หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 24/9/2564

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy Z Fold3 5G | Z Flip3 5G vs iPhone 13 Pro | iPhone 13 Pro Max ต่างกันอย่างไร ? มาดูกัน !

 

หากพูดถึงไลน์ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมของ Samsung ก็คงหนีไม่พ้น Galaxy Z Series สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับนวัตกรรมจอพับได้ และสเปกไฮเอนด์ระดับเรือธง ซึ่ง Galaxy Z Series รุ่นใหม่ที่เพิ่งมีการวางจำหน่ายในประเทศไทยมีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ Galaxy Z Fold3 5G และ Galaxy Z Flip3 5G ในราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นที่ 57,900 บาท และ 34,900 บาทตามลำดับ

เชื่อว่าหลายคนอาจจะสงสัยว่า Galaxy Z Fold3 5G และ Galaxy Z Flip3 5G มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันกับ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max สมาร์ทโฟนตัวท็อปรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปให้เห็นเมื่อกลางกันยายนนี้ และมีราคาวางจำหน่ายที่อยู่ในระดับเดียวกันเริ่มต้นที่ 38,900 บาท วันนี้ทางทีมงานได้ทำบทความเปรียบเทียบสเปกของสมาร์ทโฟนตัวท็อปจากทั้งสองค่าย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แก่ทุกท่าน หากพร้อมแล้วไปรับชมกันได้เลยครับ

 

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติในเบื้องต้น

(กดเพื่อดูขนาดเต็ม)

 

 

ดีไซน์

ในแง่ของการดีไซน์ Apple ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นชัดเจนมากนัก เพราะ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังคงใช้ดีไซน์ที่ถอดแบบมาจาก iPhone 11 Pro และ iPhone 12 Pro ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบไร้ขอบที่มีรอยบากด้านบนสำหรับติดตั้งชุดกล้องหน้าเซลฟี่ พร้อมเฟรมแบบอะลูมิเนียม และฝาหลังแบบกระจกด้าน แต่ Apple ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ในเรื่องของชุดสแกนใบหน้า หรือ Face ID ให้มีขนาดเล็กลง ส่งผลให้รอยบากบนหน้าจอเล็กลงตามไปด้วย 

 

ในส่วนของ Samsung มีการเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงในเรื่องของดีไซน์หน้าจอแบบพับได้ให้ตอบโจทย์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงบานพับที่มีความแข็งแกร่งกว่าเดิม โดยในรุ่น Galaxy Z Fold3 5G มาพร้อมกับหน้าจอพับได้แบบไร้ขอบไร้รอยบาก ที่มีการใช้เทคโนโลยีฝังกล้องหน้าเอาไว้ด้านใต้ของหน้าจอ ทำให้ใช้พื้นที่ของหน้าจอแสดงผลได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น

 

ส่วนทางด้าน Galaxy Z Flip3 5G แม้จะยังคงใช้ดีไซน์ฝาพับเหมือนกับรุ่นก่อน แต่มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ของหน้าจอแสดงผลด้านหลังให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับแสดงการแจ้งเตือนต่าง ๆ รวมทั้งยังสามารถใช้หน้าจอด้านนอกเพื่อดูท่าทางของตนเองขณะถ่ายภาพเซลฟี่จากกล้องหลังได้อีกด้วย 

ในส่วนของบานพับ Galaxy Z Fold3 และ Galaxy Z Flip3 มาพร้อมกับเฟรม และบานพับที่ทำจาก Armor Aluminum พร้อมฟิล์มหน้าจอที่ทำจากวัสดุที่ทนทานกว่าเดิมถึง 80% ซึ่งจากการทดสอบของ Samsung เปิดเผยว่า สามารถพับ และกางได้มากถึง 200,000 ครั้ง หรือหากพับ และกางวันละ 100 ครั้ง ก็จะสามารถใช้งานได้นานถึง 5 ปี

 

