ส่องนวัตกรรมนำเทรนด์ของสมาร์ทโฟน Huawei พร้อมทำความรู้จักกับ Kirin 980 ชิปเซ็ต AI ที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ
วงการสมาร์ทโฟนขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายแบรนด์ต่างก็ผลัดกันคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ออกมาผลักดันวงการอย่างไม่ขาดสาย หนึ่งในนั้นคือ Huawei ที่เคยสร้างความฮือฮาให้แก่วงการหลายครั้ง และจุดประกายให้เกิดเทรนด์ใหม่ๆ ขึ้นในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ซึ่งล่าสุด Huawei ก็ได้เปิดตัว Kirin 980 ชิปเซ็ต AI รุ่นใหม่ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรเป็นรุ่นแรกของโลกออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ Huawei เคยฝากนวัตกรรมอะไรไว้กับวงการสมาร์ทโฟนบ้าง ในวันนี้เราจะมาย้อนดูกันครับ
สมาร์ทโฟน AI รุ่นแรกของโลก : Huawei Mate 10 Pro

ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็นฟีเจอร์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ยุคใหม่ หากมองย้อนกลับไป สมาร์ทโฟนที่นำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังเป็นรุ่นแรก คือ Huawei Mate 10 Pro ซึ่งมาพร้อมกับชิปเซ็ต Kirin 970 ที่มีหน่วยประมวลผล NPU (Neural-Network Processor Unit) ติดตั้งมาด้วย ต่างจากชิปเซ็ตทั่วๆ ไปในขณะนั้นที่มีสองส่วนหลักๆ คือ CPU (Central Processing Unit) และ GPU (Graphics Processing Unit) โดย NPU จะทำหน้าที่เป็นมันสมองให้กับระบบ AI ที่ฝังตัวอยู่ ให้สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนได้ ซึ่งถูกนำมาใช้ในเกือบทุกการทำงานของสมาร์ทโฟน ตั้งแต่การประมวลผลทั่วไป, การจัดสรรพลังงาน, การเรียนรู้ลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการนำ AI มาใช้กับกล้องดิจิทัล ที่ทำให้ Huawei Mate 10 Pro สามารถวิเคราะห์ฉาก และแยกแยะวัตถุในฉากได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งปรับการตั้งค่ากล้องให้เหมาะสมกับฉากนั้นๆ โดยอัตโนมัติ ทำให้ภาพออกมาสวยงามราวกับถ่ายด้วยตากล้องมืออาชีพ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องเข้าไปตั้งค่าใดๆ ให้ยุ่งยาก

หลังจากที่ความสามารถของ AI บนสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นที่รู้จักในวงการแล้ว ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ ต่างก็หันมาพัฒนาระบบ AI ของตนเองบ้าง ยุคนี้จึงกลายเป็นยุคของ “AI Smartphones” ที่ฉลาดกว่าเดิมรอบด้าน จึงพูดได้ว่า Huawei Mate 10 Pro คือผู้จุดประกายเทรนด์ AI ให้แก่วงการอย่างแท้จริงครับ
สมาร์ทโฟนกล้อง 3 ตัวรุ่นแรกของโลก : Huawei P20 Pro

หลังจากที่กล้องคู่กลายเป็นฟีเจอร์เด่นของสมาร์ทโฟนมาได้พักใหญ่ ในที่สุด Huawei ก็ได้ยกระดับเทรนด์นี้ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Huawei P20 Pro ที่มีกล้องหลังถึง 3 ตัว
กล้องทั้ง 3 ตัวของ Huawei P20 Pro ประกอบด้วยเลนส์รับภาพสี (RGB), เลนส์รับภาพขาว-ดำ (Monochrome) และเลนส์ Telephoto ทำงานประสานกันโดยเลนส์ขาว-ดำจะเก็บภาพเพื่อวัดข้อมูลแสงสว่าง ในขณะที่เลนส์ RGB รับทั้งข้อมูลแสงและสีของภาพ ส่วนเลนส์ Telephoto จะขยายรายละเอียดของภาพในทางลึก จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลร่วมกันด้วย AI จนได้ภาพถ่ายที่มีรายละเอียดคมชัด และมีสีสันสดใสสวยงาม นอกจากนี้เลนส์ Telephoto ยังปลดล็อกความสามารถของกล้อง Huawei P20 Pro ให้ซูมได้มากถึง 5 เท่าโดยไม่เสียคุณภาพ (5x Lossless Hybrid Zoom) อีกด้วย
เทคโนโลยีกันสั่นด้วย AI (AIS) ครั้งแรกบนสมาร์ทโฟน
โดยทั่วไประบบกันภาพสั่นที่ใช้กันในสมาร์ทโฟนจะมีอยู่ 2 แบบ ได้แก่ระบบกันสั่นด้วยฮาร์ดแวร์ (OIS) และซอฟต์แวร์ (EIS) แต่สำหรับ Huawei P20 และ P20 Pro นั้นจะใช้ระบบกันสั่นด้วย AI หรือที่เรียกว่า AIS ที่ชดเชยการสั่นของภาพด้วยระบบ Machine Learning และชิป NPU ซึ่งเป็นเจ้าแรกในวงการที่นำระบบป้องกันการสั่นแบบนี้มาใช้ และที่น่าสนใจคือระบบ AIS ของ Huawei P20 Series ยังสามารถรักษาความนิ่งในการถ่ายภาพแบบ Long Exposure ด้วยมือได้นานถึง 4 วินาที ทำให้เก็บภาพแสงสีในเวลากลางคืนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยีกล้องถ่ายรูปบนสมาร์ทโฟนของ Huawei จึงมีความโดดเด่น และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้ใช้ครับ
ก้าวใหม่ของวงการ : Kirin 980 SoC

