หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 23/6/2565

เจลเบรค (Jailbreak) คืออะไร? จำเป็นหรือไม่สำหรับผู้ใช้ iPhone ในปัจจุบัน?

 

เชื่อว่าผู้ใช้ iPhone โดยเฉพาะคนที่เคยใช้มือถือ Android มาก่อน น่าจะเคยรู้สึกอึดอัดเวลาใช้งาน iPhone เพราะมันไม่ค่อยจะเปิดโอกาสให้เราปรับแต่งหรือดัดแปลงอะไรได้มากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นธีมหน้าจอที่เปลี่ยนได้แค่วอลเปเปอร์, การตั้งค่าภายในที่ปรับอะไรไม่ค่อยได้ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่ต้องโหลดและติดตั้งผ่าน App Store เท่านั้น และเมื่อเราบ่นเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟัง เขาอาจจะแนะนำให้เรานำ iPhone ไป "เจลเบรค" การเจลเบรคที่ว่านี้คืออะไร อันตรายหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบครับ

 

เจลเบรค คืออะไร ?

การเจลเบรค (Jailbreak) คือกระบวนการดัดแปลงระบบปฏิบัติการ iOS หรือ iPadOS เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงการตั้งค่าของระบบส่วนลึกได้อย่างอิสระ การเจลเบรคจะทำให้เราทำในสิ่งที่ iPhone หรือ iPad ทั่วไปทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรันโค้ดที่ไม่ผ่านการรับรอง หรือการอ่าน-เขียนข้อมูลลงในไฟล์ระบบระดับรูท ส่งผลให้ผู้ใช้ปรับแต่ง iPhone หรือ iPad ของตัวเองได้อย่างอิสระ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การเจลเบรคก็เหมือนกับการรูทเครื่องของฝั่ง Android นั่นเอง

การเจลเบรค นอกจากจะเป็นการแหกกรงที่ Apple ครอบไว้แล้ว ยังมากับสโตร์พิเศษที่จะพาเราไปพบกับโลกอีกด้านของ iOS ที่เต็มไปด้วยแอปพลิเคชันใหม่ ๆ และของเล่นแปลก ๆ มากมายที่เราจะไม่มีวันได้เห็นบน App Store อย่างแน่นอน โดยสโตร์ที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดมีชื่อว่า Cydia ซึ่งอยู่เป็นเสาหลักของวงการมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม นอกจากนี้ยังมีสโตร์อื่น ๆ อีก เช่น Zebra และ Sileo เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การเจลเบรคก็เหมือนเป็นดาบสองคม เพราะการปลดล็อกประตูทุกบานให้ผู้ใช้เข้าถึงส่วนลึกของระบบได้อย่างอิสระ มันก็ทำให้ผู้บุกรุกเข้าถึงระบบทั้งหมดของเราได้อย่างสะดวกด้วยเช่นกัน อีกทั้งสโตร์เจลเบรคอย่าง Cydia ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบที่รัดกุมเท่ากับ App Store ของ Apple เราจึงไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่ดาวน์โหลดมานั้นจะไม่ได้สอดไส้ “ของแถม” มาด้วย นอกจากนี้ การเจลเบรคยังถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขการใช้งาน (End User Agreement) โดยตรง ดังนั้นการเจลเบรคจึงทำให้อุปกรณ์หมดประกันทันที และ Apple จะไม่รับเคลม ซ่อม หรือให้บริการใด ๆ ทั้งสิ้น หากมีปัญหาเกิดขึ้น ความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่ที่ตัวเราเพียงผู้เดียว

 

ความเป็นมาของการเจลเบรค

ย้อนไปในช่วงยุคแรก ๆ ของ iPhone การเจลเบรคได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้ระดับ power user ซึ่งในช่วงนั้น iPhone ยังมีฟีเจอร์ให้ใช้งานไม่มาก แถมยังปรับแต่งได้อย่างจำกัด กลุ่มผู้ใช้ที่มีความรู้ด้าน IT ขึ้นมาหน่อยจึงพยายามสรรหาวิธีการเจลเบรคเพื่อปลดล็อกระบบของ iPhone และติดตั้งแอปหรือเครื่องมือเสริมจาก Cydia ซึ่งก็มีตั้งแต่ตัวปรับแต่งหน้าจอ UI ไปจนถึงฟีเจอร์ใหม่ ๆ อย่างการดาวน์โหลดวิดีโอ, ปรับหน้าเริ่มต้นเป็นแนวนอน หรือการเปลี่ยนเบราเซอร์เริ่มต้นจาก Safari ไปเป็นตัวอื่น เป็นต้น

อีกเหตุผลหนึ่งที่หลายคนตัดสินใจเจลเบรค คือการติดตั้งแอปพลิเคชันที่ต้องเสียเงินแบบฟรี ๆ เพราะในสมัยนั้นแอปส่วนใหญ่บน App Store จะต้องเสียเงินซื้อ หรือถ้าฟรีก็จะใช้งานได้แบบจำกัด เหมือนเป็นเดโม่เสียมากกว่า การเจลเบรคจึงเป็นทางออกแบบเทา ๆ ของคนที่ไม่อยากเสียเงิน


