หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 12/6/2563

iPhone SE 2020, iPhone Xr และ iPhone 11 สามไอโฟนรุ่นเริ่มต้นราคาประหยัดในแต่ละซีรีส์ เลือกรุ่นไหนดี?

 

เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ iPhone SE รุ่นที่ 2 หรือ iPhone SE 2020 ไอโฟนที่ราคาถูกที่สุดของ Apple ณ ตอนนี้ ซึ่งหลายท่านอาจจะกำลังลังเลว่า ระหว่าง iPhone SE 2020 และไอโฟนรุ่นราคาเริ่มต้นถูกที่สุดในแต่ละซีรีส์ที่ Apple วางขายอยู่ ณ ตอนนี้ อย่าง iPhone Xr และ iPhone 11 รุ่นไหนน่าซื้อกว่า? วันนี้ทีมงานจึงขอโอกาสนำไอโฟนรุ่นที่มีราคาเริ่มต้นถูกสุดแต่ละซีรีส์ที่ Apple วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ ตอนนี้ (ข้อมูลอัปเดตวันที่ 12 มิถุนายน 2563) ได้แก่ iPhone SE 2020, iPhone Xr และ iPhone 11 มาทำการเปรียบเทียบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้แก่ทุกท่าน หากพร้อมแล้ว ไปรับชมกันเลยครับ


 

เปรียบเทียบดีไซน์ และหน้าจอแสดงผล

เริ่มต้นที่จุดแรกอย่างดีไซน์กันก่อน โดยหากเทียบกันแล้วจะมีเพียง iPhone SE 2020 เพียงรุ่นเดียวที่มีดีไซน์แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ด้วยหน้าจอแสดงผลที่มีขอบบน-ล่าง พร้อมปุ่ม Home ซึ่งทำให้ผู้ที่เคยใช้ iPhone 6 - iPhone 8 มาก่อน ไม่จำเป็นต้องปรับตัวมากนัก รวมถึงขนาดหน้าจอที่ 4.7 นิ้ว ช่วยให้การพกพาทำได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์การใช้งานมือเดียวได้เป็นอย่างดี 

ขณะที่ iPhone Xr และ iPhone 11 เลือกใช้ดีไซน์จอรอยบากซึ่งเป็นดีไซน์ของไอโฟนในยุคใหม่ ทำให้การควบคุมจะเน้นการลากที่บริเวณขอบจอเพื่อสั่งการตัวเครื่อง ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการใช้มือถือที่มีปุ่มกดบริเวณด้านหน้าอยู่ โดยในส่วนของเทคโนโลยีการแสดงผลของ iPhone Xr และ iPhone 11 เลือกใช้แผงหน้าจอ Liquid Retina HD ขนาด 6.1 นิ้ว เหมือนกัน ความละเอียดเท่ากันที่ 1792x828 พิกเซล พร้อม ค่า Contrast ที่ 1,400:1, รองรับการแสดงผลแบบ True Tone หรือความสว่างสูงสุดที่ 625 นิต จึงทำให้ประสิทธิภาพเกี่ยวกับการแสดงผลของ iPhone Xr และ iPhone 11 ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก

ในส่วนของดีไซน์ทั้งสามรุ่น เลือกใช้ฝาหลังแบบกระจกขึ้นโครงแบบอลูมิเนียม พร้อมคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นเหมือนกันทั้งสามรุ่น แต่ iPhone SE 2020 และ iPhone Xr จะมาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำที่ระดับ IP67 ซึ่งกันน้ำได้ลึกสุดเพียง 1 เมตร เป็นเวลานานสุด 30 นาที ขณะที่ iPhone 11 เป็นเพียงรุ่นเดียวที่รองรับคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 สามารถกันน้ำได้ลึกสุด 2 เมตร เป็นเวลานานสุด 30 นาที

 

เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงาน CPU, RAM

iPhone SE 2020 และ iPhone 11 เลือกใช้ชิปเซ็ตตัวท็อปที่สุดของ Apple นั่นก็คือ Apple A13 Bionic ซึ่ง Apple ระบุว่า เป็นชิปเซ็ตบนวงการสมาร์ทโฟนที่เร็วที่สุด ณ ตอนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถเล่นเกม ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลื่นไหล ส่วน iPhone Xr แม้ว่าจะใช้ชิปเซ็ตรุ่นเก่ากว่าอย่าง Apple A12 Bionic แต่ในปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นชิปเซ็ตที่ทรงพลัง สามารถทำงานได้อย่างลื่นไหลไม่แพ้กับชิป Apple A13 Bionic (คะแนน AnTuTu ของ A13 Bionic อยู่ที่ 46x,000 ขณะที่ A12 Bionic จะอยู่ที่ 40x,xxx อ้างอิงจากเว็บไซต์ AnTuTu)

