รีวิว UGREEN MagFlow Qi2 25W Series แท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายยุคใหม่ Qi2.2 เร็วแรงขึ้น คุณภาพสูง ชาร์จปลอดภัยพร้อมกันได้หลายอุปกรณ์
ก่อนหน้านี้การชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ตโฟนแบบไร้สายด้วยเทคโนโลยี MagSafe หรือ Qi2 แม้จะมีความสะดวกคล่องตัวมากกว่าการชาร์จผ่านสาย เพราะแค่วางแปะเอาไว้ก็ชาร์จได้ทันที ไม่ต้องคอยหาสายชาร์จมาต่อ ไม่ต้องคอยเล็งหัวชาร์จให้ตรงพอร์ต และไม่ต้องมีสายไฟให้รกหูรกตา แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเร็วของการชาร์จที่น้อยกว่าการชาร์จผ่านสายหลายเท่าตัว และแม้จะเป็นระบบแม่เหล็ก MPP (Magnetic Power Profile) ที่มีการจัดตำแหน่งอย่างแม่นยำ อย่างเร็วก็ไปตันอยู่ที่ระดับ 15W เท่านั้น ในขณะที่การชาร์จผ่านสายนั้นว่ากันที่ระดับ 100W-120W ไปแล้ว
แต่ล่าสุดตอนนี้หลังจากที่ผู้ใช้ต้องถูกจำกัดอยู่กับมาตรฐาน Qi2 มานานเกือบ 3 ปี (Qi2 เปิดตัวช่วงต้นปี 2023) ก็มีกลุ่มผลิตภัณฑ์แท่นชาร์จไร้สายที่เพิ่งเปิดตัวใหม่อย่าง UGREEN MagFlow Qi2 25W มาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ๆ แล้ว ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์กลุ่มแรกของโลกที่ได้รับการรับรองจาก WPC (Wireless Power Consortium) ให้เป็นแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายที่ให้กำลังไฟได้สูงสุด 25W นั่นคือเร็วกว่ามาตรฐานเดิมอย่าง Qi2 ที่ให้กำลังไฟสูงสุดที่ 15W อยู่ถึงกว่า 66-67% และที่มาของคำว่า MagFlow นั้นก็เกิดจากการผสมผสานกันของคำว่า “Magnetic” กับคำว่า “Flow” ซึ่งก็สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของแท่นชาร์จแม่เหล็กในซีรีส์นี้

