หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 10/11/2563

รีวิว realme Watch S, Buds Air Pro, Smart Scale และ Smart Cam 360° : อุปกรณ์เสริมอัจฉริยะรุ่นใหม่แกะกล่องจาก realme พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ในราคาเริ่มเพียง 999 บาท

 

นอกจากสมาร์ทโฟนแล้ว realme ยังมีการพัฒนาอุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟน รวมถึงอุปกรณ์ประเภท IoT ด้วย โดยในปัจจุบันก็มีการเปิดตัว และวางจำหน่ายอุปกรณ์ที่น่าสนใจในประเทศไทยทั้งหมด 4 ชิ้นด้วยกัน ได้แก่ หูฟังไร้สาย realme Buds Air Pro, นาฬิกาอัจฉริยะ realme Watch S, กล้องวงจรปิด realme Smart Cam 360° และเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ realme Smart Scale โดยอุปกรณ์ใหม่แต่ละชนิดของ realme จะมีฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามรีวิวจากทีมงาน Thaimobilecenter กันเลยดีกว่าครับ


 

วิธีการเชื่อมต่อหูฟัง realme Bus Air Pro, realme Watch S, realme Smart Scale และ realme Smart Cam 360°

สำหรับวิธีการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ realme ทุกชนิด จะใช้แอปพลิเคชัน realme Link (ดาวน์โหลด realme Link สำหรับ Android) โดยหลังจากที่ติดตั้งแอปพลิเคชันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดใช้งานครั้งแรก ระบบจะให้สมัครแอคเคานท์ของ realme Link เพื่อจดจำอุปกรณ์ที่เราเคยเชื่อมต่อ รวมถึงข้อมูลต่างๆ จากอุปกรณ์เสริมที่ผู้ใช้ซิงค์ไว้กับสมาร์ทโฟน

 

หลังจากล็อกอินเข้าบัญชี realme Link เสร็จเรียบร้อย ให้แตะที่เครื่องหมาย + และเลือกเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์เสริมที่ต้องการ โดยวิธีการเชื่อมต่อของแต่ละอุปกรณ์ มีรายละเอียดดังนี้

  • หูฟัง realme Buds Air Pro - เปิดฝาหูฟัง และกดที่ปุ่ม Multi-Function Button ค้างไว้ 3 วินาทีจนไฟสีเขียวกะพริบ หลังจากนั้นกดเชื่อมต่อบนสมาร์ทโฟน
  • realme Watch - กดที่ปุ่มด้านขวาบนค้างไว้เพื่อเปิดเครื่อง หลังจากนั้นกดเชื่อมต่อบนสมาร์ทโฟน
  • realme Smart Scale - ใส่ถ่านให้เรียบร้อย รอจนกว่าหน้าปัดวัดน้ำหนักจะขึ้นเป็นเลข 00.00 หลังจากนั้นกดเชื่อมต่อบนสมาร์ทโฟน
  • realme Smart Cam 360° - เสียบสาย microUSB เข้ากับอแดปเตอร์จ่ายไฟ รอจนกว่าไฟแสดงสถานะสีแดงบนตัวกล้องกะพริบ หลังจากนั้นกดเชื่อมต่อบนสมาร์ทโฟน

 

realme Buds Air Pro

สำหรับ realme Buds Air Pro มาพร้อมกับกล่องผลิตภัณฑ์สีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของ realme ซึ่งที่ด้านหน้ามีการพิมพ์ภาพดีไซน์ของตัวหูฟังให้เห็นแบบชัดเจน

 

ที่ด้านหลังของกล่องผลิตภัณฑ์มีการบ่งบอกคุณสมบัติเด่นของ relame Buds Air Pro เอาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ระบบตัดเสียงรบกวนได้มากถึง 35 เดซิเบล, ฟีเจอร์ Super Low Latency สำหรับลดค่าความหน่วงของหูฟังได้มากถึง 94 มิลลิวินาที (ms), ระยะเวลาการเล่นเพลงสูงสุด 25 ชั่วโมง, ไดรเวอร์เสียงขนาด 10 มิลลิเมตร แบบ Bass Boost Driver, ระบบ Transparency Mode สำหรับฟังเสียงภายนอกขณะที่ใช้งานหูฟัง และระบบไมโครโฟนคู่สำหรับตัดเสียงรบกวน (Dual Mic Noise Cancellation for Calls)

