หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 19/11/2563

UFS 2.0, UFS 2.1, UFS 3.0, UFS 3.1 และ eMMC คืออะไร และต่างกันอย่างไร? ไขข้อสงสัยเทคโนโลยีหน่วยความจำบนสมาร์ทโฟน แบบไหนอ่านเขียนได้เร็วกว่ากัน?

 

ในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนตัวท็อปหลายๆ รุ่นมักจะมาพร้อมกับหน่วยความจำภายใน (Flash Storage) ที่มีความจุค่อนข้างเยอะ ตั้งแต่ระดับ 16GB ไปจนถึง 512GB ซึ่งถ้าหากว่ากันตามจริงแล้ว จำนวนความจุนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับรองลงมา ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของเทคโนโลยี Flash Storage เพราะเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุด และส่งผลโดยตรงกับการใช้งานสมาร์ทโฟนก็คือ เทคโนโลยีการเขียน/อ่านข้อมูลของ Flash Storage รุ่นนั้นๆ วันนี้ทีมงาน Thaimobilecenter จึงจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Flash Storage ให้มากขึ้นกันครับ

 

หน่วยความจำภายในคืออะไร?

หน่วยความจำภายใน หรือ Flash Storage ที่ใช้งานบนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน คือพื้นที่เก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แอปพลิเคชัน, รูปถ่าย, เพลง, วิดีโอ ฯลฯ (ในกรณีที่ไม่ใช้หน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card) ซึ่งหน่วยความจำภายในนี้ก็จะมีความจุที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 16GB, 32GB, 64GB จนถึงระดับสูงสุดในขณะนี้ที่ 256GB และสำหรับความจุที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญของผู้ใช้หลายๆ คนที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลได้เยอะ แต่เทคโนโลยีอีกสิ่งหนึ่งของหน่วยความจำภายในที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมด้วยก็คือ ความเร็วในการเขียน/อ่านข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีที่ถูกใช้งานบนสมาร์ทโฟนเป็นหลักสามารถแบ่งออกได้เป็น eMMC และ UFS

 

รู้จักกับหน่วยความจำแบบ eMMC และ UFS

ในสมัยก่อน สมาร์ทโฟนส่วนมากจะใช้หน่วยความจำภายในแบบ eMMC (Embedded Multimedia Card) ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ขนาดเล็กที่ติดตั้งลงบน Mother Board ของสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ โดยผู้ใช้ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้เหมือนกับ SD Card ทั่วไป ซึ่งมีความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลประมาณ 250/125 MB/s แต่เนื่องจากความเร็วในการอ่านเขียนของ eMMC ที่ค่อนข้างช้าเกินไปสำหรับสมาร์ทโฟนยุคใหม่ที่เริ่มมีสเปกส่วนอื่นๆ ที่แรงขึ้น รวมถึงไฟล์ของแอปพลิเคชัน, ภาพถ่าย หรือวิดีโอ ก็มีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น จึงทำให้สเปกของหน่วยความจำภายในต้องสูงขึ้นตามไปด้วย และเริ่มทำให้ eMMC ไม่ได้รับความนิยมจากผู้ผลิตมือถือในปัจจุบันมากนัก

นอกจากนี้ หน่วยความจำภายในแบบ eMMC ยังมีข้อจำกัดสำคัญอีกหนึ่งอย่าง คือ ที่ไม่สามารถทำงานแบบ Parallel ได้ เช่น หากหน่วยความจำกำลังเขียนไฟล์อยู่ จะไม่สามารถอ่านไฟล์ได้ เป็นต้น ซึ่งต่างจากหน่วยความจำแบบ UFS 2.x ที่สามารถอ่านเขียนไฟล์ได้ในเวลาเดียวกัน จึงทำให้แบรนด์สมาร์ทโฟนปรับตัวไปใช้หน่วยความจำแบบ UFS 2.0 หรือ UFS 2.1 แทนที่ eMMC ในปัจจุบัน