โดยมาตรฐาน Qi2 25W นี้ก็คือชื่อทางการตลาด ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Qi2 จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Qi2.2 หรือ Qi v2.21 นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะให้กำลังไฟที่มากกว่าแล้ว ก็ยังมีการจัดตำแหน่งของแม่เหล็กที่แม่นยำขึ้น, มีประสิทธิภาพของการจัดการพลังงานที่ดีขึ้น ช่วยลดการสูญเสียพลังงานระหว่างชาร์จ, สามารถจัดการกับความร้อนได้ดีขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้อุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน Qi2 25W หรือ Qi2.2 ก็ยังสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์ในมาตรฐานเดิมอย่าง Qi2 กับ Qi เวอร์ชันแรกได้ด้วย เพียงแต่ความเร็วสูงสุดในการชาร์จก็จะขึ้นอยู่กับที่อุปกรณ์นั้น ๆ รองรับ
ส่วนคำถามที่ว่าแล้วเทคโนโลยี Qi2 25W นั้นต่างจากเทคโนโลยี MagSafe 25W อย่างไร ในเมื่อการพัฒนาระบบแม่เหล็ก MPP ใน Qi2 ก็อิงมาจากเทคโนโลยี MagSafe คำตอบก็คือเทคโนโลยี MagSafe 25W นั้นพัฒนาโดย Apple และรองรับเฉพาะ iPhone เท่านั้น แต่สำหรับ Qi2 25W นั้นเป็นมาตรฐานเปิดที่พัฒนาโดย WPC ซึ่งสามารถรองรับได้ทั้งสมาร์ตโฟน Android, iPhone และอื่น ๆ รวมทั้งสมาร์ตวอทช์, หูฟัง และอุปกรณ์อื่น ๆ ทุกแพลตฟอร์ม นั่นคือซื้อครั้งเดียวสามารถใช้งานได้ครอบคลุมมากกว่า อีกทั้งด้วยการที่เป็นมาตรฐานเปิดจึงมีตัวเลือกของแท่นชาร์จมากกว่า และทำให้มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
โดยหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจมากตั้งแต่มาตรฐาน Qi2 25W เปิดตัวออกมาก็คือแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายในตระกูล UGREEN MagFlow Qi2 25W Series ซึ่งทาง UGREEN ภูมิใจนำเสนออย่างเต็มที่ และส่งมาให้เราทดสอบลองใช้งานถึง 3 รุ่น เรียกว่าครอบคลุมครบทุกสไตล์การใช้งานเลยทีเดียว ประกอบไปด้วย
- UGREEN MagFlow Magnetic Power Bank 10000mAh 25W
- UGREEN MagFlow 2-in-1 Magnetic Wireless Charger 25W
- UGREEN MagFlow 3-in-1 Magnetic Wireless Desktop Charger 25W
ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นอย่างไร มีราคาเท่าไหร่ และจะเหมาะกับผู้ใช้งานแบบไหน ในวันนี้เราจะมาแกะกล่องลองใช้ และนำมาเล่าให้ทุกท่านได้ฟังกันครับ
UGREEN MagFlow Magnetic Power Bank 10000mAh 25W พาวเวอร์แบงก์มาตรฐาน Qi2.2 รุ่นแรกของโลก


รุ่นที่แรกที่อยากแนะนำคือ UGREEN MagFlow Magnetic Power Bank 1000mAh 25W ซึ่งถือเป็นแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายที่ใช้งานได้คล่องตัวที่สุดในซีรีส์นี้ เนื่องจากมันมาในรูปแบบของพาวเวอร์แบงก์ที่พกพาไปไหนมาไหนได้ง่ายด้วยน้ำหนักตัวเพียง 254 กรัม กับขนาดที่กะทัดรัด และที่สำคัญคือมันเป็นพาวเวอร์แบงก์รุ่นแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Qi2.2 (Qi2.2 Certified) ที่สามารถชาร์จไร้สายได้ด้วยกำลังไฟสูงสุดในปัจจุบันถึง 25W เรียกว่าเหมาะสำหรับคนที่ต้องการมีพาวเวอร์แบงค์ชาร์จไร้สายดี ๆ สักตัวเอาไว้ใช้งานแบบจริงจัง


ซึ่งก่อนหน้านี้การที่ผู้ใช้งาน iPhone 16 Series จะชาร์จไร้สายด้วยกำลังไฟ 25W ก็จำเป็นจะต้องใช้แท่นชาร์จ MagSafe Charger 25W ของ Apple เองเท่านั้น แต่ด้วยการอัปเดต iOS 26 และการมาของมาตรฐานเปิดอย่าง Qi2 25W จึงทำให้การชาร์จไร้สายแบบ 25W ไม่ถูกจำกัดเฉพาะกับแท่นชาร์จของ Apple อีกต่อไป รวมทั้งพาวเวอร์แบงก์ตัวนี้ก็ยังรองรับการใช้งานร่วมกับไอโฟนรุ่นล่าสุดอย่าง iPhone 17, Google Pixel 10 Pro XL รวมทั้งสมาร์ตโฟน Android รุ่นใหม่ ๆ ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2026 อีกด้วย

