หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 9/11/2563

iPhone 12 ดีไหม? ซื้อไอโฟนรุ่นไหนดีช่วงปลายปี 2020? เปลี่ยนจากรุ่นไหนคุ้มสุด? เรามีคำตอบ!

 

iPhone 12 Series กำลังจะเปิดให้จองในประเทศไทยในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ นับว่าเป็นจังหวะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ iPhone เครื่องใหม่ อย่างไรก็ตาม iPhone รุ่นเก่าอื่นๆ ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน แถมยังมีราคาถูกกว่า ทำให้หลายคนไม่แน่ใจว่าควรจะซื้อรุ่นไหนจึงจะคุ้มค่าที่สุด ในวันนี้พวกเราทีมงาน Thaimobilecenter จึงมีคำแนะนำในการเลือกซื้อ iPhone ปลายปี 2020 มาฝากกัน เพื่อช่วยให้ทุกท่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

 

iPhone รุ่นไหนน่าซื้อในปี 2020?

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจซื้อ iPhone ในช่วงปี 2020 ทางทีมงานแนะนำว่า อย่างน้อยควรเป็น iPhone Xr ขึ้นไป โดยสาเหตุนั้นมาจากเรื่องระยะเวลาซัพพอร์ตด้านซอฟท์แวร์เพราะโดยปกติแล้ว Apple จะปล่อยอัปเดตให้ iPhone เป็นระยะเวลาประมาณ 5 ปี สังเกตได้จากรุ่น iPhone 5 ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปลายปี 2012 และได้อัปเดตเป็นระบบปฏิบัติการ iOS 10.3.3 ช่วงกลางปี 2017 นั่นหมายความว่า iPhone Xr ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2018 ก็น่าจะได้รับการอัปเดตไปจนถึงปี 2023 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งก็เป็นเวลาอันสมควรในการเปลี่ยนไอโฟนเครื่องใหม่พอดี (iPhone Xr ในตอนนี้สามารถอัปเดตเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่อย่าง iOS 13 ได้ด้วย) อีกทั้งในตอนนี้ Apple ก็ได้เลิกวางจำหน่าย iPhone 8 / 8 Plus, iPhone XS / XS Max และ iPhone 11 Pro / Pro Max บน Apple Online Store อย่างเป็นทางการแล้ว (แต่ยังพอจะหาซื้อได้อยู่ผ่านช่องทางอื่น) จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ไม่ค่อยตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการใช้ iPhone ในระยะยาว

และหากอ้างอิงจากรายชื่อโมเดลที่ Apple ประเทศไทยวางจำหน่ายในตอนนี้ ประกอบกับระยะเวลาการซัพพอร์ตที่ยาวนาน ทำให้พอจะสรุปได้ว่า iPhone รุ่นที่ที่น่าสนใจในปี 2020 จึงได้แก่ iPhone Xr, iPhone SE รุ่นที่ 2 (iPhone SE 2020), iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max และ iPhone 12 Series ทั้ง 4 รุ่น โดยจุดเด่นของ iPhone แต่ละรุ่นที่กล่าวมามีดังนี้ (ราคาวางจำหน่ายของ iPhone ที่ในบทความนี้ อ้างอิงราคาจาก Apple Online Store ประเทศไทย ณ วันที่ 9 พ.ย. 2563)

 

iPhone Xr

ราคาเริ่มต้น 18,400 บาท

iPhone Xr วางตัวเป็นไอโฟนราคาประหยัดด้วยราคาเริ่มต้น 18,400 บาท แต่มาพร้อมกับดีไซน์ที่คล้ายกับ iPhone รุ่นใหม่ในปัจจุบัน ด้วยหน้าจอแสดงผลรอยบากที่มีการติดตั้งชุดกล้องหน้า TrueDepth Camera ช่วยให้ปลดล็อกใบหน้าแบบ 3 มิติ หรือ Face ID ได้เหมือนกับรุ่นปัจจุบัน พร้อมกล้องหลังเดี่ยวที่สามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอผ่านโหมด Portrait และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย รวมถึงตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่น ส่วนชิปเซ็ตภายในแม้ว่าจะใช้ Apple A12 ที่เป็นชิปเซ็ตรุ่นเก่า แต่ก็ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 7 นาโนเมตรเหมือนกับชิป A13 ที่ใช้บน iPhone 11 ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากราคาของ iPhone Xr ห่างกับ iPhone รุ่นใหม่อย่าง iPhone 11 เพียง 3,700 บาท การซื้อแบบติดโปรกับผู้ให้บริการเครือข่าย หรือซื้อผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายแบบออนไลน์ที่มีการจัดโปรโมชันลดราคา จึงอาจดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อ iPhone Xr