 

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องประกอบไปด้วย คู่มือการใช้งาน, เคสชาร์จแบตเตอรี่, หูฟัง realme Buds Air Pro และสายเชื่อมต่อแบบ USB Type-C สีส้ม สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับเคสชาร์จแบตเตอรี่ และจุกหูฟังทั้งหมด 3 ขนาด ได้แก่ S, M และ XL (จุกหูฟังที่สวมใส่มาให้กับ realme Buds Air Pro จากโรงงานเป็นไซส์ L)

 

สำหรับเคสชาร์จแบตเตอรี่ของ realme Buds Air Pro มาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 443mAh ซึ่งทาง realme ระบุว่า จะช่วยให้หูฟัง realme Buds Air Pro ใช้งานได้นานสูงสุดถึง 25 ชั่วโมง และหากเปิดใช้งานโหมดตัดเสียงรบกวน จะใช้ได้นานสูงสุด 20 ชั่วโมงด้วยกัน 

 

ด้านการออกแบบของเคสชาร์จแบตเตอรี่ มาพร้อมกับสีดำเงา ซึ่งที่ด้านหน้ามีไฟ LED เหนือโลโก realme สำหรับแสดงสถานะการทำงาน รวมถึงปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ รายละเอียดดังนี้

  • ไฟแจ้งเตือนเป็นสีแดง - ปริมาณแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 20%
  • ไฟแจ้งเตือนเป็นสีเขียว - ปริมาณแบตเตอรี่มีมากกว่า 20%

 

ส่วนที่ด้านขวาของเคสชาร์จแบตเตอรี่มาพร้อมกับปุ่ม Multi-function Button สำหรับใช้เชื่อมต่อหูฟัง realme Buds Pro เข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ เป็นครั้งแรก 

 

ส่วนที่ด้านล่างของเคสชาร์จแบตเตอรี่ มาพร้อมกับพอร์ต USB Type-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับเคสชาร์จ และหูฟัง ซึ่งทาง realme เปิดเผยว่า ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่เพียง 10 นาที ก็ช่วยให้หูฟัง realme Buds Air Pro ใช้งานได้นานถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่ไปยังหูฟังให้เต็ม 100% จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครับ

 

สำหรับฝาเปิดของ realme Buds Air Pro สามารถเปิดใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยมือเดียว และสามารถปิดได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากใช้ระบบแม่เหล็กในการดูดติดฝาปิดเข้ากับเคสชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งจากการทดสอบพบว่าฝาปิดของเคสชาร์จ realme Buds Air Pro ค่อนข้างแน่นหนา ไม่หลุดออกอย่างง่ายๆ แม้จะถือคว่ำ หรือสะบัด 

 

เมื่อเปิดฝาออกมาจะพบกับหูฟัง realme Buds Air Pro จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งหากเปิดใช้ครั้งแรก ผู้ใช้จะต้องนำแถบสีแดงที่ติดไว้กับตัวหูฟังออกก่อน มิเช่นนั้นจะไม่สามารถเชื่อมต่อหูฟังเข้ากับสมาร์ทโฟนได้

 

สำหรับตัวหูฟัง realme Buds Air Pro มาพร้อมกับสีดำเงาเหมือนกับเคสชาร์จแบตเตอรี่ โดยบริเวณส่วนด้านบนจะเป็นไมโครโฟนตัวหลัก และ Touch Area ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับสัมผัสเพื่อสั่งการ รายละเอียดดังนี้

 

โหมดการเล่นเพลง

  • แตะสองครั้งที่หูฟังข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อเล่นเพลง หรือหยุดเพลง
  • แตะสามครั้งที่หูฟังข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนเพลง
  • โหมดการสนทนา
  • แตะหนึ่งครั้งที่หูฟังข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อรับสาย
  • แตะสองครั้งที่หูฟังข้างใดข้างหนึ่ง เพื่อปฏิเสธการรับสาย หรือพักสายชั่วคราว

 

โหมดการใช้งานทั่วไป

  • แตะค้างที่หูฟังข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลา 2 วินาที เพื่อสลับการใช้งานระหว่างโหมด Noise Reduction (โหมดตัดเสียงรบกวน) และ Transparency (โหมดรับเสียงจากภายนอก)
  • แตะค้างที่หูฟังทั้งสองข้างเป็นเวลา 2 วินาที เพื่อเปิด-ปิด การใช้งาน Game Mode สำหรับช่วยลดอาการดีเลย์ของเสียง และตัดเสียงรบกวนจากภายนอก