สำหรับความเร็วในการชาร์จ หากเป็น iPhone 16 Pro Max ที่มีแบตเตอรี่ความจุ 4685mAh เมื่อชาร์จแบบไร้สายด้วยกำลังไฟสูงสุด 25W ก็จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 50% ภายในเวลาเพียงแค่ประมาณ 30 นาที ซึ่งปัจจัยสำคัญก็คือการจัดเรียงตำแหน่งของแม่เหล็กที่แม่นยำที่สุด จึงแทบไม่มีการสูญเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ระหว่างการชาร์จ

อีกทั้งแรงยึดเกาะของแม่เหล็กก็มากถึงระดับ 9N (9 นิวตัน) ดังนั้นตัวเครื่องสมาร์ตโฟนจึงสามารถเกาะติดกับแท่นชาร์จได้อย่างมั่นคงไม่หลุดออกมาง่าย ๆ หากไม่ตั้งใจปลดออกมาเองจริง ๆ

ส่วน iPhone ซีรีส์อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ iPhone 12 Series ไปจนถึง iPhone 15 Series รวมทั้งสมาร์ตโฟนค่ายอื่น ๆ ที่รองรับมาตรฐานเดิมอย่าง Qi2 ก็สามารถนำมาชาร์จกับพาวเวอร์แบงก์นี้ กับแท่นชาร์จอีก 2 รุ่นได้เช่นกัน เพียงแต่จะได้กำลังไฟสูงสุดที่ 15W

นอกจากนี้ตัวพาวเวอร์แบงก์ยังรองรับการชาร์จผ่านสาย USB-C บนเทคโนโลยี 30W Two-Way Fast Charging หรือการชาร์จเร็ว 30W แบบ 2 ทิศทาง นั่นคือรองรับกำลังไฟ 30W เท่ากันทั้งการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่น และการชาร์จแบตเตอรี่เข้าตัวพาวเวอร์แบงก์เอง ซึ่งในกรณีหลังนี้จะใช้เวลาชาร์จให้เต็มเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น


ความพิเศษอีกอย่างของสาย USB-C แบบถักที่ติดมากับพาวเวอร์แบงก์นี้ก็คือสามารถใช้เป็นสายคล้องข้อมือสำหรับการพกพาได้ด้วย ซึ่งก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าสายนี้เป็นสายที่มีความแข็งแรงทนทานสูง

ส่วนพอร์ต USB-C ที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้น ก็สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดที่กำลังไฟ 30W เช่นเดียวกัน

ไม่เพียงเท่านั้น พาวเวอร์แบงก์ตัวนี้ยังรองรับการชาร์จได้พร้อมกันได้สูงสุดถึง 3 อุปกรณ์ เช่นการชาร์จ iPhone ไปพร้อม ๆ กับ AirPods และอื่น ๆ ด้วยเทคโนโลยี SmartCharge ที่จะตรวจสอบอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อ และกระจายพลังงานอย่างเหมาะสมโดยอัตโนมัติ ผ่านทางแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สาย, สาย USB-C ในตัว และพอร์ต USB-C แต่ในกรณีนี้ความเร็วของการชาร์จในแต่ละช่องทางก็จะลดลงด้วย โดยจะมีกำลังไฟเหลืออยู่ที่ 5W, 7.5W และ 7.5W ตามลำดับ


จุดเด่นอีกอย่างก็คือเราสามารถตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ได้ทันทีผ่านทางหน้าจอ LED ที่ด้านข้างของพาวเวอร์แบงก์ โดยความจุของแบตเตอรี่ที่ระบุไว้ 10000mAh นั้นจะเป็นแบบ Total Cell Capacity หรือเป็นความจุของเซลล์แบตเตอรี่รวมทั้งหมด แต่ในการใช้งานจริงเราต้องดูที่ค่า Rated Capacity เป็นหลัก ซึ่งเป็นความจุของแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จไปยังอุปกรณ์อื่นได้จริง เนื่องจากพลังงานส่วนหนึ่งต้องสูญเสียไปกับกระบวนการแปลงแรงดันไฟฟ้า ซึ่งข้างกล่องระบุเอาไว้อย่างชัดเจนที่ 5600mAh (5V/3A) ว่ากันง่าย ๆ ก็คือ หากเป็นสมาร์ตโฟนที่มีความจุแบตเตอรี่ที่ 5000mAh ก็จะสามารถชาร์จได้ประมาณ 1.12 รอบ ไม่ใช่ 2 รอบแต่อย่างใด