หน้าจอแสดงผล

หน้าจอแสดงผลของสมาร์ทโฟนตัวท็อปจากทั้งสองค่ายแม้ว่าจะมาพร้อมค่า Refresh Rate สูงสุดระดับ 120Hz เพื่อช่วยให้แสดงผลได้อย่างลื่นไหล แต่ในด้านดีไซน์ถือว่าแตกต่างกันพอสมควรเนื่องจาก Galaxy Z Series มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบจอพับได้ โดยในรุ่น Galaxy Z Fold3 5G มาพร้อมกับดีไซน์จอพับเข้าหากันเหมือนกับสมุด ดีไซน์ของตัวเครื่องจะมีหน้าจอทั้งหมด 2 ส่วน ได้แก่ หน้าจอแสดงผลหลักขนาดใหญ่ถึง 7.6 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลด้านนอกที่มีขนาด 6.2 นิ้ว ซึ่งจะถูกใช้เมื่อพับตัวเครื่องเข้าหากัน  ส่วนทางด้าน Galaxy Z Flip3 5G ใช้ดีไซน์หน้าจอแบบฝาพับคล้ายกับตลับแป้ง มีหน้าจอทั้งหมด 2 ส่วนเช่นกัน ได้แก่ หน้าจอแสดงผลหลักขนาด 6.7 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลด้านนอกขนาด 1.9 นิ้ว

 

เนื่องจากเป็นดีไซน์หน้าจอขนาดใหญ่ที่สามารถพับได้ทำให้ Galaxy Z Series มีรูปแบบการใช้งานตัวเครื่องที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่น ๆ  โดยในรุ่น Galaxy Z Fold3 5G สามารถกางหน้าจอออกเป็นแท็ปเล็ต เพื่อรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มตา และสามารถใช้ปากกา S Pen ในการจดบันทึก หรือวาดภาพได้อย่างถนัดมือ รวมทั้งยังมีพื้นที่หน้าจอใหญ่เพียงพอสำหรับเปิดใช้งานแอปพลิเคชันได้พร้อมกันถึง 3 แอป หรือจะพับหน้าจอครึ่งหนึ่งเพื่อวางตั้งกับโต๊ะเพื่อใช้สำหรับวิดีโอคอล เป็นต้น 

 

ทางด้าน Galaxy Z Flip3 5G มาพร้อมกับดีไซน์แบบฝาพับแบบ Clamshell เมื่อพับแล้วตัวเครื่องจะมีขนาดเล็กลงกว่าครึ่ง สามารถพกพาใส่กระเป๋าได้ง่าย ส่วนหน้าจอแสดงผลด้านนอก สามารถดูการแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องกางจอออก ขณะที่หน้าจอแสดงผลหลักสามารถพับจอครึ่งหนึ่งเพื่อใช้วางมือถือกับพื้นโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่ หรือถ่ายวิดีโอเป็นอย่างมาก

 

ขณะที่ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max แม้ว่าจะยังคงใช้ดีไซน์หน้าจอแบบปกติ แต่ก็มาพร้อมกับเทคโนโลยีการแสดงผลระดับท็อปเช่นเดียวกัน ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Super Retina XDR ขนาด 6.1 นิ้วสำหรับรุ่น iPhone 13 Pro และ 6.7 นิ้ว สำหรับรุ่น iPhone 13 Pro Max  พร้อมครอบทับด้วย Ceramic Shield ที่ Apple ระบุว่ามีความแข็งแกร่งกว่ากระจกหน้าจอบนสมาร์ทโฟนทั่ว ๆ ไป 

 

สำหรับหน้าจอของ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับเทคโนโลยี ProMotion ที่สามารถปรับค่า Refresh Rate ของหน้าจอได้ตั้งแต่ระดับ 10-120Hz เพื่อปรับการแสดงผลให้ลื่นไหลเหมาะสมกับคอนเทนต์ที่กำลังรับชมอยู่ พร้อมเทคโนโลยี HDR สามารถแสดงรายละเอียดต่าง ๆ ในส่วนที่มืด และสว่างได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับพื้นที่แสดงผลที่มากขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากทาง Apple ได้มีการลดขนาดของรอยบากให้เล็กง พร้อมความสว่างของหน้าจอสูงสุดระดับ 1,200 nits เพื่อตอบโจทย์การใช้งานกลางแจ้งได้ดียิ่งขึ้น

 

กล้องถ่ายภาพ

Galaxy Z Fold3 5G มาพร้อมกับกล้องถ่ายภาพด้านหลังจำนวน 3 ตัว ความละเอียด 12 + 12 + 12 ล้านพิกเซล แบ่งออกเป็น กล้อง Wide-angle, Ultra Wide และ Telephoto พร้อมกล้องหน้าจำนวน 2 ตัว ได้แก่ กล้องหน้าที่หน้าจอหลักแบบซ่อนใต้หน้าจอ ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าที่หน้าจอด้านนอก ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ขณะที่ Galaxy Z Flip3 5G มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ความละเอียด 12+12 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล

 

สำหรับฟีเจอร์การถ่ายภาพที่น่าสนใจของ Galaxy Z Fold3 5G และ Galaxy Z Flip3 5G คือ Hand-Free และ Hand-Free Selfie ซึ่งผู้ใช้สามารถพับสมาร์ทโฟนครึ่งนึง และนำไปตั้งบนพื้นผิวต่าง ๆ เพื่อถ่ายภาพโดยที่ไม่ต้องถือ ตอบโจทย์การใช้งานวิดีโอคอล หรือการถ่ายภาพเซลฟี่กลุ่มเป็นอย่างดี รวมถึงฟีเจอร์ Dual-Preview ที่ช่วยพรีวิวภาพผ่านจอแสดงผลด้านนอก เพื่อให้ผู้ถูกถ่ายสามารถมองเห็นตัวเอง และจัดท่าทางการโพสได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีฟีเจอร์ Rear Cam Selfie และ Quick Shot เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพด้วยกล้องหลังได้อย่างง่ายดายโดยใช้ประโยชน์จากด้านนอกนั่นเอง

 

ในส่วนของ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับกล้องถ่ายภาพด้านหลังจำนวน 3 ตัว แบ่งออกเป็น กล้อง Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, กล้อง Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และกล้อง Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซึ่งจะทำงานร่วมกับกล้อง LiDAR Scanner สำหรับตรวจจับข้อมูลระยะชัดตื้นได้อย่างแม่นยำ 

 

สำหรับฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพที่น่าสนใจของ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max คือ Sensor-shift image stabilization หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ใช้การขยับตัวของเซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่คล้ายกับกล้องถ่ายภาพระดับโปรนั่นเอง รวมทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอ Cinematic Mode ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถ่ายวิดีโอที่มีมิติชัดตื้น สามารถสลับจุดโฟกัสขณะถ่ายวิดีโอได้อย่างอิสระ และยังสามารถเลือกจุดโฟกัสในภายหลังได้อีกด้วย

นอกจากนี้ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังเป็นไอโฟนรุ่นแรกที่รองรับการถ่ายวิดีโอในฟอร์แม็ต ProRes ความละเอียดระดับ 4K ซึ่งเหมาะแก่การนำไฟล์วิดีโอไปเกรดสี หรือปรับแต่งต่อในแอปพลิเคชันอื่น ๆ เป็นอย่างดี

 

ประสิทธิภาพการทำงาน

ในส่วนของสเปก Galaxy Z Fold3 5G และ Galaxy Z Flip3 5G ให้ชิปเซ็ตมาในระดับท็อปเหมือนกันทั้งคู่ด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 888 5G ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 5 นาโนเมตร โครงสร้าง CPU แบบ 8 แกนประมวลผล พร้อมหน่วยความจำ RAM ขนาด 12GB ผสานหน่วยความจำภายในความจุสูงสุด 512GB ในรุ่น Galaxy Z Fold3 5G และหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB ผสานหน่วยความจำภายในความจุสูงสุด 256GB ในรุ่น Galaxy Z Flip3 5G

ขณะที่ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับชิปเซ็ตระดับ 5 นาโนเมตรเช่นเดียวกันกับรุ่น Apple A15 Bionic โครงสร้าง CPU แบบ 6 แกนประมวลผล พร้อม RAM ขนาด 6GB และหน่วยความจำภายในความจุสูงสุดถึง 1TB

 

แบตเตอรี่

ในส่วนของแบตเตอรี่ Galaxy Z Series อาจดูได้เปรียบกว่าเล็กน้อยด้วยปริมาณแบตเตอรี่ที่มากกว่า โดยในรุ่น Galaxy Z Fold3 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 4400mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็ว 25W และชาร์จไร้สาย 10W ขณะที่ Galaxy Z Flip3 5G มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3300mAh ที่รองรับระบบชาร์จเร็ว 15W และชาร์จไร้สาย 10W โดยทั้งสองรุ่นจะรองรับฟีเจอร์ชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นเช่น หูฟัง หรือนาฬิกา โดยที่ไม่จำเป็นพกสายชาร์จแบตเตอรี่หลายเส้น