ในงาน IFA 2018 ที่ผ่านมา Huawei ได้เปิดตัวชิปเซ็ตตัวใหม่ Kirin 980 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่รวมความเป็น “ครั้งแรกของโลก” ไว้หลายอย่างด้วยกัน ตั้งแต่การเป็นชิปเซ็ตตัวแรกของโลกที่ผลิตขึ้นภายใต้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร, ชิปเซ็ตตัวแรกของโลกที่ใช้หน่วยประมวลผล CPU Cortex A76 และ GPU Mali-G76 และยังเป็นชิปเซ็ตตัวแรกที่มี Dual-NPU หรือชิปประมวลผล AI แบบคู่อีกด้วย

ทั้งหมดนี้ ทำให้ Kirin 980 มีความสามารถเหนือกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนอย่าง Kirin 970 ทุกด้าน ทั้งการประหยัดพลังงานที่ทำได้ดีกว่าประมาณ 40% และสามารถจดจำรูปภาพได้มากถึง 4,500 ภาพต่อนาที ซึ่งเร็วกว่า Kirin 970 ถึง 120%

ชิปเซ็ต Kirin 980 มีการจัดสรรหน่วยประมวลผลแบบใหม่ โดยแบ่งหน่วยประมวลผล 8 core ออกเป็น 2 Core ขนาดใหญ่, 2 Core ขนาดกลาง และ 4 Core ขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบ big.LITTLE ที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่จะแบ่งหน่วยประมวลผลออกเป็น Core ขนาดใหญ่ที่มีความเร็วสูง กับ Core ขนาดเล็กที่กินพลังงงานต่ำเท่านั้น การเพิ่ม Core ระดับกลางเข้ามาจึงช่วยให้ Kirin 980 จัดสรรพลังงานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

ในส่วนของ AI ที่ช่วยในการถ่ายภาพ แน่นอนว่าก็ได้รับการอัปเกรดขึ้นไปอีกเช่นกัน นอกจากจะประมวลผลได้เร็วขึ้นแล้ว ยังมีความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย จากเดิมที่วิเคราะห์วัตถุได้เพียงรูปร่าง ในตอนนี้สามารถจับรายละเอียดเชิงลึกได้มากขึ้น โดยสามารถแยกแยะแขน ขา หัว และจุดขยับของร่างกายได้อย่างแม่นยำ ทำให้วิเคราะห์ท่าโพสของตัวแบบได้ นำไปสู่การจับจังหวะการถ่ายภาพ และการวาง Composition ที่ดียิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น Kirin 980 ยังได้ติดตั้ง ISP (Image Signal Processor) รุ่นใหม่เข้าไปด้วย ทำให้สามารถติดตามวัตถุและปรับค่าแสง-สีต่างๆ ให้ผู้ใช้เห็นได้แบบ Real-Time ทั้งภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ

สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ ชิปเซ็ต Kirin 980 รองรับคลื่นความถี่ LTE Cat.21 ทำความเร็วในการดาวน์โหลดบนเครือข่าย 4.5G LTE ได้สูงถึง 1.4 GHz สูงกว่าสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในปัจจุบันที่ทำได้ 1.2 GHz และที่สำคัญ Kirin 980 ยังเป็นชิปเซ็ต “5G Ready” เพียงแค่ติดตั้งโมเด็ม 5G ลงไปเท่านั้น ก็พร้อมรองรับเครือข่าย 5G ทันทีที่ระบบสัญญาณเปิดให้บริการ
ด้วยความสามารถทั้งหมดนี้ อาจกล่าวได้ว่าชิปเซ็ต Kirin 980 คือก้าวต่อไปของวงการสมาร์ทโฟนที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับแบรนด์อื่นๆ ในไม่ช้า โดย Kirin 980 จะถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ Huawei Mate 20 Pro ที่จะเปิดตัวในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ จะมีอะไรแปลกใหม่ซ่อนอยู่อีกบ้าง เรามารอดูไปพร้อมกันครับ
บทความนี้เป็น Advertorial
นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com
วันที่ : 17/9/2561