ส่วนเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยก็ใส่มาให้อย่างครบครันมั่นใจได้ รวมถึง 13 ชั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันแรงดันไฟฟ้าเกิน, ระบบป้องกันกระแสเกิน, ระบบป้องกันอุณหภูมิเกิน และระบบป้องกันการลัดวงจร

โดยเฉพาะการจัดการกับความร้อนนั้น พาวเวอร์แบงค์ตัวนี้ให้ความสำคัญมาก จึงได้ใส่เทคโนโลยี Thermal Guard ที่มาพร้อมเซนเซอร์ NTC (Negative Temperature Coefficient Thermistor) มาให้ด้วย ซึ่งจะคอยตรวจจับความร้อนตลอดเวลาเป็นความถี่มากถึง 200 ครั้งต่อวินาที พร้อมคอยเพิ่ม-ลดระดับของกำลังไฟให้เหมาะสม ไม่ให้เกิดอุณหภูมิที่สูงจนเกินไป เพื่อความปลอดภัย, ความเสถียร และประสิทธิภาพของการชาร์จผ่านแท่นแม่เหล็ก โดยเทคโนโลยี Thermal Guard นี้ก็จะมีอยู่ในแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายอีก 2 รุ่น ที่เรากำลังจะพูดถึงถัดไปด้วยเช่นกัน
UGREEN MagFlow 2-in-1 Magnetic Wireless Charger 25W แท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สาย พับได้ กางได้ ปรับมุมได้ พกพาคล่องตัว


ผลิตภัณฑ์ตัวต่อมาก็คือ UGREEN MagFlow 2-in-1 Magnetic Wireless Charger 25W แท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายแบบตั้งโต๊ะที่มีความคล่องตัวสูง ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 224 กรัม เรียกว่าเบากว่ารุ่นที่เป็นพาวเวอร์แบงก์เสียอีก รวมทั้งสามารถพับเก็บได้ กางออกได้ จึงเหมาะสำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ด้วย


เมื่อพับเก็บก็จะกลายเป็นก้อนทรงลูกบาศก์ขนาดกะทัดรัด ไม่เปลืองพื้นที่เก็บในกระเป๋า จะเอาไปเที่ยวด้วย หรือจะเอาไปใช้ที่ทำงานด้วยก็เหมาะ

ด้านความเร็วในการชาร์จแบบไร้สาย ด้วยกำลังไฟสูงสุดที่ 25W ตามมาตรฐาน Qi2 25W กับการจัดวางตำแหน่งของแม่เหล็กที่แม่นยำ โดยหากเป็นการชาร์จ iPhone 16 Pro Max ก็จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 50% ภายในเวลาประมาณ 30 นาที เช่นเดียวกับรุ่นที่เป็นพาวเวอร์แบงก์

ซึ่งสิ่งที่อยู่เบื้องหลังก็คือแม่เหล็กแรงสูงตามมาตรฐานของ Apple แบบ N48H จำนวน 16 ตัว ที่ช่วยให้มีแรงยึดเกาะของแม่เหล็กในระดับ 7N (7 นิวตัน) จึงช่วยให้ตัวเครื่องสมาร์ตโฟนเกาะติดอยู่กับแท่นชาร์จได้อย่างแน่นหนามั่นคง ไม่หลุดหล่นออกมาได้ง่าย ๆ




สำหรับขาตั้งที่มีมาให้ในตัวนั้นมีความแข็งแรงทนทานสูง ด้วยการผลิตจากโลหะผสมแบบ Zinc Alloy อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบาด้วย นอกจากนี้ตัวแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายยังรองรับการหมุนได้แบบ 360° ในแนวนอน และ 70° ในแนวตั้ง