จุดเด่นของ iPhone Xr

  • จอรอยบาก พร้อมกล้องหน้า TrueDepth ใช้สแกนหน้า 3 มิติแบบ Face ID ได้เหมือนกับไอโฟนรุ่นใหม่
  • รองรับชาร์จไร้สาย และชาร์จเร็วแบบ 18W (อแดปเตอร์ต้องซื้อแยก)
  • ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67 เทียบเท่ากับ iPhone SE รุ่นที่ 2
  • ชิปเซ็ต Apple A12 ซึ่งถือว่ายังคงเพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบัน
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด (nanoSIM + eSIM)
  • มีสีสันให้เลือกเยอะถึง 6 สี (ขาว,ดำ,ฟ้า,เหลือง,ส้มคอรัล และแดง)

จุดที่ต้องพิจารณา

  • กล้องหลังเป็นกล้องเดี่ยวเลนส์ Wide ไม่มีเลนส์ซูม Telephoto หรือเลนส์มุมกว้าง Ultra Wide
  • หน้าจอเป็นแบบ IPS LCD ดังนั้นสีสันอาจไม่สดใสเท่ากับจอ OLED ของ iPhone 11 Pro หรือ iPhone 12
  • มีให้เลือกเพียง 2 ความจุ คือ 64GB และ 128GB 

iPhone Xr เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีหน้าจออยู่ในขนาดกลาง ไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป ในงบไม่เกิน 20,000
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีสเปกเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปในปัจจุบัน

 

iPhone 11

ราคาเริ่มต้น 22,100 บาท

หากจะเรียกว่า iPhone 11 เป็น iPhone Xr รุ่นอัปเกรดใหม่ก็คงไม่ผิดนัก เพราะดีไซน์โดยรวมของ iPhone 11 ยังคงมีความคล้ายคลึงกับ iPhone Xr ไม่ว่าจะเป็น จอรอยบากที่ใช้แพนแนลจอแบบ LCD ไปจนถึงบอดี้ด้านหลังที่มีสีสันให้เลือกมากถึง 6 เฉดสีเช่นกัน แต่สำหรับสเปกแล้วมีการปรับใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การปรับไปใช้ชิปเซ็ตตัวแรง Apple A13 Bionic, เพิ่มกล้องเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultra Wide ให้กับกล้องหลัง, เพิ่ม Night Mode สำหรับถ่ายภาพกลางคืน, กันน้ำได้ลึกขึ้นที่ระดับ IP68 รวมถึงการเพิ่มตัวเลือกความจุสูงสุด 256GB ซึ่งหากพิจารณาจากส่วนต่างด้านราคาเมื่อเทียบกับ iPhone Xr ที่ 3,700 บาทแล้ว การเพิ่มเงินอีกนิดหน่อย แต่ได้กล้องเลนส์ Wide, ชิปเซ็ตรุ่นใหม่กว่า รวมถึงคุณสมบัติกันน้ำที่สูงกว่า ก็ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว

จุดเด่นของ iPhone 11

  • จอรอยบาก พร้อมกล้องหน้า TrueDepth สแกนหน้า 3 มิติได้
  • รองรับชาร์จไร้สาย พร้อมชาร์จเร็วแบบ 18W (อแดปเตอร์ต้องซื้อแยก และสามารถใช้อแดปเตอร์ที่มีกำลังการจ่ายไฟสูงกว่า 18W ได้ด้วย)
  • กล้องหลังคู่ เลือกใช้ได้ทั้งเลนส์ Wide และ Ultra Wide
  • กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด (nano-SIM + eSIM)

จุดที่ต้องพิจารณา

  • ไม่มีกล้องเลนส์ซูม Telephoto
  • หน้าจอยังเป็นแบบ IPS LCD เหมือนกับ iPhone Xr

iPhone 11 เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่สเปกสูงกว่า iPhone Xr
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีสเปกใกล้เคียงกับ iPhone 12 แต่งบไม่ถึง หรือต้องการประหยัดเพื่อซื้ออุปกรณ์เสริม
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่สามารถถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้างได้

 

