เปิดตัว Infinix Note 60 Ultra ดีไซน์ร่วม Pininfarina กล้อง 200MP แบต 7,000mAh
Infinix Note 60 Ultra สมาร์ตโฟนที่ออกแบบโดย Pininfarina พร้อมกล้อง 200MP และแบตเตอรี่ 7,000mAh
Infinix เปิดตัว Note 60 และ Note 60 Pro ไปเมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่ไฮไลต์จริงถูกเก็บไว้เป็นรุ่นท็อปอย่าง Infinix Note 60 Ultra Design by Pininfarina นี่คือครั้งแรกที่สำนักออกแบบระดับตำนานจากอิตาลีได้เข้ามาทำงานกับสมาร์ตโฟน อีกหนึ่ง “ครั้งแรก” คือรุ่น Ultra เป็นรุ่นแรกที่รองรับการโทรผ่านดาวเทียมแบบสองทาง (ไม่ใช่แค่ส่งข้อความ) ใช้งานได้ข้ามหลายประเทศ

Infinix Note 60 Ultra เป็นรุ่นแรกที่รองรับการโทรผ่านดาวเทียมแบบสองทาง
รุ่น Ultra มาพร้อมเฟรมอะลูมิเนียมอัลลอยความแข็งแรงสูง ด้านหลังเป็นโมดูลกล้องดีไซน์เฉพาะที่เรียกว่า Uni-Chassis Camera Module ใช้กระจก Gorilla Glass Victus แผ่นเดียวครอบทั้งชุดกล้อง 3 ตัว หน้าจอแบบ dot-matrix และมี “ลูกเล่นเซอร์ไพรส์” ซ่อนอยู่
Pininfarina ได้แรงบันดาลใจจากผลงานออกแบบรถยนต์ตลอดเกือบ 1 ศตวรรษ และปีนี้บริษัทมีอายุครบ 95 ปีพอดี โดย Infinix Note 60 Ultra มาพร้อมดีไซน์ “Floating Taillight” ที่สว่างขึ้นตอนเปิดเครื่องหรือเมื่อมีการแจ้งเตือน

โมดูล Uni-Chassis Camera Module บน Infinix Note 60 Ultra
ใต้กระจก Uni-Chassis คือกล้องหลัก 200MP ที่ใช้เซนเซอร์ Samsung HPE ขนาด 1/1.4 นิ้ว และทำซูม 2x แบบ lossless ได้ ส่วนการซูมระยะไกลมีกล้อง Periscope 50MP (JN5) กำลังขยาย 3.5x และซูม 7x แบบ in-sensor ขณะที่กล้องอัลตร้าไวด์มุมกว้าง 112° เข้ามาเติมเต็มชุดกล้อง 3 ตัว รุ่นนี้ยังเป็น Infinix รุ่นแรกที่รองรับ Ultra HDR Capture และ XDR Display (ทำงานด้วย XDR Image Engine ที่พัฒนาภายใน)
รุ่น Ultra ขับเคลื่อนด้วยชิป Dimensity 8400 (4nm) ที่มาพร้อม CPU แบบ all-big-core (8x Cortex-A725) และ GPU Mali-G720 MC7 โดยมีให้เลือกเพียงสเปกเดียวคือ RAM 12GB ความจุ 256GB และมี eSIM ในตัว ชิปเซ็ตถูกระบายความร้อนด้วย 3D IceCore vapor chamber

กล้องหลัก 200MP, กล้อง Periscope 50MP ซูม 3.5x และกล้องอัลตร้าไวด์ 112°
ตัวเครื่องมาพร้อม Android 16 (XOS 16) ตั้งแต่แกะกล่อง และจะได้รับอัปเดตระบบหลัก 3 เวอร์ชัน พร้อมแพตช์ความปลอดภัยนาน 5 ปี ส่วนในกล่องจำหน่ายมีของแถมแนวซูเปอร์คาร์ ได้แก่ แท่น MagCharge Base (โลหะผสมสังกะสี), MagPad ลาย Kevlar, เคส MagCase ลาย Kevlar แบบสั่งทำ และเข็มจิ้มซิมรุ่น Track-Edition
หลังจากพูดถึงด้านหลังของ Infinix Note 60 Ultra กันไปมากแล้ว มาดูด้านหน้ากันบ้าง โดยมาพร้อมจอ OLED ขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียด 1.5K รีเฟรชเรต 144Hz และดันความสว่างได้สูงสุด 4,500 nits ป้องกันด้วย Gorilla Glass 7i และตัวเครื่องได้มาตรฐาน IP64 (กันฝุ่นสนิท และทนละอองฝน)
Infinix ใส่ลำโพงสเตอริโอให้กับ Infinix Note 60 Ultra พร้อม Sound By JBL เพื่อเสียงรอบทิศทางแบบ 360°
ภายในมีแบตเตอรี่ซิลิคอน-คาร์บอนความจุ 7,000mAh โดย Infinix เคลมว่าได้พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ self-healing ที่สามารถกู้คืนสุขภาพแบตได้ 1% ทุก ๆ 200 รอบการชาร์จ
ด้านการชาร์จ รองรับชาร์จไวแบบสาย 100W ชาร์จถึง 50% ใน 18 นาที และเต็ม 100% ใน 48 นาที อีกทั้งยังรองรับชาร์จไร้สาย 50W พร้อมความเข้ากันได้กับ Infinix MagCharge (และมีอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ในกล่อง)

