หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 2/4/2561

Huawei P20 Pro : ไขข้อสงสัย กล้อง 3 ตัวดีกว่ากล้องคู่อย่างไร กล้องที่เพิ่มเข้ามาทำอะไรได้บ้าง?

 

กำลังเป็นที่พูดถึงกันเลยทีเดียวสำหรับ Huawei P20 และ P20 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวกันไปหมาดๆ และมีจุดเด่นที่กล้องดิจิทัลด้านหลังจาก Leica แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ Huawei P20 Pro ที่มาพร้อมกับกล้องหลังถึง 3 ตัวด้วยกัน นับเป็นครั้งแรกของวงการสมาร์ทโฟนที่ข้าวข้ามขีดจำกัดของกล้องคู่ไป

อย่างไรก็ดี ด้วยความที่กล้อง 3 ตัวเป็นนวัตกรรมแปลกใหม่ จึงเป็นที่สงสัยกันว่ากลไกของกล้อง 3 ตัวนั้นทำงานอย่างไร ต่างจากกล้องคู่อย่างไรกันแน่ และกล้องตัวที่ 3 มีความสำคัญแค่ไหน ในวันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลของนวัตกรรม Triple-Camera ของ Huawei P20 Pro มาอธิบายให้คลายสงสัยกันครับ

ข้อมูลพื้นฐานของกล้อง Huawei P20 Plus


ฟีเจอร์อื่นๆ :

  • โฟกัสภาพอัตโนมัติ : PDAF, เลเซอร์โฟกัส (สูงสุด 3 เมตร)
  • รูรับแสง : f1.8-f2.4
  • แฟลช : Dual LED
  • เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิสี : 1,000-10,000K
  • ISO: สูงสุด 102400

จุดเด่นหลักๆ ของกล้อง Huawei P20 Pro มีอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ การซูม 5 เท่าโดยไม่เสียคุณภาพ (5x Lossless Hybrid Zoom), การชดเชยการสั่นในการถ่าย Long Exposure และเทคโนโลยี Pixel Fusion ที่รับแสงสว่างได้มากกว่าเซ็นเซอร์ RGB ทั่วไป พร้อมค่า ISO สูงสุด 102400 ทำให้ถ่ายรูปได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงเพียง 1 Lux  และการถ่ายรูปในที่มีแสงน้อยมากแม้เพียง 1 Lux ด้วยการตั้งค่า ISO สูงสุดถึง 102400 นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเด่นอื่นๆ เช่นการตรวจวิเคราะห์วัตถุด้วย AI, การถ่ายวิดีโอ slowmotion 960 fps

ตามสเปกแล้ว กล้อง 3 ตัวของ Huawei P20 Pro มีความละเอียดอยู่ที่ 40+20+8 ล้านพิกเซลก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะถ่ายภาพความละเอียด 68 ล้านพิกเซลได้ ความละเอียดสูงสุดที่สามารถ่ายออกมาได้ 40 ล้านพิกเซลซึ่งเป็นความละเอียดของกล้องหลัก (เลนส์ RGB) แต่สำหรับการถ่ายรูปทั่วๆ ไปเราอาจไม่ต้องการความละเอียดสูงขนาดนี้ เว้นแต่ว่าจะถ่ายภาพด้วยการซูม 5x Lossless ซึ่งจะช่วยเรื่องความคมชัดได้

 

กล้อง 3 ตัวทำงานอย่างไร?

จริงๆ แล้ว Huawei P20 Pro ยังคงใช้หลักการถ่ายภาพด้วยเซ็ตอัพกล้องเลนส์ขาว-ดำกับเลนส์ RGB อยู่เหมือน P Series รุ่นที่ผ่านๆ มา ด้วยการให้เลนส์ขาวดำวัดข้อมูลแสงสว่างที่เข้ามาในภาพ ในขณะที่เลนส์ RGB จะรับทั้งข้อมูลแสงและสีของภาพ แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกัน เพื่อให้ได้ภาพสีที่มี contrast และความคมชัดมากขึ้น

สำหรับกล้องตัวที่ 3 ที่เพิ่มเข้ามานั้นก็คือเลนส์ Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลซึ่งมีประโยชน์โดยตรงต่อฟังก์ชัน 5x Lossless Hybrid Zoom ซึ่งทำงานด้วยการขยายภาพทางลึกที่ได้จากกล้องเลนส์ Telephoto แล้วนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกับภาพที่ได้จากกล้องอีก 2 ตัวที่เหลือที่มีความละเอียดสูงกว่าเพื่อเติมเต็มรายละเอียดและสีสัน

เรามาดูภาพตัวอย่างการซูมแบบ 5x Lossless กันครับ

1x Zoom

2x Zoom

5X Zoom

10x Zoom

ภาพตัวอย่างจาก PCMag

จากภาพจะเห็นได้ว่า Huawei P20 Pro ยังคงรักษาความคมชัดได้อยู่จนถึงระดับการซูมที่ 5 เท่า โดยสังเกตได้ว่ารายละเอียดบนผิวขนมมาการองแต่ละชิ้นยังคมชัดแทบไม่ต่างจากระดับ 2x อย่างไรก็ดีเมื่อลองซูมเข้าไปที่ระดับ 10x ซึ่งอยู่นอกเหนือขีดจำกัดของระบบ Lossless Hybrid Zoom ความคมชัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากเลนส์ Telephoto แล้ว Huawei P20 Pro ยังได้อัปเกรดเซ็นเซอร์รับภาพด้วยเทคโนโลยีใหม่ด้วยเช่นกัน นั่นคือเทคโนโลยี Pixel Fusion ครับ

 