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max

ราคาเริ่มต้นประมาณ 24,900 บาท

iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max เป็นไอโฟนที่อัปเกรดคุณสมบัติบางอย่างของ iPhone 11 ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมกับกล้องหลังระดับโปรจำนวน 3 ตัว ประกอบไปด้วย กล้องเลนส์ Wide, กล้องเลนส์ Ultra Wide และกล้อง Telephoto ซึ่งถือว่าครอบคลุมการถ่ายภาพครบทุกระยะ พร้อมหน้าจอ OLED ระดับโปร Super Retina XDR ที่มีค่าความสว่างที่สูง และ Dynamic Range ที่กว้าง สามารถแสดงสีสันได้อย่างเที่ยงตรง แต่ทั้งสองรุ่นจะมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของขนาดหน้าจอ โดย iPhone 11 Pro ให้หน้าจอมาที่ 5.8 นิ้ว ขณะที่ iPhone 11 Pro Max ให้หน้าจอมาขนาดใหญ่สุดที่ 6.5 นิ้ว

อย่างไรก็ดี หลังจากเปิดตัว iPhone 12 ทาง Apple ก็ได้ยกเลิกการจำหน่าย iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pro Max แต่ยังคงหาซื้อได้จากผู้ให้บริการเครือข่าย หรือหน้าร้านที่ยังมีสินค้าสต็อกอยู่ครับ

จุดเด่น iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max

  • จอรอยบากแบบ OLED แสดงสีสันได้อย่างคมชัดเที่ยงตรง พร้อมขนาดหน้าจอใหญ่สุดที่ 6.5 นิ้วบนรุ่น iPhone 11 Pro Max
  • รองรับการใช้งานร่วมกับ Dark Mode ได้อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากจอ OLED จะไม่เปล่งแสงเมื่อแสดงผลสีดำ ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น
  • รองรับชาร์จเร็ว และชาร์จไร้สาย 
  • มีอแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 18W แถมมาให้ในกล่อง (สามารถใช้อแดปเตอร์ที่มีกำลังไฟมากกว่า 18W ได้ด้วย)
  • สแกนหน้า 3 มิติแบบ Face ID
  • กล้องหลัง 3 ตัว เลนส์ครอบคลุมการถ่ายภาพครบทุกระยะ
  • กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด (nano-SIM + eSIM)

จุดที่ต้องพิจารณา

  • ไม่มีขายผ่านช่องทางของ Apple โดยตรง แต่ยังหาซื้อจากโอเปอเรเตอร์ หรือหน้าร้านที่ยังมีสินค้าสต็อกอยู่

iPhone 11 Pro / 11 Pro Max เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนสเปกแรง หน้าจอสวย สีสันเที่ยงตรง
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีกล้องถ่ายภาพครอบคลุมทุกระยะ ตั้งแต่กล้องเลนส์มุมกว้าง ไปจนถึงกล้องเลนส์ซูม
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีสเปกใกล้เคียงกับ iPhone 12 Pro/Pro Max แต่งบไม่ถึง หรือต้องการประหยัดเพื่อซื้ออุปกรณ์เสริม

 

iPhone SE รุ่นที่ 2 (2020)

ราคาเริ่มต้น 14,900 บาท

iPhone SE รุ่นที่ 2 หรือ iPhone SE 2020 เป็นไอโฟนที่ถูกเปิดตัวออกมาในฐานะมือถือจอเล็กสเปกแรงเหมือนกับ iPhone SE รุ่นแรก แต่เน้นราคาวางจำหน่ายที่ประหยัดเริ่มต้นเพียง 14,900 บาทเท่านั้น โดยตัวบอดี้ของ iPhone SE 2020 เลือกใช้แบบเดียวกับ iPhone 8 ซึ่งทำให้ยังคงมีปุ่มโฮมฝังสแกนนิ้ว Touch ID ให้ได้ใช้งานเช่นเดิม พร้อมกล้องหลังเดี่ยวความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แต่ทาง Apple ได้ใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับ iPhone SE 2020 เช่น การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ, ชิปเซ็ตตัวแรง Apple A13 Bionic เหมือนกับ iPhone 11 Pro หรือการรองรับ Wi-Fi 6 เป็นต้น และด้วยราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 14,900 บาท จึงส่งผลให้ iPhone SE 2020 เป็นไอโฟนที่มีราคาขายที่สุด ณ ตอนนี้ไปโดยปริยาย

จุดเด่นของ iPhone SE 2020

  • ชิปเซ็ต Apple A13 Bionic เหมือนกับ iPhone 11 Pro
  • จอเล็ก 4.7 นิ้ว พกพาสะดวก ตอบโจทย์การใช้งานมือเดียว
  • กล้องหน้า-หลัง ถ่ายภาพหน้าชดหลังเบลอได้
  • รองรับ Wi-Fi
  • รองรับชาร์จเร็ว 18W และชาร์จไร้สาย (อแดปเตอร์ต้องซื้อแยก)
  • สแกนลายนิ้วมือ Touch ID
  • กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด (nanoSIM + eSIM)
  • อะไหล่บางส่วนสามารถใช้งานร่วมกับ iPhone 8 ได้

