pro และ iPad Air 4 นำร่องเปลี่ยนจากพอร์ต Lightning ที่ใช้มาอย่างยาวนาน ไปใช้พอร์ต USB-Type C เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง Appe ระบุว่า จะช่วยให้ iPad เก่งกว่าที่เคย เพราะสามารถเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ผ่านพอร์ต USB Type-C ได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น กล้องถ่ายภาพ, พื้นที่เก็บข้อมูล หรือหน้าจอแสดงผลแบบแยก รวมทั้งอุปกรณ์พกพาอย่าง Macbook ที่วางจำหน่ายตอนนี้ต่างก็ใช้พอร์ต USB Type-C หรือ Thunderbolt เพียงอย่างเดียว ไม่มีพอร์ตแบบ USB-A อีกต่อไป ซึ่งก็ไม่แน่ว่าใน iPhone 13 อาจปรับเปลี่ยนไปใช้พอร์ต USB Type-C เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานอุปกรณ์พกพาของ Apple เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกหนึ่งทาง เนื่องจากไม่จำเป็นต้องพกสายชาร์จหลายๆ เส้น อีกต่อไป
4.สแกนนิ้วบนจอ

Apple ได้ปรับเปลี่ยนวิธียืนยันตัวตนจากระบบสแกนลายนิ้วมือ ไปใช้ระบบสแกนใบหน้าแบบ 3 มิติตั้งแต่รุ่น iPhone X เป็นต้นมา จากเดิมที่ใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือบนปุ่มโฮม หรือที่เรียกว่า Touch ID มาโดยตลอด แต่เมื่อไม่นานมานี้ Apple เพิ่งจะมีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ใหม่ ด้วยการย้ายเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ Touch ID ไปไว้ที่ปุ่ม Power ในรุ่น iPad Air 4 ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจได้เห็นเทคโนโลยีนี้บน iPhone รุ่นหน้าด้วย แต่อาจล้ำกว่านั้นด้วยการย้าย Touch ID มาไว้ใต้หน้าจอแสดงผลคล้ายกับระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอของมือถือฝั่ง Android
5.ไม่แถมสายชาร์จ

Apple เริ่มนโยบายไม่แถมหัวชาร์จ และหูฟังให้กับ iPhone 12 รวมถึงไอโฟนที่วางขายผ่าน Apple Store ทุกรุ่น โดยให้เหตุผลว่า ต้องการอนุรักษ์โลก และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลายคนน่าจะมีหัวชาร์จของ Apple หรือของผู้ผลิตรายอื่นๆ อยู่แล้ว เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มีมากมายในโลกนับพันล้านชิ้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าหาก Apple ยกระดับนโยบายรักษ์โลกไปอีกขั้น และให้เหตุผลว่าหลายคนน่าจะมีสายชาร์จไอโฟนอยู่แล้ว ก็ไม่แน่ว่าในกล่อง iPhone 13 อาจมีเพียงแค่ตัวเครื่องก็ป็นได้ครับ
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า 5 สิ่งที่กล่าวไว้ด้านต้น จะมีอยู่บน iPhone 13 จริงหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไปยาวๆ ครับ
นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com
วันที่ : 26/10/2563