ดังนั้นนอกจากจะเอามาใช้ชาร์จแบตเตอรี่ได้แล้ว ก็ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานอย่างอื่นได้ด้วย เช่นใช้งานเป็นขาตั้งสำหรับการรับชมคอนเทนต์บนสมาร์ตโฟน ทั้งดูหนัง, เล่นโซเชียล, เปิดเว็บไซต์ และอื่น ๆ

รวมทั้งขณะที่เครื่อง iPhone วางชาร์จอยู่ในแนวนอน ก็สามารถใช้งานโหมดสแตนบายด์ (Standby Mode) เพื่อแสดงนาฬิกา, ปฏิทิน, วิดเจ็ต, สถานะการทำงาน และข้อมูลอื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ประโยชน์อีกด้านที่โดดเด่นมากของระบบแม่เหล็กนี้ก็คือการยึดติดกับอุปกรณ์เสริม MagSafe ในรูปแบบต่าง ๆ ได้มากมาย ซึ่งผลิตกันมาตั้งแต่ iPhone 12 เรียกว่ามีให้เลือกใช้กันนับไม่ถ้วน

และหลายคนอาจมีคำถามว่าหากเราวางสมาร์ตโฟนไว้บนขาตั้งสูง ๆ แบบนี้แล้วเครื่องจะมีโอกาสพลิกล้มลงมาได้หรือไม่ เพราะจากภาพที่เห็นส่วนฐานก็ไม่ได้กว้างเป็นพิเศษ แต่เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะว่าส่วนฐานนี้มีการถ่วงน้ำหนักเอาไว้ด้วย เพื่อให้มีความบาลานซ์กับน้ำหนักตัวเครื่องสมาร์ตโฟน ซึ่งเท่าที่ทดสอบก็ถือว่ามีความมั่นคงไว้ใจได้

นอกจากนี้ด้วยวัสดุที่ทนทานต่อความร้อน จึงช่วยให้เกิดความปลอดภัย และเสถียรภาพของการใช้งานในระยะยาว


และสำหรับใครที่มีหูฟังตั้งแต่ AirPods 2 ขึ้นไป ก็สามารถนำมาชาร์จไปพร้อม ๆ กันกับการชาร์จสมาร์ตโฟนได้ ด้วยเทคโนโลยี Dual-Device Wireless Charging ซึ่งสามารถจ่ายไฟจากแท่นชาร์จหลักแบบแม่เหล็กที่ด้านบนได้สูงสุดที่กำลังไฟ 25W ไปพร้อมกับการจ่ายไฟจากแท่นชาร์จรองที่ส่วนฐานที่กำลังไฟสูงสุด 5W ได้

ไม่เพียงเท่านี้ก็ยังมีทางเลือกที่ 3 คือพอร์ต USB-C ซึ่งสามารถจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 5W สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ให้อุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติม เช่นเราจะเอาแท่นชาร์จของนาฬิกา Apple Watch มาเชื่อมต่อก็ได้
UGREEN MagFlow 3-in-1 Magnetic Wireless Desktop Charger 25W แท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายตัวจบ ชาร์จพร้อมกันได้ 3 อุปกรณ์


สำหรับแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายรุ่นสุดท้ายนี้ขอเรียกว่าเป็นรุ่นใหญ่ตัวจบประจำซีรีส์ นั่นคือ UGREEN MagFlow 3-in-1 Magnetic Wireless Desktop Charger 25W ที่แม้ว่าจะไม่ได้พกพาสะดวกคล่องตัวเหมือนกับ 2 รุ่นแรก ด้วยน้ำหนักตัวค่อนข้างมากที่ 350 กรัม กับขนาดตัวที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ก็มีข้อได้เปรียบคือมีฟีเจอร์ กับเทคโนโลยีที่ครบเครื่องจัดเต็มที่สุด


