หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 19/10/2563

เทียบสเปก iPhone 12 Pro Max และ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G สองเรือธงท็อปสุด รุ่นไหนจัดเต็มกว่า มาดูกัน

 

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วสำหรับ iPhone 12 Series ทั้ง 4 รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ระดับพรีเมียม และสเปกแบบจัดเต็มเช่นเคย ในวันนี้ทางทีมงานจึงนำรุ่นท็อปสุดอย่าง iPhone 12 Pro Max มาเปรียบเทียบสเปกกับ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G เรือธงรุ่นท็อปใหม่ล่าสุดของทาง Samsung เพื่อเป็นแนวทางสำหรับท่านที่สนใจสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นนี้ ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างนั้น ไปชมกันเลยค่ะ

 

เปรียบเทียบดีไซน์ iPhone 12 Pro Max และ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G

เริ่มกันที่การดีไซน์ของทั้งสองรุ่น iPhone 12 Pro Max ยังคงดีไซน์แบบเดียวกับ iPhone รุ่นก่อน ด้วยหน้าจอไร้ขอบ พร้อมรอยบากสำหรับกล้องหน้า และเซ็นเซอร์ต่างๆ แบบ OLED Super Retina XDR ขนาด 6.7 นิ้ว ที่ถือเป็นไอโฟนขนาดใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมครอบทับด้วยกระจกแบบ Ceramic Shield ที่ทาง Apple ระบุว่ามีความแข็งแกร่งกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ และทนต่อแรงตกกระแทกได้ดีกว่าแบบเดิมถึง 4 เท่าตัว ส่วนที่ด้านหลังมีกล้องทั้งหมด 4 ตัว (Quad Camera) บนตัวเครื่องที่ความเหลี่ยมกว่าเดิม พร้อมกรอบสแตนเลสสตีล รวมถึงมีตัวเครื่องสีใหม่ล่าสุดอย่าง Pacific Blue โดยรองรับคุณสมบัติป้องกันน้ำมาตรฐาน IP68 ที่ระดับความลึก 6 เมตร ในเวลาไม่เกิน 30 นาที

ส่วน Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G มาในดีไซน์เหมือนรุ่นก่อนเช่นกัน กับจอไร้ขอบเจาะรูกล้องหน้า ลงขอบโค้งทั้งสองด้านในชื่อ Infinity-O  Dynamic AMOLED 2X Display ขนาดใหญ่กว่าทาง iPhone 12 Pro Max เล็กน้อยที่ 6.9 นิ้ว ครอบทับหน้าจอด้วย Gorilla Glass Victus ใหม่ล่าสุด ที่ทนต่อการทกกระแตกที่ระดับความสูง 2 เมตร ส่วนที่ด้านหลังมีกล้อง 3 ตัว (Triple Camera) ดีไซน์ใหม่หมดจด บนตัวเครื่อง Metal-Glass ที่เป็นการผสานกันของโลหะ และกระจก รองรับคุณสมบัติการป้องกันน้ำมาตรฐาน IP68 ที่ระดับความลึก 1.5 เมตร ไม่เกิน 30 นาที

 

เปรียบเทียบเสปก iPhone 12 Pro Max และ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G

จากตารางข้างต้นสามารถสรุปการเปรียบเทียบ iPhone 12 Pro Max และ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G ในแต่ละด้านได้ดังนี้

 

หน้าจอแสดงผล

iPhone 12 Pro Max ใช้งานหน้าจอ All-Screen OLED Super Retina XDR ขนาด 6.7 นิ้ว พร้อมมาตรฐาน HDR, True Tone และฟังก์ชัน Haptic Touch โดยมีความคมชัด 1284x2778 พิกเซล (458 ppi) กับค่า Refresh Rate ระดับ 60Hz ส่วนทาง Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G มาพร้อมกับหน้าจอแบบ Infinity-O Dynamic AMOLED 2X Display ขนาด 6.9 นิ้ว พร้อมมาตรฐาน HDR10+ และฟังก์ชัน Always On Display กับความคมชัดระดับ 2K QHD+ (11440x3040 พิกเซล : 496 ppi) และชูโรงที่ค่า Refresh Rate ระดับสูงสุดที่ 120Hz ซึ่งช่วยให้ใข้งานได้ลื่นไหลขึ้น โดยเฉพาะการเล่นเกม

 