ทางด้าน iPhone 13 Pro มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3125mAh ส่วน iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 4373mAh โดยทั้งสองรุ่นจะรองรับระบบชาร์จเร็ว 20W และชาร์จไร้สายผ่าน MagSafe ระดับ 15W แต่จะไม่รองรับการชาร์จไร้สายให้อุปกรณ์อื่นเหมือนกับ Galaxy Z Fold3 5G และ Galaxy Z Flip 3 5G

ในด้านระยะเวลาการใช้งาน ทาง Samsung ระบุว่า Galaxy Z Fold3 5G สามารถรับชมวิดีโอได้ต่อเนื่องนานสูงสุดประมาณ 18 ชั่วโมง และเล่นเสียงได้สูงสุด 63 ชั่วโมง ส่วนทางด้านรุ่น Galaxy Z Flip3 5G สามารถเล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 16 ชั่วโมง และเล่นเสียงได้นานสูงสุด 51 ชั่วโมง

ขณะที่ Apple ระบุว่า iPhone 13 Pro สารถเล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 28 ชั่วโมง และเล่นเสียงได้สูงสุด 95 ชั่วโมง ส่วน iPhone 13 Pro Max เล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมง และเล่นเสียงได้สูงสุด 75 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่แสดงเป็นการระบุจากผู้ผลิตโดยอ้างอิงจากการทดสอบภายใน ซึ่งต้องรอผลทดสอบด้านการใช้งานจริงอีกครั้ง

 

การใช้งาน

ในด้านการใช้งานจริง Samsung Galaxy Z Fold3 5G ดูจะได้เปรียบกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเรื่องของหน้าจอแสดงผลขนาด 7.6 นิ้ว ซึ่งใหญ่เทียบเท่ากับแท็ปเล็ตไซส์เล็กในยุคปัจจุบัน ทำให้การรับชมคอนเทนต์ และการใช้งานด้านอื่น ๆ เป็นไปอย่างเต็มตาเต็มอารมณ์มากกว่า นอกจากนี้ Galaxy Z Fold3 5G ยังได้เปรียบกว่าในเรื่องของการรองรับใช้งานร่วมกับปากกา S Pen เวอร์ชันใหม่อย่าง S Pen Fold Edition และ S Pen Pro ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับหน้าจอพับได้โดยเฉพาะ และมีความหน่วงต่ำ รวมทั้งยังเขียนลื่นขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับ Galaxy S21 Ultra ทำให้การจดเลคเชอร์, บันทึกการประชุม หรือการวาดภาพที่จำเป็นต้องใช้ความแม่นยำสูง เป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ Galaxy Z Fold3 5G ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การทำงานที่พร้อมตอบโจทย์การทำงานทุกสถานที่ ด้วยฟีเจอร์ Samsung DeX ที่สามารถเปลี่ยนมือถือให้กลายเป็น PC ขนาดย่อม สามารถเปิดโปรแกรมหลาย ๆ อย่างได้พร้อมกัน และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Mouse หรือ Keyboard ได้ รวมทั้ง Samsung ยังมีการร่วมมือกับ Microsoft อย่างใกล้ชิดทำให้เกิดฟีเจอร์ Exclusive อย่าง Link to windows ที่ต่อมือถือเข้ากับ PC ได้แบบไร้สาย และสามารถดู หรือตอบกลับการแจ้งเตือนบนมือถือจาก PC ได้ทันที แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจาก Galaxy Z Fold3 5G เป็นมือถือจอพับที่มีขนาดหน้าจอค่อนข้างใหญ่ ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความหนา และมีน้ำหนักมากกว่ารุ่นอื่น ๆ จึงทำให้การพกพา หรือการถือใช้งานด้วยมือเดียวเมื่อกางหน้าจอออก อาจจะไม่สะดวกมากนักสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม

 

ทางด้าน Galaxy Z Flip3 5G ดูจะได้เปรียบกว่าในเรื่องของการพกพา และการใช้งานด้านกล้องถ่ายภาพ ด้วยดีไซน์ตัวเครื่องแบบฝาพับที่เมื่อพับแล้วจะมีขนาดเล็กลงกว่าครึ่ง สามารถพกใส่กระเป๋ากางเกงได้แบบสบาย ๆ นอกจากนี้ ด้วยดีไซน์หน้าจอพับได้แบบฝาพับ ทำให้เหมาะแก่การพับโทรศัพท์ครึ่งนึง และนำไปใช้ถ่ายภาพ หรือคลิปวิดีโอของตนเองมากกว่า Galaxy Z Fold3 5G เพราะคลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์มที่นิยมใช้กันในปัจจุบันอย่าง TikTok หรือ Instagram เป็นคลิปแบบแนวตั้งนั่นเอง

 

ทางด้าน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max แม้ว่าจะไม่ได้มาพร้อมกับหน้าจอแบบพับได้ แต่ก็มีจุดเด่นในเรื่องของการใช้งานที่อาจดูสะดวกกว่าในบางสถานการณ์ เพราะผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องพับเข้า หรือกางหน้าจอออกบ่อย ๆ สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อหยิบออกมาจากกระเป๋า รวมทั้งยังมีจุดเด่นด้านการทำงานร่วมกับระบบ Ecosystem ของตนเองได้แบบไร้รอยต่อ แต่จุดที่ต้องพิจารณาก็คือ น้ำหนักตัวเครื่อง ที่ iPhone 13 Pro มีน้ำหนักมากกว่า Galaxy Z Flip3 5G ส่วนในรุ่น iPhone 13 Pro Max ก็มีน้ำหนักที่เกือบเท่ากับ Galaxy Z Fold3 5G ที่มีกลไกหน้าจอแบบพับได้ และมีหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่กว่า

 

รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง ?

จะเห็นได้ว่าทั้ง Samsung Galaxy Z Fold3 5G, Z Flip3 5G รวมถึง iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ต่างก็มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานที่แตกต่างกันออกไป โดยหากท่านต้องการสมาร์ทโฟนที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ทั้งในรูปแบบแท็ปเล็ต และสมาร์ทโฟนในเครื่องเดียว พร้อมคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การทำงาน เช่น การจดบันทึก การวาดภาพ รวมถึงการดูหนังเล่นเกมแบบเต็มตาเต็มอารมณ์ Galaxy Z Fold3 5G ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า

ส่วนใครที่ต้องการมือถือที่พกพาง่าย มีดีไซน์ที่แปลกใหม่ พร้อมฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การถ่ายภาพ และการทำคอนเทนต์ เช่น การถ่ายภาพ หรือวิดีโอ เพื่อนำไปแชร์ต่อในโชเชียลมีเดีย Galaxy Z Flip3 5G ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยตัวดีไซน์ตัวเครื่องที่พับแล้วมีขนาดเล็กลงกว่าครึ่ง รวมทั้งยังสามารถพับตัวเครื่องครึ่งหนึ่งเพื่อใช้แทนขาตั้งกล้องได้อีกด้วย

ด้าน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ก็ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการมือถือเรือธงสเปกครบเครื่อง หรือผู้ที่อยู่ในระบบ Ecosystem ของ Apple อยู่แล้ว รวมถึงผู้ที่ต้องการอัปเกรดจาก iPhone รุ่นเก่ามาเป็น iPhone รุ่นใหม่ และผู้ที่ต้องการทดลองใช้งานระบบปฏิบัติการ iOS เป็นครั้งแรก

 

วันวางจำหน่าย

สำหรับ Galaxy Z Fold3 5G และ Z Flip3 5G เริ่มวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ Samsung Experience Store และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมโปรโมชันส่วนลดซื้ออุปกรณ์เสริมมูลค่าสูงสุด 2,790 บาท และโปรนำเครื่องเก่ามาแลกเป็นเครื่องใหม่แม้สภาพไม่สมบูรณ์ รับส่วนลดเพิ่ม 2,000 บาท รวมทั้งยังมีโปรโมชันร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทย ที่มอบส่วนลดค่าเครื่องพิเศษ และสิทธิพิเศษต่าง ๆ แต่ที่ละค่ายมอบให้

ขณะที่ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังอยู่ในช่วงเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า โดยเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ และยังไม่มีการประกาศโปรโมชันจากผู้ให้บริการเครือข่ายรายต่าง ๆ ให้ทราบ

อย่างไรก็ดี การเปรียบเทียบสมาร์ทโฟนด้านต้นก็เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แก่ทุกท่านเท่านั้น โดยสมาร์ทโฟนรุ่นไหนจะดีกว่ากันนั้นคงไม่สามารถตัดสินได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคล และไลฟ์สไตล์การใช้งานด้วย หากสมาร์ทโฟนรุ่นไหนทดลองใช้งานแล้วถูกใจ ก็ถือว่าน่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 24/9/2564