Infinix Note 60 Ultra มีให้เลือก 4 สี: Torino Black, Monza Red, Amalfi Blue และ Roma Silver
Pininfarina และ Infinix เลือกโทนสีที่ได้แรงบันดาลใจจากซูเปอร์คาร์ ได้แก่ Torino Black, Monza Red, Amalfi Blue และ Roma Silver
Infinix Note 60 Ultra จะเริ่มวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ โดยราคาในมาเลเซียเริ่มต้นที่ 3,000 ริงกิตมาเลเซีย ซึ่งคิดเป็นประมาณ $760 / €655 / £570 / ₹70,000 ส่วนราคาจริงในประเทศอื่น ๆ จะประกาศตามมาในภายหลัง
สรุปสเปก Infinix Note 60 Ultra Design by Pininfarina
-
จุดเด่น: รองรับการโทรผ่านดาวเทียมแบบสองทาง (โทรได้ ไม่ใช่แค่ส่งข้อความ) ข้ามหลายประเทศ
-
วัสดุ/งานประกอบ: เฟรมอะลูมิเนียมอัลลอย, โมดูลหลัง Uni-Chassis Camera Module ครอบด้วย Gorilla Glass Victus, มี “Floating Taillight”
-
กล้องหลัง 3 ตัว:
-
กล้องหลัก 200MP เซนเซอร์ Samsung HPE ขนาด 1/1.4"
-
ซูม 2x แบบ lossless
-
กล้อง Periscope 50MP (JN5) ซูม 3.5x + ซูม 7x แบบ in-sensor
-
กล้องอัลตร้าไวด์ 112°
-
รองรับ Ultra HDR Capture และ XDR Display (XDR Image Engine พัฒนาภายใน)
-
-
ชิป: Dimensity 8400 (4nm)
-
CPU/GPU: 8x Cortex-A725 (all-big-core), Mali-G720 MC7
-
หน่วยความจำ: RAM 12GB
-
ความจุ: 256GB
-
การเชื่อมต่อ: eSIM ในตัว
-
ระบบระบายความร้อน: 3D IceCore vapor chamber
-
ระบบปฏิบัติการ: Android 16 (XOS 16)
-
การอัปเดต: อัปเดตระบบหลัก 3 เวอร์ชัน + แพตช์ความปลอดภัย 5 ปี
-
หน้าจอ: OLED 6.78" ความละเอียด 1.5K, 144Hz, สว่างสูงสุด 4,500 nits, กระจก Gorilla Glass 7i
-
มาตรฐานกันฝุ่นกันน้ำ: IP64 (กันฝุ่นสนิท/ทนละอองฝน)
-
ลำโพง: สเตอริโอ Sound By JBL (เสียง 360°)
-
แบตเตอรี่: 7,000mAh (ซิลิคอน-คาร์บอน) + เทคโนโลยี self-healing (กู้คืนสุขภาพแบต 1% ต่อทุก 200 รอบชาร์จ)
-
ชาร์จไวแบบสาย: 100W (50% ใน 18 นาที, 100% ใน 48 นาที)
-
ชาร์จไร้สาย: 50W รองรับ Infinix MagCharge
-
สี: Torino Black, Monza Red, Amalfi Blue, Roma Silver
-
ราคา (มาเลเซีย): MYR 3,000 (ประมาณ $760 / €655 / £570 / ₹70,000)
-
ของแถมในกล่อง: MagCharge Base (zinc alloy), MagPad ลาย Kevlar, MagCase ลาย Kevlar แบบสั่งทำ, เข็มจิ้มซิม Track-Edition
-------------------------------------
ที่มา : gsmarena
นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com
วันที่ : 5/3/2569