หน่วยประมวลผล

iPhone 12 Pro Max มากับชิปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุดของ Apple อย่าง A14 Bionic ที่ถือเป็นชิปเซ็ตบนสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมระดับ 5nm โดยมีจุดเด่นที่ประสิทธิภาพการทำงานของ CPU และ GPU ดีกว่าเดิม พร้อมประหยัดพลังงานมากขึ้น และและยังช่วยเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ ทำให้ชิปเซ็ตประมวลผลได้รวดเร็วขึ้นตามไปด้วย พร้อมกับมีความจุให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ 128GB / 256GB / 512GB

สำหรับ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G มากับชิปเซ็ต Exynos 9 Octa 990 รุ่นท็อปใหม่ล่าสุด ที่มีประสิทธิภาพ CPU และ GPU ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 20% พร้อมหน่วยประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะอย่าง Dual-core neural processing unit (NPU) ที่เน้นความเร็วด้านการประมวลผล ผสานเทคโนโลยี AI ร่วมกับการทำงานด้านต่างๆ ทั้งการประมวลผลภาพ กล้องถ่ายภาพ รวมไปถึงการเล่นเกม ซึ่งจับคู่กับ RAM แบบ LPDDR5 ขนาด 12GB พร้อมความจุภายในตัวเครื่อง 2 ความจุ ได้แก่ 256GB และ 512GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 1TB อีกด้วย 

 

กล้องถ่ายภาพ

iPhone 12 Pro Max อัปเกรดจากรุ่นก่อน ด้วยกล้องหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ที่เป็นการอัปเกรดกล้อง 3 ตัวจากบน iPhone 11 Pro พร้อมเพิ่มกล้อง LiDAR Scanner สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น ซึ่งประกอบไปด้วย

  • กล้องตัวที่หนึ่งเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แบบ 7 ชิ้นเลนส์ รองรับระบบ OIS เทคโนโลยี 100% Focus Pixel มีรูรับแสงขนาด F/1.6
  • กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แบบ 5 ชิ้นเลนส์ ทางยาวโฟกัส 13mm ถ่ายภาพมุมกว้างสุด 120 องศา
  • กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แบบ 6 ชิ้นเลนส์ ทางยาวโฟกัส 65mm รองรับระบบ OIS เทคโนโลยี 100% Focus มีรูรับแสงขนาด F/2.2 และรองรับการซูมภาพแบบ Optical สูงสุดที่ 2.5 เท่า (2.5x Optical Zoom)
  • กล้องตัวที่สี่แบบ LiDAR Scanner สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น

ซึ่งรองรับเทคโนโลยี 100% Focus Pixels, รองรับการซูมแบบ 5x Optical Zoom range, โหมด Night สำหรับถ่ายภาพกลางคืน, โหมดหน้าชัดหลังเบลอ พร้อม Portrait Lighting, เทคโนโลยี Deep Fusion, ฟังก์ชัน Smart HDR 3, รองรับ ProRAW และการบันทึกวิดีโอแบบ 10-bit HDR Video / Dolby Vision Video ที่ระดับ 4K 60fps ได้เป็นรุ่นแรกของโลก รวมถึงรองรับฟังก์ชัน Night mode Time-lapse พร้อมระบบกันสั่นแบบ OIS สำหรับการถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะ  

 

ทางด้าน Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G มีกล้องหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ที่ยกฟังก์ชันส่วนใหญ่มาจาก Galaxy S20 Ultra โดยประกอบไปด้วย

  • กล้องตัวหลักเลนส์ Wide-Angle ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล พร้อมเม็ดพิกเซลขนาด 1.8 ไมครอน, รูรับแสง (Aperture) ขนาด F1.8 และระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS
  • กล้องตัวที่สองเลนส์ Periscope Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง (Aperture) ขนาด F3.0, ระบบป้องกันการสั่นแบบ OIS, รองรับการซูมภาพด้วยเลนส์ได้ 5 เท่า (5x Optical Zoom) และซูมภาพสูงสุด 50 เท่า (50x Hybrid Zoom)
  • กล้องตัวที่สามเลนส์ Ultra Wide-Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง (Aperture) ขนาด F2.2 และสามารถเก็บภาพมุมกว้างสูงสุดที่ 120 องศา

