หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 24/11/2561

รู้จัก AI Ultra-Clear Engine และ Ultra Night Mode บน OPPO R17 Pro เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้การถ่ายภาพกลางคืนเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องตั้งค่ากล้อง

 

OPPO R17 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล R-Series นอกเหนือจากจะมีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ด้วยหน้าจอแบบไร้ขอบที่ครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้ากว่า 91.5% และบอดี้กระจกไล่เฉดที่มีการไล่สีสันจากขอบจรดขอบแล้ว สมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวยังมาพร้อมกับจุดเด่นด้านกล้องหลังสำหรับถ่ายภาพถึง 3 ตัว (Triple Camera) รวมถึงการถ่ายภาพยามค่ำคืนตามคอนเซ็ปท์ของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้อย่าง “Seize The Night” ที่ช่วยให้การถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยเป็นเรื่องง่าย แม้แต่ผู้ใช้มือใหม่ก็สามารถถ่ายออกมาคมชัดได้โดยที่แทบไม่ต้องตั้งค่ากล้องต่างๆ ให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

สำหรับความลับที่ทำให้การถ่ายภาพกลางคืนด้วย OPPO R17 Pro เป็นเรื่องง่ายนั้น คือนวัตกรรมใหม่ทั้งหมด 2 รูปแบบที่ทาง OPPO ได้คิดค้น และพัฒนาขึ้น ได้แก่ ซอฟท์แวร์อัจฉริยะ AI Ultra-clear Engine และโหมดถ่ายภาพแบบใหม่ในชื่อ Ultra Night Mode ซึ่งนอกเหนือจากซอฟท์แวร์แล้ว ฮาร์ดแวร์กล้องก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ OPPO R17 Pro ถ่ายรูปกลางคืนได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน แต่นวัตกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดคืออะไร? และมีผลต่อการถ่ายภาพกลางคืนบน OPPO R17 Pro อย่างไรบ้าง? ทางทีมงาน Thaimobilecenter จะพาทุกท่านไปรู้จักสองนวัตกรรมนี้แบบเจาะลึกกันครับ

 

เริ่มต้นที่ AI Ultra-Clear Engine กันก่อน โดยนวัตกรรมดังกล่าวเป็นระบบใหม่ล่าสุดที่ทาง OPPO ได้เพิ่มเข้ามาในรุ่น OPPO R17 Pro เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยให้การถ่ายภาพกลางคืนที่สวยงามเป็นเรื่องง่าย โดยระบบดังกล่าวจะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อตรวจจับได้ว่าภาพที่กำลังถ่ายอยู่มีแหล่งกำเนิดแสงที่ค่อนข้างน้อย หรือท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนผ่านจากกลางวันเป็นกลางคืน โดยภายใน AI Ultra-clear Engine ประกอบไปด้วย Engine สำคัญอีก 3 ตัว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายภาพกลางคืนให้สวยงามยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วย

 

เมื่อระบบตรวจจับได้ว่ากำลังถ่ายในสภาวะแสงน้อย จะปรากฏไอคอนที่บริเวณด้านล่างของหน้าจอ

1. AI Engine : ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะที่ทาง OPPO เสริมเข้ามาบน OPPO R17 Pro เพื่อช่วยวิเคราะห์ฉาก หรือซีนที่เรากำลังถ่ายอยู่ จากนั้นจะนำไปเลือกรูปแบบการตั้งค่าของกล้องถ่ายภาพ รวมถึงวิธีการปรับแต่งสีสันให้แบบอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อตรวจจับว่าซีนที่ถ่ายอยู่เป็นซีนกลางคืน กล้องก็จะทำตั้งค่าการถ่ายภาพให้เหมาะแก่การถ่ายภาพแสงน้อย รวมทั้งหากตรวจจับได้ว่ามีตัวแบบอยู่ภายในซีน ก็จะมีการปรับคอนทราส และสีสันของตัวแบบให้มีความสว่างเพื่อช่วยเสริมความโดดเด่น โดย AI Engine ของ OPPO นั้น สามารถตรวจจับซีนต่างๆ ได้มากถึง 800 ซีน จากทั้งหมด 23 หมวดหมู่ ครอบคลุมการถ่ายภาพในทุกสถานการณ์

 


เปรียบเทียบการถ่ายภาพในสภาวะแสงปกติ (บน) และสภาวะแสงน้อย (ล่าง) จะเห็นว่ากล้องใช้เวลาในการบันทึกภาพที่ต่างกัน

2. Ultra-Clear Engine : เมื่อทำการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อย OPPO R17 Pro จะทำการเปิดโหมดถ่ายภาพที่เรียกว่า Ultra-Clear Night แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะขยายเวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์ให้นานขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อทำการเก็บแสงให้ได้มากขึ้น และใช้เวลาในการบันทึกพร้อมประมวลผลภาพนานกว่าปกติ ผลลัพธ์ของ Ultra-Clear Engine จะช่วยลดจุดรบกวน หรือ Noise บนภาพให้น้อยลง แลเพิ่มไดนามิคของภาพถ่ายให้กว้างขึ้น ทำให้ภาพกลางคืนที่ออกมามีความคมชัดนั่นเอง

 


ตัวอย่างภาพเปรียบเทียบที่ถูกปรับแต่งสีสันด้วย Color Engine จาก OPPO 

3.Color Engine : ระบบแต่งเติมสีที่ลงลึกไปถึงระดับพิกเซล ช่วยให้ภาพที่ออกมามีสีสันที่สดใสยิ่งกว่าเดิม และยังเสริมความโปร่ง และมีมิติของภาพมากยิ่งขึ้น

 