 

พลิกมาที่ด้านหน้าจะพบกับไดรเวอร์แบบ Bass Boost ขนาดใหญ่ถึง 10 มิลลิเมตร พร้อมระบบ Dynamic Bass Boost (DBB) สำหรับช่วยขยายกำลังเสียงเบสให้กระหึ่มมากยิ่งขึ้น โดยตัวหูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 5 กรัมเท่านั้น ช่วยให้สามารถสวมใส่ได้อย่างสบายตลอดวัน

 

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับไมโครโฟนตัวที่สอง ที่จะคอยทำงานร่วมกับไมโครโฟนตัวหลัก ในการดักจับเสียงภายนอกที่ได้รับมาจากไมโครโฟนตัวหลัก และตัวรอง จากนั้นระบบจะทำการปล่อยคลื่นเสียงเพื่อขจัดเสียงที่ไม่ต้องการออกไป ทำให้เสียงเพลงมีความคมชัด เปิดประสบการณ์การฟังเพลงในโลกส่วนตัวได้อย่างเต็มอรรถรส โดยทาง realme เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Active Noise Cancellation ซึ่งสามารถตัดเสียงรบกวนได้สูงสุดถึง 35 เดซิเบลเลยทีเดียว

 

ไมโครโฟนทั้งสองตัวที่ติดตั้งมาให้กับ realme Buds Air Pro ยังมีหน้าที่ในการทำฟีเจอร์ Dual Mic Noise Cancelation for Calls สำหรับตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา โดยใช้อัลกอริทึม ENC Noise Cancelling ที่ลดเสียงจกาภายนอกที่เข้ามาในตัวหูฟัง เพื่อช่วยให้เสียงพูดของผู้ใช้มีความคมชัดมากขึ้นนั่นเอง

 

นอกจากระบบตัดเสียงรบกวนแล้ว realme Buds Air Pro ยังมาพร้อมกับ Transparency Mode เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถฟังเสียงภายนอกขณะที่ใส่หูฟัง

 

ภายในตัวหูฟัง realme Buds Air Pro ยังมาพร้อมกับชิป realme S1 ซึ่งจะเข้ามาช่วยตัดเสียงรบกวน รวมทั้งยังเข้ามาช่วยจัดการการใช้พลังงาน เพื่อให้ใช้หูฟังได้ยาวนานยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเข้ามาช่วยปรับจูนการเชื่อมต่อหูฟังให้มีความเสถียร เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งาน realme Buds Air Pro เป็นไปอย่างดีเยี่ยม

 

ในส่วนของการสวมใส่ ให้จับที่บริเวณก้านหูฟังด้านล่าง และหมุนจนกว่าหูฟังจะลงล็อคเข้ากับใบหู ซึ่งหากหูฟังหลุดออก ให้ลองเปลี่ยนขนาดของจุกหูฟังให้เล็กลงจากเดิม แต่อย่างไรก็ตาม หากใครไม่เคยใช้หูฟัง In-Ear ที่มีลักษณะนี้มาก่อน อาจจะไม่คุ้นชินเท่าไหร่นัก และอาจสวมใส่ได้ยากเล็กน้อย ส่วนของการกันน้ำ relame Buds Air Pro มาพร้อมกับมาตรฐาน IP4X สามารถกันละอองน้ำ หรือสวมใส่เพื่อออกกำลังกายได้อย่างสบายๆ 

 

ด้านการใช้งานจริงก็พบว่า realme Buds Air ให้เสียงย่านต่ำที่ค่อนข้างกระหึ่ม เบสค่อนข้างมาชัดเจนเป็นลูกๆ เสียงกลางพุ่งเด่นชัด ส่วนเสียงสูงอาจจะพุ่งไปได้ไม่สุดนัก แต่ก็ถือว่าน่าประทับใจสำหรับหูฟัง True Wireless จากแบรนด์สมาร์ทโฟน ที่เน้นการเชื่อมต่อง่ายดาย และพกพาได้อย่างสะดวก รวมถึงมีราคาวางจำหน่ายที่ไม่สูงมากนัก