ซึ่งรองรับฟังก์ชัน Scene Optimizer, โหมด Night ถ่ายภาพกลางคืน, รองรับการซูมแบบ 5x Optical Zoom พร้อมซูมสูงสุดที่ 50x Hybrid Zoom, ฟังก์ชัน AR Emoji, โหมดหน้าชัดหลังเบลอ Live Focus, รองรับไฟล์  RAW และสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 8K พร้อมฟังก์ชันกันสั่นแบบ Super Steady ที่รองรับการซูมแบบ Optical Zoom รวมถึงการถ่ายวิดีโอหน้าชัดหลังเบลอ Live Focus Video, ฟังก์ชัน Zoom-In Mic ยิ่งซูมเสียงยิ่งชัด และ Super Slow-mo 

 

สำหรับกล้องหน้าของ iPhone 12 Pro Max เป็นแบบ TrueDepth ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล โดยรองรับโหมด Portrait พร้อม Portrait Lighting, เทคโนโลยี Deep Fusion, โหมด Night สำหรับเซลฟี่, โหมดถ่ายวิดีโอแบบ Night mode Time-lapse และรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ 10-bit HDR Video / Dolby Vision Video ได้เหมือนกับกล้องหลัง

 

ส่วน Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G มากับกล้องหน้าฝังบนจอความละเอียด 10 ล้านพิกเซล โดยรองรับเทคโนโลยี Dual Pixel พร้อมโหมด Live Focus ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ, ฟังก์ชัน AR Emoji, โหมดหน้าสวย Beauty และการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ Live Focus Video

 

แบตเตอรี่

Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G ให้แบตเตอรี่มาที่ 4500 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 25W SuperFast Charge และเทคโนโลยีชาร์จไร้สายแบบ 15W Wireless Charging 2.0 รวมถึงการชาร์จย้อนกลับแบบไร้สายอย่าง Wireless PowerShare 9W

สำหรับ iPhone 12 Pro Max นั้นไม่มีการระบุถึงขนาดแบตเตอรี่ไว้ แต่รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วเพื่อย่นระยะในการชาร์จแบตอย่าง 20W Fast Charging รวมถึงการชาร์จไร้สายมาตรฐาน Qi Wireless Charging 7.5W และ MagSafe Wireless 15W

 

การรองรับ 5G

ทั้ง iPhone 12 Pro Max และ Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ในประเทศไทย ที่เปิดให้บริการตอนนี้ 

 

ราคา

Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G เปิดราคาที่ 42,900 บาท สำหรับรุ่นความจุ 256GB และราคา 46,900 บาท สำหรับความจุ 512GB พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ทั้งหมด 3 ตัวเลือก ได้แก่ Mystic Black, Mystic White และ Mystic Bronze

ส่วน iPhone 12 Pro Max ยังไม่เปิดราคาในไทย และยังไม่มีข้อมูลว่าจะเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราช่วงใด แต่เมื่อพิจารณาจากราคาเปิดตัว iPhone 11 Pro ราคาขายเริ่มต้นในไทย จะสูงกว่าสหรัฐฯ ราว 4,600 บาท หรือคิดเป็น 13.69% ซึ่งหากเรานำส่วนต่างตรงนี้ไปประเมินราคาขายของ iPhone 12 Pro Max ในประเทศไทยโดยอ้างอิงราคาเปิดตัวในสหรัฐฯ จะมีรายละเอียดดังนี้ 

 

iPhone 12 Pro Max (ราคาคาดการณ์ในไทย)

  • รุ่น 128GB  ราคา 39,900 บาท (ราคาคาดการณ์)
  • รุ่น 256GB  ราคา 45,900 บาท (ราคาคาดการณ์)
  • รุ่น 512GB  ราคา 50,900 บาท (ราคาคาดการณ์)

 

จากการเปรียบเทียบข้างต้น ทางทีมงานไม่สามารถบอกได้ว่ารุ่นใดที่ดีสุด หรือคุ้มค่าที่สุด ทั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับตัวผู้ใช้เอง ว่ามีความชื่นชอบสมาร์ทโฟนรุ่นใดมากที่สุด ทั้งในด้านการดีไซน์ว่าสวยถูกใจขนาดไหน และฟีเจอร์ด้านในสามารถพร้อมตอบโจทย์การใช้งานของตนเองได้ครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งหากว่าได้ทดลองใช้งานในเบื้องต้น แล้วเกิดความพึงพอใจ ก็ถือได้ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นคุ้มค่าแก่การจับจองเป็นเจ้าของแล้วค่ะ สำหรับวันนี้ทางทีมงานต้องขอลาไปก่อน พบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีค่ะ

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 19/10/2563