จุดที่ต้องพิจารณา

  • ไม่มีสแกนหน้า Face ID
  • หน้าจอแสดงผลอาจดูเล็กไปสักหน่อยสำหรับผู้ที่เคยใช้มือถือจอใหญ่มาก่อน

iPhone SE 2020 เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนจอเล็ก พกพาง่าย
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนสเปกแรงเทียบเท่ากับ iPhone รุ่นอื่นๆ ในปัจจุบัน
  • ผู้ใช้รายเดิมที่เคยใช้ iPhone 6 - iPhone 8 มาก่อน เพราะไม่ต้องปรับตัวกับ iPhone SE 2020 มากนัก
  • ผู้ที่ไม่ชอบดีไซน์จอรอยบาก

 

 

iPhone 12

ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท

iPhone 12 รุ่นมาตรฐาน เป็น iPhone เจเนอเรชันล่าสุดที่ได้รับการปรับเปลี่ยนดีไซน์เป็นขอบแบน พร้อมทั้งอัปเกรดสเปกโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น จุดที่น่าสนใจคือหน้าจอที่เป็นแบบ OLED ขนาด 6.1 นิ้ว ที่ประหยัดพลังงานกว่า และมีสีสันสดใสกว่าจอ IPS ในรุ่นก่อนๆ พร้อมทั้งรองรับเครือข่าย 5G ได้ และยังมากับชิปเซ็ต A14 Bionic รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีความเร็วในการประมวลผลสูง รับมือได้ทุกการใช้งานไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวิดีโอ 4K หรือเล่นเกมที่มีกราฟิกสวยๆ นอกจากนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์ MagSafe ที่เป็นแม่เหล็กด้านหลังตัวเครื่อง เพื่อใช้ร่วมกับอุปกรณ์ชาร์จไร้สายรุ่นใหม่ และอุปกรณ์เสริมใหม่ๆ ได้อีก อย่างไรก็ดี คุณสมบัติด้านการถ่ายภาพ และอื่นๆ ไม่ได้อัปเกรดขึ้นจากรุ่นที่แล้วมากนัก แต่ก็ยังคงใช้งานได้ดีเช่นกัน

จุดเด่นของ iPhone 12

  • ชิปเซ็ต Apple A14 Bionic แรงกว่า A13 Bionic พอสมควร
  • หน้าจอ OLED สีสวยกว่า ประหยัดแบตกว่า สู้แดดได้ดีกว่าจอ IPS ของ iPhone 11
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision 
  • รองรับ 5G
  • รองรับชาร์จเร็วแบบไร้สาย 15W ในแบบ MagSafe
  • กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด (nanoSIM + eSIM)

จุดที่ต้องพิจารณา

  • ไม่มีสแกนลายนิ้วมือ
  • คุณสมบัติโดยรวมไม่ต่างจาก iPhone 11 มากนัก

iPhone 12 เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการ iPhone ที่ใช้ 5G ได้
  • ผู้ที่ต้องการ iPhone ที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แรงที่สุด

 

 

iPhone 12 Pro / iPhone 12 Pro Max

ราคาเริ่มต้น 36,900 / 39,900 บาท

iPhone 12 Pro และ Pro Max คือรุ่นอัปเกรดของ iPhone 12 คุณสมบัติโดยรวมคล้ายกัน แต่มีการเพิ่มสแกนเนอร์ LiDAR ให้กับชุดกล้องหลังสำหรับภาพถ่ายแนว Portrait ในโหมดกลางคืน และออโต้โฟกัสที่เร็วขึ้นในสภาวะแสงน้อย พร้อมทั้งเพิ่มความจุสูงสุดเป็น 512GB นอกนั้นยังคงคุณสมบัติเด่นๆ ของ iPhone 12 ไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นจอ OLED, การรองรับ 5G, ชิปเซ็ต A14 Bionic และกระจกครอบตัวเครื่องแบบ Ceramic Shield ที่ทนต่อการตกกระแทกได้ดีขึ้น 4 เท่า โดย iPhone 12 Pro มีจหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว ในขณะที่ iPhone 12 Pro Max มีหน้าจอขนาด 6.7 นิ้วจุดเด่นของ iPhone 12 Pro / Pro Max

