หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 3/11/2563

เคล็ดลับยืดอายุแบตเตอรี่มือถือ ไม่ให้เสื่อมก่อนเวลาอันควร ใช้ได้ทั้งมือถือ Android และ iPhone (อัปเดต 2020)

 

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมก็ยังคงอยู่คู่กับวงการสมาร์ทโฟนเสมอมา ยิ่งในยุคหลังสมาร์ทโฟนถูกออกแบบมาให้ถอดฝาหลังไม่ได้ การเปลี่ยนแบตเตอรี่จึงต้องทำที่ศูนย์บริการเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งบางทีก็ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ ดังนั้นการถนอมแบตเตอรี่ให้อยู่คู่สมาร์ทโฟนไปนานๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ และในวันนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับถนอมแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร ให้ทุกท่านได้ลองนำไปใช้กันครับ

 

1. หลีกเลี่ยงอุณหภูมิร้อนจัด หรือเย็นจัด

อุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัดจะส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนโดยตรง กรณีที่เจอบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน คือวางเอาไว้ในรถกลางแดดร้อนๆ หรือวางไว้ใกล้หน้าต่างบริเวณที่แดดส่องนานๆ ส่วนสภาวะเย็นจัด พวกเราชาวไทยคงไม่เจออยู่แล้ว นอกจากบางคนที่ต้องทำงานในห้องเย็น หรือลืมมือถือไว้ในตู้เย็นซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นบ่อยครับ

ความร้อนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้อย่างไร?

ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นในแบตเตอรี่จะเป็นไปตามกระแสไฟฟ้าและอุณหภูมิ เมื่อมีไฟฟ้าไหลผ่านแบตเตอรี่ ก็จะเกิดความร้อนตามมา ความร้อนจะทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีอื่นๆ ที่ไม่ต้องการ เช่นการสึกกร่อนของขั้วอิเล็กโทรดเกิดไวขึ้น และยังทำให้ของเหลวในแบตเตอรี่ระเหยไวขึ้น ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้นนั่นเอง

 

2. เปิดใช้ Optimized Battery Charging (สำหรับ iPhone)

Optimized Battery Charging เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่มีตั้งแต่ iOS 13 เป็นต้นไป เมื่อเราเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ iPhone จะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานรวมถึงการชาร์จในแต่ละวันของเรา และปรับการชาร์จให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น หากเราชอบชาร์จ iPhone ทิ้งไว้ก่อนนอนตอน 4 ทุ่ม และตื่นมาถอดสายชาร์จตอน 8 โมงเช้า iPhone ก็จะจดจำพฤติกรรมดังกล่าว และหยุดการชาร์จไว้ที่ 80% ตลอดคืน เมื่อใกล้ถึงเวลาตื่นนอน iPhone ก็จะค่อยๆ ชาร์จแบตเตอรี่ต่อจนเต็ม เมื่อเราตื่นขึ้นมาตอน 8 โมงเช้า แบตเตอรี่ก็จะเต็ม 100% พอดี ซึ่งช่วยชะลอการเสื่อมของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี

เราสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้โดยไปที่ Setting > Battery > Battery Health > Optimized Battery Charging

 

3. ใช้อุปกรณ์ชาร์จของแท้เท่านั้น

อุปกรณ์ชาร์จปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นหัวชาร์จ หรือสายชาร์จ คือตัวอันตรายที่อาจทำให้มือถือลุกไหม้เป็นเถ้าถ่านได้ ถ้าไม่อยากเสี่ยงต้องเลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จของแท้เสมอ ทั้งนี้ของแท้ไม่จำเป็นต้องเป็นของแบรนด์นั้นๆ โดยตรง แบรนด์ Third Party อย่าง Baesus, Belkin, Aukey, Anker ก็มีมาตรฐานสูงทัดเทียมของแท้เช่นกันครับ

 

4. ไม่ต้องชาร์จเร็วเต็มพิกัดทุกครั้งก็ได้

ระบบชาร์จเร็วเป็นฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้สำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน แม้แต่มือถือระดับกลาง หรือระดับล่างก็มีใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่การชาร์จเร็วก็มีส่วนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเราจึงแนะนำให้ชาร์จด้วยกำลังไฟแบบปกติ หรือต่ำกว่ากำลังไฟสูงสุดที่รับได้บ้างเป็นครั้งคราว ตัวอย่างเช่น ถ้ามือถือของเรารองรับชาร์จไว 33W เราอาจเลือกใช้หัวชาร์จที่รองรับชาร์จไว 18W หรือต่ำกว่ามาใช้แทนบ้างในกรณีที่เราไม่ได้รีบใช้งาน อย่างเช่นการชาร์จทิ้งไว้ในตอนกลางคืนครับ

 

5. เลือกเคสที่ไม่สะสมความร้อน

เคสเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในสมาร์ทโฟน เนื่องจากวัสดุและการออกแบบของตัวเคสอาจจะไม่เอื้อต่อการระบายความร้อน โดยเฉพาะเคสราคาถูกที่ความสวยงามมาก่อนคุณภาพ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง แนะนำว่าควรซื้อเคสดีๆ มาใช้จะดีกว่าในระยะยาวครับ

 

6. หลีกเลี่ยงการชาร์จไปด้วย เล่นไปด้วย

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสมาร์ทโฟนเมื่อเราชาร์จไปด้วยเล่นไปด้วยคือแบตเตอรีจะคายประจุและเก็บประจุไปพร้อมๆ กัน เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้บางส่วนของแบตเตอรีผ่านรอบการชาร์จ (cycle) มามากกว่าส่วนอื่นๆ หรือพูดง่ายๆ คือแบตเตอรีจะเสื่อมไม่เท่ากันทั้งก้อน และหมดสภาพไปก่อนเวลาอันควร ดังนั้นหากต้องการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรีให้นานที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานสมาร์ทโฟนหนักๆ (เช่นการเล่นเกม) ระหว่างชาร์จ ส่วนการใช้งานเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไปไม่น่าจะส่งผลอะไรมากครับ


และทั้งหมดนี้ก็เป็นทริคง่ายๆ ที่ช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ให้อยู่คู่มือถือของเราไปนานๆ แต่ทั้งนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่า เราไม่มีทางรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ให้ดีเยี่ยมไปตลอดได้ เพราะไม่ว่าเราจะพยายามถนอมแบตแค่ไหน หรือต่อให้ไม่เคยเปิดเครื่องเลย แบตเตอรี่ก็จะเสื่อมสภาพเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ ทำได้แค่ยืดเวลาไม่ให้มันจากไปก่อนเวลาอันควรเท่านั้นครับ

 

บทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 3/11/2563