แต่หนึ่งในสิ่งที่แตกต่างกันจริงๆ คือ หน่วยความจำ RAM เพราะ iPhone 11 เป็นเพียงรุ่นเดียวที่มาพร้อมกับ RAM ขนาด 4GB ขณะที่ iPhone SE 2020 และ iPhone Xr มาพร้อมกับ RAM เท่ากันที่ขนาด 3GB ซึ่งส่งผลต่อการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันหลายๆ แอป ซึ่งตามหลักแล้ว iPhone SE 2020 และ iPhone Xr ก็น่าจะมีโอกาสเจอปัญหาแอปฯ เด้ง หรือแอปฯ โหลดใหม่ขณะสลับใช้งานแอปฯ ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับ iPhone 11 ที่มี RAM เยอะกว่า

อีกหนึ่งจุดที่แตกต่างกันก็คือการรับสัญญาณ เนื่องจาก iPhone SE 2020 และ iPhone 11 จะรองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE ทำความเร็วสูงสุดในระดับ Gigabit พร้อมรองรับมาตรฐาน Wi-Fi 6 แบบ 802.11ax ขณะที่ iPhone Xr จะรองรับ Wi-Fi แบบ 802.11 ac เท่านั้น

อีกหนึ่งสิ่งที่ทีมงานอยากให้พิจารณาคือ ระยะเวลาการอัปเดต เพราะโดยปกติแล้ว Apple จะปล่อยอัปเดตซอฟท์แวร์ และแพทซ์ความปลอดภัยให้กับ iPhone เป็นระยะเวลาประมาณ 5 ปี นับจากวันที่เปิดตัว สังเกตได้จากรุ่น iPhone 5 ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปลายปี 2012 และได้อัปเดตเป็นระบบปฏิบัติการ iOS 10.3.3 ช่วงกลางปี 2017 ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ว่า iPhone Xr ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2018 จะได้รับอัปเดตยาวสุดถึงปี 2023 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ขณะนที่ iPhone 11 ที่เปิดตัวในปี 2019 น่าจะได้รับอัปเดตไปจนถึงปี 2024 ขณะที่ iPhone SE 2020 ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวในปี 2020 ก็น่าจะได้รับอัปเดตยาวจนถึงปี 2025 ดังนั้นหากใครต้องการเลือก iPhone เพื่อถือใช้งานยาวๆ iPhone รุ่นใหม่ๆ อย่าง iPhone 11 และ iPhone SE 2020 ดูจะตอบโจทย์กว่า
 

เปรียบเทียบกล้องถ่ายภาพ

iPhone SE 2020 และ iPhone Xr มาพร้อมกับกล้องหลังเดี่ยวเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.8 พร้อมระบบกันสั่นแบบ OIS เหมือนกันทั้งคู่ แต่จะมีความแตกต่างกันเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับลูกเล่นการถ่ายภาพ เนื่องจาก iPhone SE 2020 มาพร้อมกับเทคโนโลยี Smart HDR เวอร์ชันใหม่เหมือนกับที่ใช้บน iPhone 11 ต่างจาก iPhone Xr ที่ยังใช้ HDR เวอร์ชันเก่า ส่งผลให้ iPhone SE 2020 จะสามารถเก็บรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับภาพถ่ายได้ดีกว่า รวมทั้ง iPhone SE 2020 มาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait) ที่ปรับเอฟเฟ็กต์แสงได้ทั้งหมด 6 แบบ ต่างจาก iPhone Xr ที่สามารถปรับได้เพียง 3 แบบเท่านั้น 

ส่วน iPhone 11 ถือว่ามาพร้อมกับลูกเล่นด้านการถ่ายภาพที่เยอะกว่าเมื่อเทียบกับ iPhone SE 2020 และ iPhone Xr ด้วยเซ็ตอัพกล้องหลังคู่เลนส์ Wide ผสมกับเลนส์มุมกว้างแบบ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรองรับการถ่ายภาพกลางคืนด้วย Night Mode รวมถึงโหมดถ่ายภาพ Portrait ที่สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอกับสิ่งของ รวมถึงสัตว์ได้ ต่างจาก Portrait ของ iPhone SE 2020 และ iPhone Xr ที่สามารถใช้ถ่ายคนได้เพียงเท่านั้น

ส่วนการถ่ายวิดีโอ ทั้งสามรุ่นสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ 4K ระดับ 60fps เหมือนกั แต่ iPhone 11 จะมีลูกเล่นเหนือกว่าเล็กน้อยที่ฟังก์ชัน ซูมเสียง ซึ่งน่าจะตอบโจทย์เหล่า Vlogger ที่ใช้มือถือสำหรับถ่ายคอนเทนต์โดยไม่ใช้ไมค์แยก