ลักษณะการใช้งานนั้นเหมาะกับการวางไว้บนโต๊ะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือที่ทำงาน ซึ่งไม่ต้องย้ายไปย้ายไปมาบ่อย ๆ

เรื่องความเร็วในการชาร์จแบบไร้สายนั้นแน่นอนว่าด้วยการรองรับมาตรฐาน Qi2 25W เหมือนกับแท่นชาร์จ 2 รุ่นแรก กำลังไฟ และระยะเวลาในการชาร์จของแท่นชาร์จไร้สายแม่เหล็กนั้นก็จะเท่ากัน นั่นคือสามารถจ่ายไฟด้วยกำลังไฟสูงสุดที่ 25W




แต่สิ่งที่แตกต่างชัดเจนก็คือตัวนี้จะมีแท่นชาร์จไร้สายถึง 3 แท่นในเครื่องเดียว นั่นคือแท่นชาร์จหลักที่เป็นแบบแม่เหล็กไร้สายกำลังไฟ 25W สำหรับสมาร์ตโฟน, แท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 5W สำหรับหูฟัง AirPods ซึ่งอยู่ถัดมาทางด้านขวา และแท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 5W สำหรับนาฬิกา Apple Watch ซึ่งสามารถสไลด์ออกมาได้จากด้านหลัง นั่นคือแต่เดิมบนโต๊ะจะต้องมีที่ชาร์จวางไว้แยกกัน 3 อย่าง แต่เมื่อถูกรวมเข้าด้วยกันแบบ 3-in-1 แบบนี้ ก็จะช่วยให้เราประหยัดพื้นที่บนโต๊ะได้มากขึ้น และดูดีสะอาดตามากขึ้น

สำหรับขาตั้งของแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายที่มีมาให้ในตัวนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกับรุ่น 2-in-1 ข้างต้น นั่นคือรองรับการหมุนได้แบบ 360° ในแนวนอน และ 70° ในแนวตั้ง จึงสามารถนำมาประยุกต์ประโยชน์อย่างอื่นขณะวางชาร์จไว้ได้ด้วย เช่นการใช้งานด้านความบันเทิง, การทำงาน และอื่น ๆ

และอีกอย่างที่เหมือนกับรุ่น 2-in-1 ก็คือตัวเครื่องสมาร์ตโฟนสามารถเกาะติดอยู่กับแท่นชาร์จได้อย่างแน่นหนามั่นคง ไม่หลุดหล่นออกมาได้ง่าย ๆ ด้วยระบบแม่เหล็กแรงสูงตามมาตรฐานของ Apple แบบ N48H จำนวน 16 ตัว ที่ช่วยให้มีแรงยึดเกาะของแม่เหล็กในระดับ 7N (7 นิวตัน) รวมทั้งมีความปลอดภัยสูง และมีเสถียรภาพระหว่างเกิดกระบวนการชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยวัสดุที่ทนทานต่อความร้อน



นอกจากนี้ยังใส่เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมมาให้อีกถึง 8 ชั้น (8-Layer Safety Protection) ด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU) และชิปประมวลผลการชาร์จ ซึ่งสามารถป้องกันได้ทั้งการชาร์จเกิน, อุณหภูมิที่สูงเกิน, กระแสเกิน, กำลังไฟเกิน, แรงดันไฟฟ้าเกิน, การลัดวงจร, การเกิดไฟฟ้าสถิต และสามารถตรวจจับวัตถุแปลกปลอมได้



รวมทั้งภายในกล่องจะมีอะแดปเตอร์กำลังไฟ 45W กับสาย USB-C to USB-C แถมมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเพิ่มเติมภายหลังด้วย
ราคา และช่องทางการจัดจำหน่าย

สำหรับแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายทั้ง 3 รุ่นข้างต้น จะมีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยที่แตกต่างกันไปดังนี้
- UGREEN MagFlow Magnetic Power Bank 10000mAh 25W ราคา 1,790 บาท
- UGREEN MagFlow 2-in-1 Magnetic Wireless Charger 25W ราคา 1,490 บาท
- UGREEN MagFlow 3-in-1 Magnetic Wireless Desktop Charger 25W ราคา 4,990 บาท
ท่านใดสนใจจับจองเป็นเจ้าของก็สามารถสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ที่ Amazon, TikTok, Lazada, Shopee, UGREEN.com และร้าน Best Buy
สรุปประสบการณ์หลังใช้งาน UGREEN MagFlow Qi2 25W Series

หลังจากที่มีโอกาสได้ทดสอบใช้งานแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายในตระกูล UGREEN MagFlow Qi2 25W Series ทั้ง 3 รุ่นข้างต้นก็พอจะสรุปได้ว่านี่คือผลิตภัณฑ์กลุ่มแรก ๆ ของโลกที่เข้ามาบุกเบิกเทคโนโลยีแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายยุคใหม่ที่มาพร้อมพลังชาร์จระดับ 25W บนมาตรฐาน Qi2 25W ด้วยคุณภาพที่ดีเยี่ยม มีการออกแบบที่สวยงามพรีเมียม วัสดุแข็งแรงทนทาน ใช้งานได้สะดวกคล่องตัว รองรับการชาร์จหลายรูปแบบหลายอุปกรณ์ มีประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัยไว้ใจได้ มีตัวเลือกที่ออกแบบมาให้รองรับทุกสไตล์การใช้งาน และมีราคาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดีในชั่วโมงนี้สมาร์ตโฟนที่รองรับมาตรฐาน Qi2 25W นี้อย่างเต็มรูปแบบที่กำลังไฟสูงสุด 25W ก็ยังมีเฉพาะ iPhone 16 Series, iPhone 17 Series และ Google Pixel 10 Pro XL ส่วนสมาร์ตโฟนรุ่นก่อนหน้านี้ที่รองรับมาตรฐานเดิมอย่าง MagSafe กับ Qi2 ก็สามารถนำมาใช้งานกับแท่นชาร์จเหล่านี้ได้เช่นกัน เพียงแต่จะได้กำลังไฟสูงสุดที่ 15W ตามเพดานเดิมนั่นเอง (เช่น iPhone 12 Series-iPhone 15 Series)

ซึ่งหากเรามองในภาพรวมขณะนี้ก็ต้องยอมรับว่ารุ่นสมาร์ตโฟนที่รองรับแท่นชาร์จแม่เหล็กไร้สายตั้งแต่มาตรฐาน Qi2 มาจนถึง Qi2 25W ตอนนี้แทบทั้งหมดก็จะเป็น iPhone ตั้งแต่ iPhone 12 Series มาจนถึง iPhone 17 Series หรือสมาร์ตโฟนบางรุ่นหากจะใช้งานก็ต้องอาศัยเคสเสริมที่รองรับมาตรฐาน Qi2 แทน ด้วยข้อจำกัดเรื่องสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีแม่เหล็ก, ต้นทุนการผลิต และอีกหลายปัจจัย ทำให้ที่ผ่านมา ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ยังคงต้องพิจารณากันอยู่
แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เหมือนกับเป็น “การซื้ออนาคต” เพราะในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ คาดว่าจะมีสมาร์ตโฟนอีกหลายรุ่นที่ถูกพัฒนาให้รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ไร้สายบนมาตรฐาน Qi2 25W เช่น Samsung Galaxy S26 Ultra ที่กำลังจะเปิดตัวในต้นปี 2026 นี้ก็คาดว่าจะรองรับด้วยเช่นกัน เรียกว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวก็ว่าได้ครับ
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชม หากมีผลิตภัณฑ์ดี ๆ แบบนี้เราก็จะนำมารีวิวให้ชมกันอีกอย่างแน่นอน แล้วพบกันได้ใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ
วันที่ : 31/12/2568