ส่วนใครที่กังวลว่าหูฟังไร้สาย True Wireless แบบนี้จะมีอาการเสียงดีเลย์หรือไม่ ซึ่งจากที่ทีมงานทดสอบก็พบว่า realme Buds Air Pro เสียงค่อนข้างตรงกับภาพ ไม่มีเสียงดีเลย์ให้เห็น (เมื่อเปิดใช้งาน Gaming Mode) ซึ่งนับว่าตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการหูฟังไร้สายสำหรับรับชมภาพยนตร์ หรือเล่นเกมที่ต้องการความแม่นยำสูงอย่างเช่น PUBG Mobile ได้เป็นอย่างดี

 

ส่วนแอปพลิเคชัน realme Link ผู้ใช้สามารถตรวจสอบปริมาณแบตเตอรี่ของหูฟังแต่ละข้าง, ปริมาณแบตเตอรี่ของเคสชาร์จ, เปิดใช้งานโหมด Active Noise Reduction, เปิดใช้งานโหมด Transparency, เปิดใช้งาน Gaming Mode, เปิดใช้งานฟีเจอร์ Bass Boost+ และยังสามารถตั้งค่าการสัมผัสของตัวหูฟังได้ด้วยตนเอง

 

realme Smart Scale

มาต่อกันที่เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะ realme Smart Scale กันบ้าง โดยตัวแพ็กเกจยังคงเลือกใช้สีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกัน สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องมีเพียงแค่คู่มือการใช้งาน และ realme Smart Scale เท่านั้น เนื่องจากเครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะรุ่นนี้จะใช้ถ่านก้อนเป็นพลังงานนั่นเอง

 

มาดูที่ตัวผลิตภัณฑ์กันบ้าง สำหรับ realme smart Scale มาพร้อมกับตัวเครื่องสีน้ำเงิน ผิวสัมผัสมันเงา ครอบทับด้วยกระจกหนา 6 มิลลิเมตร สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 350 กิโลกรัม บริเวณขอบสีเงินทั้งสี่มุมจะเป็นเซ็นเซอร์สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ และ BIA Sensor ที่มีความแม่นยำสูงสำหรับตรวจวัดค่าต่างๆ เกี่ยวกับร่างกายผู้ใช้งาน ซึ่งทาง relame ระบุว่า แม้ร่างกายของผู้ใช้จะมีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย (เช่น กินน้ำ หรือกินผลไม้สักหนึ่งชิ้น) เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะรุ่นนี้ก็จะสามารถตรวจเช็คได้ทันที

ที่ด้านบนสุดจะมีหน้าจอแสดงผลแบบ LED สำหรับแสดงน้ำหนัก และอัตราการเต้นหัวใจของผู้ใช้

 

ส่วนที่ด้านหลังของตัวเครื่อง ไม่มีปุ่มควบคุมใดๆ แต่จะมีแผ่นปิดช่องสำหรับใส่ถ่าน โดยการใช้ครั้งแรก ให้แกะฝาด้านหลังเครื่อง และดึงแถบเทปใสที่ติดอยู่กับถ่านออกก่อน ส่วนถ่านที่ใช้จะเป็นถ่าน AAA จำนวน 4 ก้อน สามารถใช้ได้นานสูงสุดถึง 360 วัน หากใช้เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะวันละ 2-3 ครั้ง

 

สำหรับวิธีการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก หลังจากที่เชื่อมต่อ realme Smart Scale เข้ากับสมาร์ทโฟนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ใช้ขึ้นเหยีบโดยวางเท้าทั้งสองข้างบนเซ็นเซอร์ทั้งสี่จุด (ถอดรองเท้า และถุงเท้าออกก่อน) จากนั้นรอให้ระบบวัดน้ำหนัก และอัตราการเต้นของหัวใจให้เสร็จสิ้น ข้อมูลทั้งหมดก็จะไปปรากฏบนแอปพลิเคชัน realme Link แบบอัตโนมัติ

 

