หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 19/10/2563

เปรียบเทียบเทคโนโลยีกล้อง ระหว่าง iPhone 12 vs iPhone 11 ต่างกันอย่างไร มีอะไรใหม่บ้าง?

 

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ใน iPhone Series ที่เพิ่งเปิดตัวไปก็คือ กล้องถ่ายภาพ โดยในปีนี้ทาง Apple ได้มีการยกเครื่องการถ่ายภาพบนไอโฟนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น การปรับเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ของกล้อง, การเพิ่มฟีเจอร์การถ่ายภาพแบบใหม่ ไปจนถึงการใส่อัลกอริทึมในการประมวลผลภาพให้ล้ำหน้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าหลายท่านอาจกำลังสงสัยว่า เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพของ iPhone 12 มีความแตกต่างกับ iPhone 11 อย่างไรบ้าง วันนี้ทางทีมงานรวบรวมข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้วครับ

 

เซ็นเซอร์รับภาพ

สิ่งแรกที่ทำให้ iPhone 12 Series ต่างจาก iPhone 11 Series ก็คือ เซ็นเซอร์รับภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 47% อีกทั้ง ใน iPhone 12 ทุกรุ่น มีการปรับขนาดรูรับแสงของกล้องตัวหลัก (กล้อง Wide) ให้กว้างขึ้นที่ f/1.6 จากเดิมในรุ่น iPhone 11 Series ที่มีค่ารูรับแสง f/1.8 พร้อมทั้งยังเปลี่ยนไปใช้เลนส์การถ่ายภาพแบบ 7 ชิ้นเลนส์ (7-element Lens) ซึ่งทาง Apple เปิดเผยว่า จะช่วยทำให้สามารถเก็บแสงได้มากขึ้น ส่งผลถึงประสิทธิภาพในการถ่ายภาพกลางคืนที่มีความสว่างคมชัดมากขึ้นตามไปด้วย

 

Smart HDR 

อีกหนึ่งในสิ่งที่เป็นของใหม่บน iPhone 12 Series นั่นก็คือ Smart HDR 3 ซึ่งเป็นอัลกอริทึมในการประมวลผลภาพที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Smart HDR บน iPhone 11 โดย Smart HDR 3 จะช่วยให้การถ่ายภาพย้อนแสงทำได้ดียิ่งขึ้น สามารถเก็บรายละเอียดในส่วนที่มืด และส่วนที่สว่างที่สุดได้เป็นอย่างดี โดยทาง Apple ได้นำเทคนิค Computational Photography (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Computational Photography ได้ที่นี่) เพื่อนำมาแยกส่วนต่างๆ บนภาพถ่ายออกจากกัน จากนั้นจะมีการนำไปปรับสีสัน, ปรับแต่ง Contrast รวมถึงลด Noise เพื่อให้รายละเอียดต่างๆ บนภาพมองเห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

 

Night Mode

ในรุ่น iPhone 11 หรือ iPhone 11 Pro โดยปกติแล้วจะใช้งานฟีเจอร์ถ่ายภาพกลางคืน (Night Mode) ได้กับกล้องบางเลนส์เท่านั้น แต่สำหรับ iPhone 12 Series ทาง Apple ได้พัฒนา Night Mode ให้ใช้งานได้กับกล้องทุกเลนส์ทุกระยะ รวมทั้งยังสามารถใช้งานฟีเจอร์ Night Mode กับกล้องหน้าเซลฟี่ได้อีกด้วย ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดแฟลชหน้าจออีกต่อไป
 

Night Mode Time-Lapse

จากเดิมในรุ่น iPhone 11 Series ที่สามารถใช้ Night Mode ได้กับการถ่ายภาพนิ่งเพียงแค่อย่างเดียว Apple ก็ได้พัฒนาต่อยอดให้สามารถนำไปใช้กับการถ่ายวิดีโอบน iPhone 12 Series ด้วย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถ่ายวิดีโอกลางคืนได้สว่างคมชัดมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าใดๆ 

 