  • ชิปเซ็ต Apple A14 Bionic แรงกว่า A13 Bionic พอสมควร
  • รองรับการถ่ายวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision
  • มีเซ็นเซอร์ LiDAR ช่วยถ่ายรูป Portrait ในเวลากลางคืน และเพิ่มคุณภาพของรูปถ่ายในที่แสงน้อย
  • รองรับ 5G
  • รองรับชาร์จเร็วแบบไร้สาย 15W ในแบบ MagSafe
  • กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
  • รองรับ Wi-Fi 6
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด (nanoSIM + eSIM)

จุดที่ต้องพิจารณา

  • ไม่มีสแกนลายนิ้วมือ
  • คุณสมบัติโดยรวมไม่ต่างจาก iPhone 11 Pro / Pro Max มากนัก
  • iPhone 12 Pro มีขนาดหน้าจอและตัวเครื่องเท่ากับ iPhone 12 รุ่นมาตรฐาน ทำให้ iPhone 12 Pro Max น่าซื้อมากกว่า

iPhone 12 Pro / Pro Max เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการ iPhone ที่ใช้ 5G ได้ และจอใหญ่กว่า iPhone 12
  • ผู้ที่ต้องการ iPhone ที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และกล้อง LiDAR

 

 

iPhone 12 mini

ราคาเริ่มต้น 25,900 บาท

iPhone 12 mini เป็น iPhone รุ่นใหม่ที่ต่างจาก iPhone ทุกรุ่นที่ผ่านมา โดยมีขนาดตัวเครื่องที่เล็กเป็นพิเศษ และเล็กกว่า iPhone ทุกรุ่นที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบัน ตัวเครื่องมากับหน้าจอขนาด 5.4 นิ้ว และแบตเตอรี่ที่เล็กกว่า iPhone 12 เล็กน้อย นอกนั้นมีคุณสมบัติที่เหมือนกับ iPhone 12 ทุกประการ

จุดเด่นของ iPhone 12 mini

  • ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก ใส่กระเป๋าเสื้อได้สบาย ซึ่งหาได้ยากในตลาดสมาร์ทโฟนปัจจุบัน
  • ทำได้ทุกอย่างเหมือน iPhone 12 แต่ราคาถูกกว่า 
  • จุดที่ต้องพิจารณา
  • ไม่มีสแกนลายนิ้วมือ
  • หน้าจอที่เล็กเพียง 5.4 นิ้วอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน

 

จุดที่ต้องพิจารณา

  • ไม่มีสแกนลายนิ้วมือ
  • หน้าจอที่เล็กเพียง 5.4 นิ้วอาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน

 

iPhone 12 เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการ iPhone ที่ใช้ 5G ได้
  • ผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนจอเล็ก แต่ไม่ชอบดีไซน์คลาสสิคแบบ iPhone SE

 

 

เลือกซื้อไอโฟนรุ่นไหนถึงจะเหมาะกับเรามากที่สุด?

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะตัดสินใจเลือก iPhone รุ่นที่ชอบได้แล้ว แต่สำหรับท่านใดที่ยังตัดสินใจไม่ได้ เราก็ขอสรุปทางเลือกแบบสั้นๆ ให้พิจารณากันอีกครั้งครับ :

  • หากผู้ใช้เป็นคนชอบมือถือจอเล็กพกพาง่าย iPhone 12 mini ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุด หรือถ้าต้องการประหยัดงบ อาจเลือก iPhone SE แทนก็ได้
  • ถ้าต้องการ iPhone จอใหญ่ และแบตอึดขึ้นมาหน่อย iPhone Xr หรือ iPhone 11 ก็อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
  • หากต้องการสัมผัสเทคโนโลยีล่าสุด และความแรงในแบบที่ iPhone รุ่นอื่นๆ ให้ไม่ได้ iPhone 12 / iPhone 12 Pro Max ก็เป็นทางเลือกที่ดี หรือถ้าต้องการประหยัด ก็เลือก iPhone 11 Pro Max แทนได้เช่นกัน เพราะมีคุณสมบัติโดยรวมที่ไม่ต่างกันมากนัก

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นคำแนะนำเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ iPhone ในปี 2020 เบื้องต้นเท่านั้น หากถามว่า iPhone รุ่นใดดีที่สุด ทางทีมงานคงไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลของผู้ใช้งานด้วย หากทดลองเล่นรุ่นไหนแล้วถูกใจ ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป และมีราคาวางจำหน่ายที่สามารถจับจองได้ สมาร์ทโฟนรุ่นนั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แบบสำหรับท่านแล้วครับ

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 9/11/2563