สำหรับค่าต่างๆ ที่ realme Smart Scale วัดได้จะมีด้วยกันถึง 16 อย่าง ได้แก่

  • ดัชนีมวลกาย (BMI)
  • เปอร์เซ็นไขมันในร่างกาย (BF%)
  • มวลกล้ามเนื้อ
  • อายุร่างกาย
  • ไขมันในร่างกาย
  • ดัชนีไขมันในช่องท้อง (VFI)
  • อัตราการเผาผลาญขั้นต่ำในแต่ละวัน (BMR)
  • มวลร่างกายโดยไม่รวมไขมัน
  • เปอร์เซ็นต์มวลกล้ามเนื้อ
  • น้ำในร่างกาย
  • มวลกระดูก
  • โปรตีน
  • กล้ามเนื้อลาย
  • น้ำหนักร่างกาย
  • อัตราการเต้นของหัวใจ
  • รูปร่าง

 

สำหรับใครที่มีสมาชิกในบ้านหลายคน และไม่อยากให้ข้อมูลสุขภาพถูกบันทึกซ้ำกัน ก็สามารถสร้างโปรไฟล์เพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพของสมาชิกแต่ละคนได้ โดยกดที่ไอคอนรูปคนบริเวณด้านซ้ายบนของแอปพลิเคชัน จากนั้นกดเพิ่มสมาชิก และกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย โดยเมื่อขึ้นชั่งน้ำหนักครั้งต่อไป ให้แตะที่คำว่า “มอบหมาย” (Assign) และเลือกโปรไฟล์สมาชิก

 

นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนักได้ด้วย โดยระบบจะทำการ Track ข้อมูลสุขภาพในแต่ละวันเมื่อผู้ใช้ขึ้นชั่งน้ำหนัก เพื่อให้ผู้ใช้เห็นถึงพัฒนาการของตัวเลขต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงได้ยอ่างง่ายดาย

 

นอกเหนือจากจะใช้วัดน้ำหนักของคนได้แล้ว ยังสามารถใช้ realme Smart Scale วัดน้ำหนักของสิ่งของเล็กๆ หรือตวงปริมาณวัตถุดิบสำหรับทำอาหารได้ด้วย เพียงแค่เราใส่วัตถุดิบที่ต้องการตวงลงในถ้วย และนำไปวางไว้ตรงกลางของ realme Smart Scale โดย realme ระบุว่า ระบบจะสามารถวัดน้ำหนักของสิ่งของเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำเมื่อมีน้ำหนักอยู่ที่ 50 กรัม - 9.99 กิโลกรัม


 

realme Watch S

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องของ realme Watch ประกอบไปด้วย คู่มือการใช้งาน, แท่นชาร์จแบบแม่เหล็กพร้อมหัวเชื่อมต่อแบบ USB-A และนาฬิกา realme Watch S

 

realme Watch S มาพร้อมกับหน้าปัดทรงกลม พร้อมหน้าจอทัชสกรีนแบบสี ขนาด 1.3 นิ้ว ครอบทับด้วยกระจกสุดแกร่ง Gorilla Glass 3 จาก Corning พร้อมระบบ Auto Brightness Screen สำหรับปรับแสงสว่างให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ

 

ด้านข้างของตัวเรือน มาพร้อมกับขอบแบบอลูมิเนียมอัลลอยลายปัดเสี้ยนที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูพรีเมียม พร้อมปุ่มควบคุมทั้งหมด 2 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่ม Power ที่ด้านบน หรับเข้าถึงเมนูทั้งหมดภายในนาฬิกา, ใช้สำหรับเปิด-ปิดการทำงานของตัวเครื่อง และย้อนกลับไปยังหน้าโฮมสกรีน ส่วนปุ่มด้านล่างจะเป็นปุ่ม Shortcut สำหรับเข้าถึงฟังก์ชันเกี่ยวกับการออกกำลังกาย

 

ที่ด้านหลังของตัวเรือน มาพร้อมกับเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบ Real-Time แบบ PPG, เซ็นเซอร์วัดระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) รวมถึงแถบแม่เหล็กสำหรับติดเข้ากับแท่นชาร์จแบตเตอรี่ที่แถมมาให้ภายในกล่องบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ ตัวเรือนยังมาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 สามารถใส่ออกกำลังกาย และใส่ลุยในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่แนะนำให้ใส่ว่ายน้ำ หรือใส่อาบน้ำครับ

 

สำหรับสายนาฬิกาของ realme Watch S เป็นสายซิลิโคนขนาด 22 มิลลิเมตร ไม่อมน้ำหรือเหงื่อ และไม่ระคายเคืองต่อผิว สามารถปรับระดับความแน่นได้ทั้งหมด 13 ระดับ และสามารถถอดเปลี่ยนเองได้ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ เพียงแค่คลายสลักที่สายทั้งสองด้าน 


วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ของ realme Watch S ทำได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่นำนาฬิกาไปแตะกับแถบแม่เหล็กสองจุดบนแท่นชาร์จเบาๆ ตัวนาฬิกาก็จะประกบเข้ากันได้อย่างแนบสนิท โดยใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ในเวลา 2 ชั่วโมง

 

ในส่วนของแบตเตอรี่ ทาง realme เปิดเผยว่า realme Watch S สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 15 วันต่อหนึ่งรอบการชาร์จเลยทีเดียว ซึ่งจากที่ทีมงานได้ทดลองใช้งานก็พบว่า  แบตเตอรี่จะลดลงประมาณ 2-3% ต่อวันเท่านั้น ซึ่งก็เท่ากับว่า realme Watch S สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 15 วันตามที่ realme ระบุไว้จริง

 

มาดูที่ลูกเล่นด้านการใช้งานกันบ้าง ในหน้าโฮมสกรีนจะมีการบ่งบอกเวลา, วันที่ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการออกกำลังกาย แต่รูปแบบการแสดงผลจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละ Watch Face

 

ผู้ใช้สามารถเลือกปรับเปลี่ยนรูปแบบของหน้าปัดนาฬิกาได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน realme Link

 

เมื่อกดที่ปุ่ม Power จะพบกับเมนูต่างๆ รายละเอียดดังนี้ (ไล่จากซ้ายไปขวา)

 

  • ตั้งนาฬิกาปลุก
  • ตั้งค่าเกี่ยวกับนาฬิกา
  • อ่านบันทึกการออกกำลังกาย
  • โหมดการออกกำลังกาย
  • ตรวจสอบสภาพอากาศ
  • วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
  • โหมดการทำสมาธิ
  • ควบคุมการเล่นเพลง
  • วัดระดับออกซิเจนในเลือด
  • ตรวจสอบประวัติ และประสิทธิภาพการนอนหลับ
  • นาฬิกาจับเวลา
  • เครื่องจับเวลา (จับเวลาตามที่กำหนด)
  • ค้นหาสมาร์ทโฟน
  • ควบคุมการถ่ายภาพ

 

ส่วนฟีเจอร์ ควบคุมการถ่ายภาพ จะมีปุ่มลั่นชัตเตอร์ปรากฏบนหน้าจอของนาฬิกา โดยสมาร์ทโฟนจะทำการถ่ายภาพทันทีหลังจากที่ผู้ใช้กดปุ่มชัตเตอร์บนหน้าจอนาฬิกา ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเซลฟี่แบบกลุ่ม หรือการถ่ายภาพบนขาตั้งกล้องได้เป็นอย่างดี

 

เมื่อกดที่ปุ่ม Shortcut จะพบกับโหมดออกกำลังกายทั้งหมด 16 รูปแบบ ได้แก่

 

  • การวิ่งกลางแจ้ง
  • การเต้น
  • การวิ่งในร่ม
  • การขี่จักรยานกลางแจ้ง
  • แอโรบิค
  • การฝึกความแข็งแกร่ง
  • ฟุตบอล
  • บาสเกตบอล
  • เทเบิลเทนนิส
  • แบดมินตัน
  • ขี่จักรยานในร่ม
  • เครื่องเดินวงรี
  • โยคะ
  • คริกเก็ต
  • เครื่องออกำลังกรรเชียงบก (Rowing Machine)
  • ปั่นจักรยานบนเครื่องออกำลังกาย

 

ในส่วนของการแจ้งเตือนต่างๆ realme Watch S ถือว่าทำได้อย่างรวดเร็ว แทบไม่มีอาการดีเลย์ให้เห็น สมาร แต่ต้องเข้าไปเปิดการแจ้งเตือนในแอปพลิเคชัน realme Link โดยแตะที่ไอคอนรูปฟันเฟือง > การแจ้ง > เปิดการแจ้ง และเลือกแอปพลิเคชันที่ต้องการให้แจ้งเตือน 

 

โดยจากที่ทดสอบพบว่า แอปพลิเคชันหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น Line, Facebook, Instagram, Message หรือ Twitter สามารถแจ้งเตือนเป็นภาษาไทยได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่จะไม่สามารถแสดงสระโอได้อย่างครบถ้วน และไม่สามารถกดตอบกลับข้อความจากสมาร์ทโฟนได้