Pixel Fusion เทคโนโลยีเพื่อการถ่ายภาพในที่มืด

 

ใครได้ชมการเปิดตัวของ Huawei P20 คงจะได้เห็นตัวอย่างภาพถ่ายภายใต้แสง 1 Lux กันไปแล้ว ซึ่งภาพที่ถ่ายโดย Huawei P20 นั้นมีความสว่างจนเห็นวัตถุได้ ในขณะที่ภาพของสมาร์ทโฟนคู่แข่งมืดจนแทบมองไม่เห็น การที่ Huawei P20 สามารถรับแสงสว่างได้มากขนาดนี้เป็นผลลัพธ์ของเทคโนโลยี Pixel Fusion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ P20 Pro รับแสงได้มากกว่าเซ็นเซอร์ RGB ทั่วไปที่มีขนาดเดียวกันถึง 4 เท่า โดยการรวมเม็ดพิกเซลสีเดียวกัน 4 พิกเซลเป็นหนึ่งเดียว ทำให้รับแสงสว่างได้มากกว่าพิกเซลที่มีขนาดเล็กกว่า และจับข้อมูลของภาพถ่ายได้มากและเร็วกว่าอีกด้วย

 

AIS ระบบกันสั่นด้วย AI

โดยทั่วไประบบกันภาพสั่นที่ใช้กันในสมาร์ทโฟนจะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่ระบบกันสั่นด้วยฮาร์ดแวร์ (OIS) และซอฟต์แวร์ (EIS) สำหรับระบบ OIS ตัวเลนส์กล้องจะถูกยึดด้วยแกนกันสั่น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นแบบ 3-4 แกน (3-4 Axis) ถ้ามือถือเกิดสั่นไหวไปในทิศทางใด ตัวกันสั่นจะล็อกเลนส์ไว้ ณ จุดที่โฟกัสภาพ และขยับสวนทางกับทิศทางที่อุปกรณ์สั่นไหว ในขณะที่ EIS จะทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่สามารถวิเคราะห์รายละเอียดในภาพว่ามีอะไรบ้าง และเมื่อผู้ใช้กดชัตเตอร์ ซอฟต์แวร์จะวิเคราะห์ว่ามีการสั่นไหวเกิดขึ้นหรือไม่ และสั่นไปในทิศทางใด แล้วขยับรูปภาพเพื่อชดเชยระยะสั่น ซึ่งในทางเทคนิค ระบบ OIS จะมีประสิทธิภาพมากกว่า EIS

แต่สำหรับ Huawei P20 และ P20 Pro นั้นไม่ได้ใช้ระบบกันสั่นทั้ง 2 ข้างต้น แต่เป็นระบบกันสั่นด้วย AI หรือที่เรียกว่า AIS ที่มีการทำงานคล้าย EIS แต่ด้วยระบบ Machine Learning และชิป NPU ทำให้ AIS เหนือกว่า EIS พอสมควร และที่น่าสนใจคือ AIS ของ Huawei P20 ยังสามารถรักษาความนิ่งในการถ่ายภาพแบบ Long Exposure ด้วยมือได้นานถึง 4 วินาที ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องตลอดเวลา (แต่ถ้าถ่ายนานกว่านั้นก็ยังคงต้องใช้ขาตั้งเหมือนเดิม)

 
ตัวอย่างภาพถ่ายปกติกับภาพถ่าย Long Exposure โดย Android Authority 

สรุป

กล้อง 3 ตัวของ Huawei P20 Pro ประกอบด้วยเลนส์ RGB 40 ล้านพิกเซล, เลนส์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซล และที่เพิ่มเข้ามาคือเลนส์เทเลโฟโต้ 8 ล้านพิกเซล ระบบการประมวลผลภาพโดยรวมยังคงเหมือนกับสมาร์ทโฟน P Series รุ่นก่อนๆ โดยให้เลนส์ขาวดำวัดข้อมูลแสงสว่างที่เข้ามาในภาพ ในขณะที่เลนส์ RGB จะรับทั้งข้อมูลแสงและสีของภาพ แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกัน เพื่อให้ได้ภาพสีที่มี contrast และความคมชัดมากขึ้น ส่วนเลนส์เทเทโฟโต่ที่เพิ่มเข้ามานั้นจะช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านการซูม ทำให้ซูมได้ถึง 5 เท่าโดยไม่เสียคุณภาพ (5x Lossless Hybrid Zoom) นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพอื่นๆ ให้กับตัวกล้องด้วยการใช้เทคโนโลยี Pixel Fusion ในเซ็นเซอร์ ทำให้รับแสงสว่างได้มากกว่าเซ็นเซอร์ RGB ปกติ และใช้ระบบกันสั่นด้วย AI ซึ่งแตกต่างจากสมาร์ทโฟนทั่วไป นอกจากนี้การประมวลผลภาพจะพึ่งพาความสามารถของ AI เป็นส่วนใหญ่

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะหายสงสัยกันแล้วว่ากล้องทั้ง 3 ตัวของ Huawei P20 Pro นั้นทำงานอย่างไร และดีกว่ากล้องคู่อย่างไร แต่สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นนี้ยังมีอะไรให้ทดสอบอีกหลายอย่าง ซึ่งทาง Thaimobilecenter จะทยอยทำการทดสอบภาพถ่ายของ Huawei P20 Pro ภายใต้สภาวะต่างๆ และเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆ ให้ชมกัน เพื่อให้เห็นกันชัดๆ ว่าจะมีประสิทธิภาพดีอย่างที่คิดไว้จริงๆ หรือไม่ อย่าลืมติดตามกันนะครับ

 

ที่มา : PCMag, Android Authority


วันที่ : 2/4/2561

 



Tags :
  


Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy