หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 11/2/2562

วงในเผย Apple เริ่มพัฒนาชิปโมเด็มเป็นของตัวเองแล้ว คาดเตรียมเลิกใช้ชิปจาก Intel ใน iPhone รุ่นอนาคต

 

Apple ไม่ได้พัฒนาแค่ iPhone รุ่นใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะทางบริษัทยังมีการพัฒนาชิปเซ็ตสำหรับสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองในชื่อ Apple A-Series โดยชิปรุ่นแรกที่ Apple พัฒนา และถูกนำมาใช้งานกับ iPhone นั่นก็คือ Apple A4 บน iPhone 4 นั่นเอง และในระยะหลังมานี้ Apple ก็เริ่มมีการพัฒนา GPU บนสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองด้วย โดยถูกนำมาใช้ครั้งแรกบน Apple A11 Bionic แทนที่ GPU จาก PowerVR ที่ใช้มาอย่างยาวนาน และล่าสุดดูเหมือนว่า Apple อาจกำลังจะเข้าสู่หนทางการพัฒนาชิปแบบอื่นของ iPhone เป็นของตัวเองด้วย


Johny Srouji

Reuters สำนักข่าวจากต่างประเทศ ได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่โดยอ้างอิงข้อมูลมาจากแหล่งข่าว 2 รายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการของ Apple ระบุว่า ขณะนี้ทางบริษัทได้เริ่มกระบวนการผลิตชิปโมเด็มเป็นของตนเองแล้ว โปรเจ็กต์ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นำทีมโดย Johny Srouji รองประธานฝ่ายเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ของ Apple ที่เคยเป็นหัวหอกของทีมพัฒนาชิป Apple A-Series บน iPhone และ iPad รวมถึงชิป Bluetooth แบบพิเศษที่ช่วยให้ AirPods สามารถต่อกับผลิตภัณฑ์ของ Apple ได้อย่างง่ายดาย

 

iPhone XS, XS Max และ XR เปลี่ยนมาใช้ชิปโมเด็มจาก Intel แล้ว จากแต่ก่อนที่จะเลือกใช้ชิป Qualcomm และ Intel ตามโมเดลที่วางขายในแต่ละประเทศ 

การพัฒนาชิปครั้งนี้ตามรายงานเปิดเผยว่า อาจต้องใช้เวลาในการพัฒนาหลายปีกว่าจะถูกนำไปใช้บนผลิตภัณฑ์จริงเพราะ Apple ต้องการพัฒนาให้ออกมาดีที่สุด แต่หากสามารถพัฒนาได้สำเร็จ ก็มีความเป็นไปได้ว่าชิปโมเด็มที่กำลังพัฒนาอยู่นี้จะถูกนำไปใช้กับ iPhone, iPad และ Apple Watch รุ่นใหม่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ชิปโมเด็มจากผู้ผลิตรายอื่นอย่าง Intel เหมือนกับในปัจจุบัน

 

Samsung Galaxy S10 และ Huawei P30 มีรายงานว่า จะเปิดตัวรุ่นพิเศษที่รองรับ 5G ให้เห็นภายในปีนี้

สาเหตุที่ทำให้ Apple หันมาพัฒนาชิปโมเด็มเป็นของตนเองนั้น ตามรายงานระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน รวมถึงผู้ให้บริการด้านเครือข่าย ที่เตรียมปล่อยอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ 5G ในเร็วๆ นี้ อีกทั้ง แบรนด์คู่แข่งอย่าง Samsung และ Huawei ก็พัฒนาชิป 5G ของตนเองได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าการพัฒนาชิปโมเด็มครั้งนี้ทาง Apple อาจต้องทุ่มเม็ดเงินเป็นจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าจะช่วยให้ Apple ประหยัดค่าใช้จ่ายในท้ายที่สุด ตามรายงานให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ชิปโมเด็มที่ใช้บนผลิตภัณฑ์ Apple นั้น มีต้นทุนอยู่ที่ราว 15-20 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 470 - 630 บาท) ซึ่งแม้ว่าอาจดูเป็นราคาที่ไม่แพงมาก แต่ลองคิดภาพตามว่า หาก Apple ต้องการผลิต iPhone เป็นจำนวน 200 ล้านเครื่องในแต่ละปี ก็ต้องจ่ายค่าชิปโมเด็มเป็นเม็ดเงินราว 3-4 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ซึ่งการพัฒนาขึ้นมาเองนั้นประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า

 

Apple ปูทางระบบ AR มาตั้งแต่ iOS 11 และในงานเปิดตัว iPhone XS เมื่อปีที่ผ่านมา ก็มีการโชว์ประสิทธิภาพของ AR ในวงการกีฬา อย่างเช่น นับสถติการชู๊ตบาสเก็ตบอลว่าชู๊ตเข้า หรือพลาดจุดใดบ้าง

นอกเหนือจากเรื่องการประหยัดค่าใช้จ่ายในอนาคตแล้ว การพัฒนาชิปโมเด็มขึ้นมาเองยังช่วยให้ Apple สามารถดีไซน์ชิปโมเด็มให้เข้ากับชิปอื่นๆ ที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งชิปโมเด็ม รวมถึงการควบคุมการใช้พลังงาน ซึ่งสองสิ่งที่กล่าวมานี้ถือเป็นปัจจัยที่ค่อนข้างสำคัญหาก Apple ต้องการเดินหน้าไปสู่วงการ Augmented Reality (AR) ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์สำคัญของสมาร์ทโฟนแห่งโลกอนาคต และ Apple ก็เริ่มปูทางเทคโนโลยีนี้มาบ้างแล้ว โดยเราจะเห็นได้จาก iOS 11 ที่ทาง Apple ได้ปล่อย ARKit หรือเครื่องมือการพัฒนาเทคโนโลยี AR ให้แก่นักพัฒนารายต่างๆ รวมทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS 12 รุ่นใหม่ล่าสุด Apple ก็เริ่มผนวกเทคโนโลยี AR เข้ามาในแอปพื้นฐานของ iPhone และ iPad แล้วนั่นก็คือ แอปพลิเคชัน Measure สำหรับวัดความกว้าง-ยาว ของวัตถุที่อยู่ด้านหน้าโดยใช้เพียงแค่ส่องกล้องนั่นเอง

 

ที่มา : CultofMac, Reuters


วันที่ : 11/2/2562