ส่วนหน่วยความจำแบบ UFS (Universal Flash Storage) เป็นผลงานการพัฒนาของบริษัท JEDEC Solid State Technology Association โดยหน่วยความจำแบบ UFS ที่ใช้งานบนสมาร์ทโฟนเปิดตัวมาครั้งแรกในปี 2014 ในชื่อ UFS 2.0  และทาง JEDEC ก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวพร้อมเปิดตัวหน่วยความจำ UFS เวอร์ชันใหม่ในชื่อ UFS 2.1 เมื่อปี 2016 ที่มีความเร็วในการอ่านข้อมูลขึ้น พร้อมเพิ่มเทคโนโลยีในการอ่านเขียนไฟล์แบบ Pararrell ต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 และ UFS 3.1 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ใช้บนสมาร์ทโฟนยุคปัจจุบัน

 

หน่วยความจำแบบ UFS 2.1, UFS 3.0 และ UFS 3.1 ต่างกันอย่างไร

อย่างที่เรากล่าวไปว่าในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนเริ่มปรับมาใช้หน่วยความจำ UFS กันเป็นที่เรียบร้อยล้ว ซึ่งในสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น-ระดับกลาง ส่วนมากจะได้ใช้ UFS 2.0 - 2.1 ขณะที่สมาร์ทโฟนรุ่นท็อปจะมาพร้อมกับหน่วยความจำแบบ UFS 3.0 - UFS 3.1 โดยหน่วยความจำภายในทั้ง 3 รูปแบบจะแตกต่างกันที่ความเร็วด้านการอ่านเขียนเป็นหลัก รายละเอียดดังนี้

 

credit : prog.world

  • UFS 3.1
    • ค่าความเร็วในการอ่าน Sequential Read สูงสุด = 2100MB/s
    • ค่าความเร็วในการเขียน Sequential Write สูงสุด =1200MB/s
  • UFS 3.0 
    • ค่าความเร็วในการอ่าน Sequential Read สูงสุด = 1000MB/s
    • ค่าความเร็วในการเขียน Sequential Write สูงสุด = 410MB/s
  • UFS 2.1
    • ค่าความเร็วในการอ่าน Sequential Read สูงสุด = 1000MB/s
    • ค่าความเร็วในการเขียน Sequential Write สูงสุด = 260MB/s
  • UFS 2.0
    • ค่าความเร็วในการอ่าน Sequential Read สูงสุด = 1000MB/s
    • ค่าความเร็วในการเขียน Sequential Write สูงสุด = 260MB/s

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลของหน่วยความจำภายในรูปแบบต่างๆ ทั้ง eMMC , UFS 2.1, UFS 3.0 และ UFS 3.1ซึ่งจะเห็นได้ว่าหน่วยความจำภายในแต่ละแบบนั้นก็มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปค่อนข้างมากทีเดียว และความเร็วในการอ่าน หรือเขียนข้อมูลมักจะส่งผลโดยตรงถึงรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้โดยตรง เช่น เวลาเปิดดูภาพถ่ายในเครื่องที่มีประมาณ 2,000 ภาพ รวมถึงการเปิดแอปพลิเคชันต่างๆ หน่วยความจำแบบ eMMC และ UFS ในแต่ละเวอร์ชัน ก็จะมีความเร็วในการโหลดรูป รวมถึงความเร็วในการเรียกไฟล์ข้อมูลที่ต่างกันไป ซึ่งเป็นผลมาจากความเร็วในการอ่านข้อมูลนั่นเองครับ และสำหรับท่านที่อ่านบทความนี้จนจบแล้ว เวลาเลือกซื้อสมาร์ทโฟนครั้งหน้าก็อย่าเลือกดูแต่ความจุเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาเรือเทคโนโลยีของหน่วยความจำประกอบด้วยนะครับ

 

บทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 19/11/2563

 




Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy