หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 5/07/2564

วิธีดูแลแบตไอโฟน (iPhone) ให้ใช้ได้นานขึ้น ป้องกันแบตเสื่อมเร็ว ไม่ต้องเปลี่ยนแบตบ่อยๆ ทำอย่างไรมาดูกัน

 

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ผู้ใช้ iPhone มักจะให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่ค่อนข้างมาก เพราะยังมีคำถามเกี่ยวกับปัญหาแบตเตอรี่ และการเปลี่ยนแบต ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในกลุ่มผู้ใช้ และล่าสุดคำถามที่มาแรงมากๆ คือคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของแบตเตอรีที่แสดงอยู่ในหน้าเมนูการตั้งค่า ที่บางคนพบว่ามันลดลงต่ำกว่า 100% ทั้งที่เป็นเครื่องใหม่เพิ่งซื้อมาใช้ไม่นาน และกลัวว่าแบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วก่อนเวลาอันควร ในวันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ iPhone ให้ 100% ไปนานๆ มาให้ทุกท่านได้ลองใช้กัน เพื่อจะได้คลายความกังวลลงไปได้บ้างครับ

 

หลีกเลี่ยงอุณหภูมิร้อนจัด หรือเย็นจัด

อุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัดจะส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ของ iPhone โดยตรง โดย Apple แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้งานไอโฟนในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจาก iPhone, iPad, iPod ไปจนถึง Apple Watch ถูกออกแบบมาให้มี Comfort Zone อยู่ที่อุณหภูมิ 16 - 22 องศา อย่างไรก็ตาม การนำไอโฟนไปใช้งานในที่ที่เย็น หรือหนาวจัดก็ส่งผลให้แบตเตอรี่ลดลง หรือเสื่อมลดอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน

ความร้อนทำร้ายแบตเตอรี่อย่างไร?

ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นในแบตเตอรี่จะเป็นไปตามกระแสไฟฟ้าและอุณหภูมิ เมื่อมีไฟฟ้าไหลผ่านแบตเตอรี่ ก็จะเกิดความร้อนตามมา ความร้อนจะทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ เช่นการสึกกร่อนของขั้วอิเล็กโทรดเกิดไวขึ้น และยังทำให้ของเหลวในแบตเตอรี่ระเหยไวขึ้น ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้นนั่นเอง

 

เปิดใช้ Optimized Battery Charging

Optimized Battery Charging เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มีตั้งแต่ iOS 13 เป็นต้นไป เมื่อเราเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ iPhone จะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานรวมถึงการชาร์จในแต่ละวันของเรา และปรับการชาร์จให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากเราชอบชาร์จ iPhone ทิ้งไว้ก่อนนอนตอน 4 ทุ่ม และตื่นมาถอดสายชาร์จตอน 8 โมงเช้า iPhone ก็จะจดจำพฤติกรรมดังกล่าว และหยุดการชาร์จไว้ที่ 80% ตลอดคืน เมื่อใกล้ถึงเวลาตื่นนอน iPhone ก็จะค่อยๆ ชาร์จแบตเตอรี่ต่อจนเต็ม เมื่อเราตื่นขึ้นมาตอน 8 โมงเช้า แบตเตอรี่ก็จะเต็ม 100% พอดี ซึ่งช่วยชะลอการเสื่อมของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี

เราสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้โดยไปที่ Setting > Battery > Battery Health > Optimized Battery Charging

 

ใช้ชาร์จเร็วเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ระบบชาร์จเร็วเป็นฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้สำหรับสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ในปัจจุบัน แต่การชาร์จเร็วก็ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้นเช่นกัน หากต้องการชะลอการเสื่อมของแบตเตอรี่ให้มากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงระบบชาร์จเร็วทั้งแบบมีสายและไร้สาย โดยใช้เฉพาะเวลาที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ

ทั้งนี้ อแดปเตอร์และสายชาร์จของ iPhone 11 ทุกรุ่นที่แถมมาในกล่อง ไม่รองรับระบบชาร์จเร็วอยู่แล้ว หากต้องการใช้ระบบชาร์จเร็วจะต้องซื้ออแดปเตอร์และสายชาร์จแยกต่างหาก ดังนั้นถ้าเราไม่สนใจระบบชาร์จเร็วอยู่แล้ว ก็จะช่วยประหยัดไปได้อีกครับ

 

เลือกเคส iPhone ที่ไม่สะสมความร้อน

iPhone คือสมาร์ทโฟนที่หาเคสใส่ได้ง่ายที่สุด และมีให้เลือกทุกรุ่นทุกแบบ ตั้งแต่ราคาถูกๆ ไปจนถึงราคาหลักพัน เคส iPhone จำนวนมากในตลาดเป็นเคสแฟชั่นที่เน้นความสวยงาม โดยไม่ได้คำนึงถึงการกันกระแทกและการระบายความร้อน จึงควรลงทุนซื้อเคสดีๆ มาใช้จะดีกว่าในระยะยาวครับ

 

หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์การชาร์จที่ไม่ได้มาตฐาน

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการวางจำหน่ายหัวชาร์จ และสายชาร์จไอโฟนให้หาซื้อได้ทั่วไป แต่การใช้อุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจส่งผลไปถึงการจ่ายกระแสไฟที่ผิดเพี้ยน และส่งผลต่อสุขภาพแบตเตอรี่ไอโฟนได้โดยตรง ดังนั้นหากต้องการซื้อสายชาร์จ หรือหัวชาร์จ แนะนำให้ซื้อของแท้จาก Apple Store หรือซื้อจากแบรนด์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน MFI (Made For iPhone) เท่านั้น เนื่องจากเป็นมาตรฐานที่ Apple ตรวจสอบแล้วว่า สามารถใช้งานกับ iPhone, iPod ไปจนถึง iPad ได้โดยที่ไม่มีปัญหา โดยเราสามารถ

 

หลีกเลี่ยงการชาร์จไปเล่นไป

โดยปกติสมาร์ทโฟนจะมีความร้อนสะสมอยู่ภายในซึ่งเกิดมาจากการประมวลผลต่างๆ ของฮาร์ดแวร์ ซึ่งการชาร์จแบตเตอรี่ขณะที่สมาร์ทโฟนประมวลผลหนัก อย่างเช่น การเล่นเกม จะเป็นการเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้นไปอีก และอาจส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งหากต้องการชาร์จไปเล่นไปจริงๆ แนะนำให้ใช้งานไอโฟนในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือติดพัดลมระบายความร้อน เพื่อช่วยถ่ายเทความร้อนสะสมออกจากตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็ว

 

ถ้าจะเก็บยาว ไม่ควรชาร์จแบตให้เต็ม 100%

สำหรับใครที่เป็นสายสะสม หรือต้องการเก็บไอโฟนเข้ากล่องเป็นเวลานานๆ ทาง Apple แนะนำว่า ควรชาร์จแบตเตอรี่เอาไว้แค่เพียง 50% เท่านั้น เนื่องจากหากเราชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% แล้วทำการเก็บเข้ากล่องโดยไม่มีการเปิดใช้งาน แบตเตอรี่อาจเข้าสู่โหมด Deep Discharge State ซึ่งอาจส่งผลต่อการเก็บประจุแบตเตอรี่ และส่งผลให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่สั้นลงด้วย นอกจากนี้ หากต้องการเก็บไอโฟนเป็นเวลานานเกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป แนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่ให้ถึง 50% ทุกๆ 6 เดือน เพื่อช่วยกระตุ้นความสามารถในการเก็บแบตเตอรี่

 

และทั้งหมดนี้ก็เป็นทริคง่ายๆ ที่ช่วยรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ไปนานๆ แต่ทั้งนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า เราไม่มีทางรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ของ iPhone ให้ 100% ไปตลอดได้ เพราะแบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion จะเสื่อมสภาพเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ แม้จะไม่เคยผ่านการใช้งานมาเลยก็ตาม ซึ่งปกติแล้วแบตเตอรี่ของ iPhone จะมีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี เมื่อถึงเวลาเราก็จำเป็นต้องเปลี่ยนอยู่ดี เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ควรซีเรียสกับตัวเลขสุขภาพแบตมากเกินไปครับ

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. How Heat and Loading affect Battery Life
  2. Why is Heat Bad for Batteries
  3. Apple : iPhone Battery Health and Performance
  4. Is Your iPhone Battery Degrading Normally? Here’s What to Know
  5. How to maintain iPhone battery? A Couple of recmoondations
  6. Maximizing Battery Life and Lifesapn

 

บทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 5/07/2564