ในด้านการแจ้งเตือนสายเรียกเข้า ผู้ใช้จะต้องเข้าไปตั้งค่าก่อนเช่นเดียวกัน โดยแตะที่ไอคอนรูปฟันเฟืองบนแอปพลิเคชัน realme Link และแตะเปิด การแจ้งเตือนการโทร โดยเมื่อมีสายเรียกเข้า สามารถกดวางสาย หรือปิดเสียงเรียกเข้าของสมาร์ทโฟนได้จากตัวนาฬิกา realme Watch S

 

ในส่วนของแอปพลิเคชัน realme Link สามารถตรวจสอบปริมาณแบตเตอรี่ของนาฬิกา realme Watch S ได้โดยตรง รวมทั้งยังสามารถตรวจสอบค่าต่างๆ ที่นาฬิกาสามารถวัดได้ ไม่ว่าจะเป็น ประสิทธิภาพการนอนหลับ, อัตราการเต้นของหัวใจ, การออกกำลังกาย, จำนวนก้าว ไปจนถึงระดับออกซิเจนภายในเลือด (SpO2)

 

realme Smart Cam 360°

อุปกรณ์ภายใน realme Smart Cam 360° ประกอบไปด้วย กล้อง realme Smart Cam 360°, คู่มือการใช้งาน, สายเชื่อมต่อแบบ microUSB สำหรับใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์จ่ายไฟ, สติกเกอร์สำหรับตกแต่งกล้อง realme Smart Cam 360°, ฐานกล้องพร้อมชุดน็อต และสติกเกอร์สำหรับตกแต่งฐานกล้อง

 

สำหรับกล้อง realme Smart Cam 360° มาพร้อมกับดีไซน์ขนาดเล็กกะทัดรัด โดยที่ด้านหน้าจะมีชุดโมดูลสีดำทรงกลมที่สามารถเลื่อนขึ้นลงได้ ประกอบไปด้วย ไมโครโฟน, กล้องวิดีโอความละเอียด 1080P, ไฟแจ้งเตือนสถานะ และช่องใส่ microSD Card

 

ที่ฐานด้านล่างของตัวเครื่องมาพร้อมกับปุ่ม Reset และพอร์ตเชื่อมต่อแบบ microUSB

 

ที่ด้านหลังของตัวเครื่องมีลำโพงเสียงตัวหลัก

 

สำหรับวิธีการใช้งาน จะต้องใส่ microSD Card ก่อน (ในกล่องผลิตภัฑณ์ไม่มีแถมมาให้) โดยให้ผู้ใช้เลื่อนโมดูลกล้องไปด้านบน จะพบกับช่องใส่ microSD Card สามารถใส่ความจุได้สูงสุด 128GB 

 

หลังจากนั้นให้ทำการเสียบสาย microUSB ที่แถมมาเข้ากับพอร์ตเชื่อมต่อด้านล่าง

 

หลังจากนั้นเสียบสาย microUSB ที่บริเวณฐานของกล้อง และปลายสายให้เสียบเข้ากับอแดปเตอร์จ่ายไฟที่แถมมาให้ภายในกล่อง หลังจากนั้นให้ทำการเชื่อมต่อกล้อง realme Smart Cam 360° บนแอปพลิเคชัน realme Link โดยระหว่างการเชื่อมต่อเข้ากับกล้อง realme Smart Cam 360° รวมถึงควบคุมกล้องผ่านสมาร์ทโฟนนั้น ผู้ใช้จะต้องต่อ Wi-Fi ด้วย

 

สำหรับกล้องบันทึกวิดีโอของ realme Smart Cam รองรับการบันทึกไฟล์ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 1080P แบบ H.265 พร้อมเทคโนโลยี WDR สำหรับช่วยเพิ่ม Dynamic Range ของภาพให้กว้างขึ้น ทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี 3D Noise ในการช่วยลดจุดรบกวนบนภาพ เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพของวิดีโอ 

 

นอกจากนี้ กล้องของ realme Smart Cam 360° ยังมีฟีเจอร์ Real-Time Motion Tracking ซึ่งหากกล้องตรวจจับได้ว่ามีวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ ก็จะการหมุนกล้องตามวัตถุเพื่อจับภาพเหตุการณ์สำคัญให้แบบอัตโนมัติ ซึ่งหากพบว่ามีการเคลื่อนไหวของวัตถุที่ผิดสังเกตุ ระบบก็จะทำการส่งข้อความแจ้งเตือนไปให้สมาร์ทโนผู้ใช้งานทันที