Deep Fusion

Deep Fusion เป็นฟีเจอร์การถ่ายภาพที่เปิดตัวมาพร้อมกับ iPhone 11 Series โดยเป็นการใช้ประโยชน์ของ Neural Engine ที่อยู่ในชิปเซ็ต Apple A13 Bionic ในการวิเคราะห์ และประมวลผลภาพลงลึกในระดับพิกเซล โดยจะถ่ายภาพหลายๆ ใบ ในหลากหลายสภาวะแสง และคัดเลือกส่วนที่ดีที่สุด เพื่อนำมาประมวลผลรวมกันเป็นภาพใบเดียว โดยขั้นตอนเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี Deep Fusion บน iPhone 11 Series ใช้ได้กับกล้องแค่บางตัว ซึ่งต่างจาก iPhone 12 Series ที่ใช้ Deep Fusion ได้กับกล้องทุกตัว และที่สำคัญการที่ iPhone 12 Series ปรับเปลี่ยนไปใช้ชิปเซ็ตตัวใหม่อย่าง Apple A14 Bionic ที่มีความเร็วแรงขึ้นกว่าเดิม ก็จะช่วยให้ Deep Fusion ทำงานได้ดีขึ้นตามไปด้วย

 

กล้อง LiDAR

iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max เป็นไอโฟนสองรุ่นแรกของค่ายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีกล้อง LiDAR Scanner ซึ่งมีความสามารถในการตรวจจับวัตถุที่อยู่ด้านหน้าได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ โดยนอกเหนือจากจะมีประโยชน์ในด้านการทำเทคโนโลยี AR แล้ว Apple ยังนำความสามารถของกล้อง LiDAR Scanner มาช่วยจับโฟกัสขณะถ่ายภาพกลางคืน เพื่อช่วยให้โฟกัสแม่นยำมากยื่งขึ้นกว่าเดิม

 

กล้องซูม


ในรุ่น iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับกล้อง Telephoto ที่มีระยะโฟกัสมากกว่าเดิมที่ 65 มม. ส่งผลให้ตัวแบบจะถูกดึงเข้ามาหากล้องมากขึ้น ช่วยให้ตัวแบบมีความโดดเด่นขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ iPhone 12 Pro Max ยังมีความแตกต่างกับรุ่น iPhone 11 Pro Max ในเรื่องของระบบการซูม เนื่องจากสามารถซูมภาพแบบ Optical Zoom (ซูมภาพด้วยเลนส์ ไม่สูญเสียรายละเอียก) ได้ทั้งหมด 2.5 เท่า และยังสามารถซูมภาพแบบ Digital Zoom ได้ไกลถึง 12 เท่าด้วยกัน

 

ระบบกันสั่น

ใน iPhone 12 Series ยังคงใช้ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS (Optical Image Stabilization) เหมือนกับ iPhone 11 เช่นเดิม แต่มีการปรับการขยับของชิ้นเลนส์ ให้ขยับมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า ช่วยให้ภาพดูมีความนิ่งมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญในรุ่น iPhone 12 Pro Max มีการปรับไปใช้ระบบกันสั่นแบบ Sensor-Shift ซึ่งเป็นการขยับเซ็นเซอร์รับภาพไปในทิศทางต่างๆ แทนที่การขยับชิ้นเลนส์ เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการขยับของตัวเซ็นเซอร์ไปในทิศทางแกน X และ แกน Y ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น และยังคงความคมชัดของวิดีโอได้เป็นอย่างดี

 

การถ่ายวิดีโอ

ใน iPhone 11 Series ผู้ใช้สามารถถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดระดับสูงสุดที่ 4K ซึ่งแม้ว่า iPhone 12 Series จะยังคงสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ 4K เช่นเดิม แต่มีการเพิ่มเติมฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า 10-bit  HDR Recording หรือการถ่ายวิดีโอในฟอร์แม็ต 10 bit ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บสีสันได้มากถึง 700 ล้านสี ซึ่งถือว่ามากกว่าเดิมถึง 60 เท่า อีกทั้งยังสามารถถ่ายวิดีโอในฟอร์มแม็ท Dolby Vision HDR ช่วยให้สามารถบันทึกดีเทลต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในส่วนที่มืดสุด และสว่างสุด ได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม

 

ProRAW

ปิดท้ายด้วยฟีเจอร์ใหม่อย่าง Apple ProRAW ที่ถูกออกแบบมาสำหรับ iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max โดยเฉพาะ โดยกล้องจะทำหน้าที่บันทึกภาพหลายๆ ใบ เพื่อนำไปประมวลผลในกระบวนการ Multi-frame image processing หรือการประมวลผลภาพหลายๆ ใบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ไฟล์ภาพสุดท้ายออกมาเป็นไฟล์ RAW ที่มีคุณภาพ และมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำไปปรับแต่งต่อในแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 19/10/2563

Tags :