อยากได้หน้าโฮมเท่ ๆ แบบนี้ก็ต้องเจลเบรคเท่านั้นนะ

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเวลาผ่านไป ความนิยมของการเจลเบรกก็เริ่มจะลดน้อยถอยลง เพราะ Apple ได้ป้อนฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามาใน iOS อย่างต่อเนื่อง หลายอย่างที่เคยต้องเจลเบรก อย่างการเลือกเบราเซอร์เริ่มต้น ก็ถูกเพิ่มเข้ามาให้ในระบบหลักเลย อีกทั้งยังมีการปรับปรุงดีไซน์ของ UI ให้สวยและใช้งานง่ายขึ้น เมื่อผู้ใช้มีประสบการณ์การใช้งานที่ดี การเจลเบรกก็เริ่มจะหมดความสำคัญลง อีกทั้งแอปพลิเคชันสมัยใหม่ก็เริ่มปรับกลยุทธ์จากการขายแอปตรง ๆ ไปเป็นการให้โหลดฟรีแล้วขายส่วนเสริมอื่น ๆ แบบ microtransactions ภายในแอปแทน จึงไม่จำเป็นต้องซิกแซกเพื่อโหลดฟรีเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป


แฮ็ก iOS ได้ มารับรางวัลจาก Apple ไปเลยสูงสุด 1 ล้านเหรียญฯ

ขณะเดียวกัน ในมุมของกลุ่มแฮ็คเกอร์เองก็รู้สึกว่าการเจาะระบบ iOS รุ่นใหม่ ๆ นั้น เริ่มจะไม่คุ้มค่ากับความพยายามอีกต่อไป เพราะระบบรักษาความปลอดภัยของ iOS ในยุคหลังมีแต่จะเข้มแข็งมากขึ้น กว่าจะเจาะได้คงไม่คุ้มค่าเหนื่อย เหล่านักเจลเบรคตัวท็อป ๆ ของวงการที่มีทักษะสูงจึงเลือกที่จะเข้าไปทำงานรับเงินเดือนในบริษัทรักษาความปลอดภัยใหญ่ ๆ แทน หรือถ้ามีใครพยายามจนค้นพบช่องโหว่ของระบบ iOS ได้จริง ๆ Apple ก็ยินดีตบรางวัลให้ตั้งแต่ 100,000 ดอลลาร์ ไปจนถึง 1,000,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว แล้วจะเจลเบรคแจกชาวบ้านฟรี ๆ ไปทำไม ?

 

การเจลเบรคในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันชุมชนนักเจลเบรคจะแยกย้ายกันไปหมดแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่เหนียวแน่นกับวงการนี้อยู่ ทั้งแฮ็คเกอร์ที่ทุ่มเทค้นหาวิธีเจลเบรคอย่างไม่ลดละ และกลุ่มผู้ใช้ที่หลงไหลการโมดิฟาย ซึ่งล่าสุดก็ดูเหมือนว่าทีมแฮ็คเกอร์จะสามารถเจลเบรค iOS 14 สำหรับเครื่องที่ใช้ชิป A11 หรือเก่ากว่าได้แล้ว และน่าจะเจาะ iOS 15 ได้ในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไปแล้วว่าแรงจูงใจในการเจลเบรคนั้นเริ่มจะเบาบางลงเรื่อย ๆ ฟีเจอร์หลายอย่างที่ต้องเจลเบรคก็มีให้ใช้แล้ว แอปพลิเคชันสมัยนี้ก็โหลดฟรีเสียเป็นส่วนใหญ่ และยังมีให้เลือกมากมายหลากหลายกว่าแต่ก่อน เหตุผลในการเจลเบรค ณ ปัจจุบัน จึงเป็นการเข้าถึงฟังก์ชันแปลก ๆ ที่อยู่นอกเหนือความจำเป็น เช่น อ่านข้อความแล้วไม่ขึ้น read, หลอกตำแหน่ง GPS (GPS Spoofing) หรือ Always-on Display เป็นต้น

การเจลเบรคในปัจจุบันมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน เพียงแค่ sideload แอปสำหรับเจลเบรคบนอุปกรณ์ผ่าน Xcode, AltStore หรือ Cydia Impactor และทำตามขั้นตอนนิดหน่อบก็เสร็จเรียบร้อย แต่เราจะไม่ขอลงรายละเอียดไปมากกว่านี้ เนื่องจากการเจลเบรคค่อนข้างมีความเสี่ยงหากผู้ใช้ไม่มีความเข้าใจ อีกทั้งยังไม่จำเป็นต่อการใช้งานในปัจจุบัน แต่หากใครอยากศึกษาวิธีการเจลเบรคจริง ๆ ก็สามารถหาลายแทงได้ด้วยการ Google หรือสอบถามจากช่างร้านตู้ที่มีประสบการณ์ครับ

 

จากแนวโน้มในปัจจุบัน อาจพูดได้ว่าวงการเจลเบรคได้จบสิ้นลงแล้ว เพราะคนทำก็ถอดใจ ส่วนคนใช้ก็หมด Passion แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นประวัติศาตร์ในวงการไอทีอีกหน้าหนึ่งที่จะถูกจดจำและเล่าขานกันต่อไปครับ

 

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 23/6/2565