มาดูที่กล้องหน้ากันบ้าง โดย iPhone Xr และ iPhone 11 ใช้เซ็ตอัพกล้องหน้าแบบ TrueDepth เหมือนกัน ทำให้สามารปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ 3 มิติ รวมถึงใช้งานฟีเจอร์ Animoji และ Memoji ได้ แต่มีความแตกต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ตรงที่ iPhone 11 มีกล้องหน้าความละเอียดสูงกว่าที่ 12 ล้านพิกเซล และรองรับการถ่ายวิโอระดับ 4K ขณะที่ iPhone Xr รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 1080p เท่านั้น ส่วน iPhone SE 2020 เลือกใช้เซ็ตอัพกล้องหน้า FaceTime HD ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล และถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ 1080p เท่ากับ iPhone Xr แต่จะไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์ Animoji และ Memoji ได้ เนื่องจากไม่มีเซ็นเซอร์สำหรับตรวจจับการเคลื่อนไหวบริเวณกล้องหน้านั่นเอง

 

เปรียบเทียบราคาวางจำหน่าย

ปิดท้ายด้วยราคาวางจำหน่าย ซึ่งในกรณีนี้ทีมงานขอนำไอโฟนรุ่นถูกที่สุดในลิสต์นี้เป็นตัวตั้งนั่นก็คือ iPhone SE 2020 กับราคาวางจำหน่ายเริ่มต้น 14,900 บาท โดยหากเรายอมเพิ่มเงิน 7,000 บาท หรือ 10,000 บาท เพื่อขยับจาก iPhone SE 2020 ไปซื้อ iPhonr Xr กับ iPhone 11 สิ่งที่เราจะได้เพิ่มเติมมีดังนี้ครับ

 

หากเพิ่มเงิน 7,000 บาทจาก iPhone SE 2020 ไปซื้อ iPhone Xr

  • ดีไซน์เหมือนไอโฟนยุคใหม่
  • หน้าจอใหญ่ขึ้นที่ 6.1 นิ้ว
  • แบตเตอรี่มากขึ้นกว่าเดิม
  • ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ 3 มิติ
  • ใช้ฟีเจอร์ Animoji และ Memoji ได้
  • ชิปเซ็ตตัวเก่ากว่า
  • กล้องเดี่ยวที่มีลูกเล่นน้อยกว่า

 

หากเพิ่มเงิน 10,000 บาทจาก iPhone SE 2020 ไปซื้อ iPhone 11

  • ดีไซน์เหมือนไอโฟนยุคใหม่
  • แบตเตอรี่มากขึ้นกว่าเดิม
  • ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าแบบ 3 มิติ
  • ใช้ฟีเจอร์ Animoji และ Memoji ได้
  • กล้องหน้าความละเอียดสูงกว่า
  • กล้องหน้าถ่าย 4K ได้
  • กล้องหลังมีเลนส์ Ultra Wide 
  • กล้องหลังมีลูกเล่นซูมเสียง
  • โหมด Portrait ใช้กับคน สัตว์ สิ่งของ ได้
  • กันน้ำได้ดีขึ้น
  • ระบบเสียง Dolby Atmos เล่นเสียงได้รอบทิศทาง

 

สรุปแล้ว iPhone SE 2020, iPhone Xr, iPhone 11 รุ่นไหนเหมาะกับใคร?

 

iPhone SE 2020 เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ชื่นชอบ และคุ้นเคยกับดีไซน์แบบเดียวกับ iPhone 6
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีปุ่ม Home
  • ผู้ที่ต้องการมือถือจอเล็ก เครื่องกะทัดรัด พกพาง่าย
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนสเปกแรง
  • ผู้ที่ต้องการใช้ไอโฟนในราคาไม่สูงมาก
  • ผู้ที่ต้องการลองใช้ไอโฟนเป็นเครื่องแรก

 

iPhone Xr เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีหน้าจออยู่ในขนาดกลาง ไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป ในงบประมาณสองหมื่นต้นๆ
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีแบตเตอรี่ใช้ได้นาน
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีสเปกเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปในปัจจุบัน

 

iPhone 11 เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนสเปกแรงในขนาดหน้าจอเท่ากับ iPhone Xr ที่ 6.1 นิ้ว
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่มีแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 
  • ผู้ที่ต้องการไอโฟนที่สามารถถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้างได้

 

สมาร์ทโฟนรุ่นใดจะดีที่สุดทางทีมงานคงไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลของผู้ใช้งานด้วย หากทดลองเล่นรุ่นไหนแล้วถูกใจ ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป และมีราคาวางจำหน่ายที่สามารถจับจองได้ สมาร์ทโฟนรุ่นนั้นก็ถือว่าน่าซื้อเป็นเจ้าของแล้วครับ

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 12/6/2563