เนื่องจากกล้อง realme Smart Cam 360° จะต้องต่อ Wi-Fi เข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อดูภาพ หรือควบคุมการทำงานเป็นหลัก realme จึงได้ใส่ Wi-Fi Extender มาให้ภายในตัว เพื่อช่วยขยายกำลังการรับ-ส่ง Wi-Fi ของกล้อง realme Smart Cam 360° เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานทั่วทั้งบ้าน และยังช่วยเพิ่มความเสถียรด้านการเชื่อมต่อขึ้นไปอีกระดับ 

 

สำหรับวิธีการใช้งานกล้อง realme Smart Cam 360° จะทำการบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภาพสี ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวของคน สัตว์ สิ่งของแบบ 360 องศาแบบอัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยี AI Motion Detection Monitor รวมทั้งยังสามารถบันทึกเสียงเหตุการณ์โดยรอบแบบอัตโนมัติ และสามารถตรวจจับเหตุการณ์ตอนกลางคืนเป็นภาพสีได้ด้วยฟีเจอร์ Infrared Night Vision ที่สามารถฉายแสงอินฟราเรดได้เป็นระยะ 10 เมตร โดยไม่รบกวนผู้ใช้ 

 

แต่หากต้องการเข้าถึงฟีเจอร์ทั้งหมดเกี่ยวกับกล้อง realme Smart Cam 360° จะต้องใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน realme Link โดยเมื่อแตะที่ไอคอน realme Smart Cam realme Smart Cam 360°  จะพบกับหน้าอินเทอร์เฟสซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ ภาพจากกล้อง realme Smart Cam และแถบสำหรับควบคุมการทำงาน

 

ในแถบที่แสดงภาพจากกล้อง realme Smart Cam สามารถกดปิดการทำงาน, บันทึกภาพหน้าจอปัจจุบัน, บันทึกวิดีโอปัจจุบัน, ปรับความละเอียดของวิดีโอ หรือเปิด-ปิด เสียงที่กล้องกำลังบันทึกอยู่ได้ทันที

 

ส่วนแถบด้านล่างสำหรับควบคุมการทำงานของตัวกล้อง realme Smart Cam 360° รายละเอียดดังนี้

 

  • ควบคุม - ปรับทิศทางของกล้อง realme Smart Cam

  • สัญญาณเตือน - ดูเหตุการณ์ที่ระบบ AI Motion Detection Monitor สามารถตรวจจับได้ โดยผู้ใช้สามารถกดเล่นคลิป หรือดาวน์โหลดเก็บไว้บนสมาร์ทโฟนได้ทันที

  • เล่น - เล่นคลิปเหตุการณ์ที่กล้อง realme Smart Cam 360° บันทึกได้

 

  • การโทร - สื่อสารกับ realme Smart Cam 360° ด้วยการพูดบนสมาร์ทโฟน โดยเสียงจะไปออกบนลำโพงของกล้อง realme Smart Cam 360° ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสื่อสารกับคนที่ใกล้ๆ กับกล้องได้เป็นอย่างดี

  • รูปภาพ - ดูรูปภาพที่ผู้ใช้บันทึกไว้
  • หลายช่องทาง - ดูวิดีโอจากกล้อง realme Smart Cam 360° ตัวอื่นๆ ที่เชื่อมต่อไว้กับแอปพลิเคชัน realme Link



เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับอุปกรณ์เสริม และอุปกรณ์ IoT จากแบรนด์ realme ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีลูกเล่นที่น่าสนใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยราคาวางจำหน่ายของอุปกรณ์แต่ละชนิด มีรายละเอียดดังนี้

  • realme Smart Scale ราคา 999 บาท
  • realme Watch S ราคา 2,999 บาท
  • realme Buds Air Pro ราคา 2,999 บาท
  • realme Smart Cam 360° ราคา 1,499 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจอุปกรณ์เสริม และอุปกรณ์ IoT จาก realme ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ realme Brand Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศนะครับ

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 10/11/2563

ข่าวมือถือ บทความมือถือ ที่เกี่ยวข้อง