สังเกตที่กล้องตัวกลาง จะพบว่ามีการสลับรูรับแสงตามสภาพแสงโดยรอบ และโหมดถ่ายภาพที่ใช้งานอยู่

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าความลับที่ช่วยให้ OPPO R17 Pro ไม่ได้มีเพียงแค่ซอฟท์แวร์อัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงฮาร์ดแวร์กล้องที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้การถ่ายภาพกลางคืนเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดย OPPO R17 Pro มาพร้อมกับกล้องตัวหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ 1/2.55 นิ้ว พร้อมขนาดพิกเซลที่ 1.4 ไมครอน ส่งผลให้มีความไวต่อแสงเมื่อเทียบกับเซ็นเซอร์กล้องมือถือทั่วไปที่มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีสำคัญในชื่อ Smart Aperture ซึ่งเป็นการสลับค่ารูรับแสง หรือค่า F ของกล้องถ่ายภาพอัตโนมัติระหว่าง F/1.5 และ F/2.4 ซึ่งเมื่อระบบตรวจจับได้ว่า ภาพที่กำลังถ่ายเป็นตอนกลางวันซึ่งมีสภาพแสงเพียงพอ ก็จะสลับไปใช้ค่า F แบบแคบที่ F/2.4 แต่เมื่อตรวจจับได้ว่าภาพที่กำลังถ่ายเป็นตอนกลางคืน หรือกำลังถ่ายด้วยฟังก์ชัน Ultra Night Mode จะปรับไปใช้ค่า F กว้างกว่าที่ F/1.5 เพื่อเปิดรับแสงให้ผ่านเข้าไปในตัวเลนส์มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้กล้องเก็บแสงได้มากขึ้นนั่นเองครับ

 

ตัวอย่างการทำงานของฟังก์ชัน Ultra Night Mode จะเห็นว่า กล้องใช้เวลาในการบันทึกภาพที่นานกว่าปกติ และภาพจะค่อยๆ มีความสว่างขึ้นตามระยะเวลาที่ถ่าย

นอกจากนี้ OPPO R17 Pro ยังมาพร้อมกับโหมดถ่ายภาพแบบใหม่ในชื่อ Ultra Night Mode ซึ่งจะเป็นใช้ AI Ultra-clear Engine สำหรับประมวลผลภาพถ่ายเป็นระยะเวลา 2-4 วินาที เพื่อปรับสภาพแสงของภาพให้เหมาะสม ผลลัพธ์จะช่วยให้ภาพที่ออกมามีความคมชัดมากยิ่งกว่าเดิม รวมไปถึงไดนามิคของภาพที่กว้างขึ้นทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ที่ถูกซ่อนไว้ในยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนมากกว่าที่เคย

 

อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่า หากมือไม่นิ่งขณะถ่ายด้วยฟังก์ชัน Ultra Night Mode จะเป็นอย่างไร ? และจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเหมือนกับกล้องใหญ่หรือไม่ ? ประเด็นนี้ทาง OPPO ได้แก้ไขปัญหาด้วยการติดตั้งระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วยชิ้นเลนส์แบบ OIS จำนวน 3 แกน (3-Axis Optical Image Stabilization) มาให้ เพื่อช่วยลดโอกาสในการเกิดอาการภาพเบลอขณะถ่าย ทำให้เราสามารถถ่ายภาพเป็นเวลาหลายวินาทีได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง ซึ่งจากที่ทีมงานได้ทดสอบมาก็พบว่า แม้ขณะถ่ายด้วยฟังก์ชัน Ultra Night Mode มือของผู้ใช้มีการขยับ หรือสั่นเล็กน้อย ภาพทีได้ก็ยังคงมีความคมชัดเช่นเคย แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากฟังก์ชัน Ultra Night Mode เป็นการถ่ายภาพหลายๆ ใบเป็นเวลาหลายวินาที ดังนั้น หากผู้ใช้นำไปถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพคนเดินบนท้องถนน หรือภาพรถวิ่ง ก็อาจทำให้เกิดอาการภาพซ้อนได้ ซึ่งทำให้ Ultra Night Mode ดูจะเหมาะกับการถ่ายภาพที่วัตถุไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพอาคาร หรือวิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนมากกว่าครับ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยฟังก์ชัน Ultra Night Mode บน OPPO R17 Pro

 

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในช่วงเวลาที่เราถ่ายภาพเพียงไม่กี่วินาทีนั้น ระบบต่างๆ ของ OPPO ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์อัจฉริยะมีการทำงานร่วมกันหลายขั้นตอน เพื่อช่วยให้การถ่ายภาพกลางคืนเป็นเรื่องง่ายโดยที่เราไม่จำเป็นต้องตั้งค่าต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบด้านการถ่ายภาพมากพอสมควร

นอกเหนือจากความสามารถด้านการถ่ายภาพกลางคืนแล้ว OPPO R17 Pro ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติเด่นด้านอื่นๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอแสดงผลจอใหญ่ไร้ขอบขนาด 6.4 นิ้ว ที่ครอบทับด้วยกระจกสุดแกร่งอย่าง Gorilla Glass 6 เป็นรุ่นแรกของโลก, การขับเคลื่อนการทำงานด้วยขุมพลังระดับกลางกึ่งท็อปตัวแรง Snapdragon 710, หน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB ที่ช่วยให้การใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ พร้อมกันเป็นไปอย่างลื่นไหล, หน่วยความจำภายในความจุ 128GB ที่เก็บข้อมูลได้อย่างจุใจ, กล้องหน้า 25 ล้านที่มีเทคโนโลยี AI Beauty สำหรับช่วยปรับแต่งภาพถ่ายเซลฟี่ให้มีความสวยงามอัตโนมัติ และไฮไลท์เด่นอย่างระบบชาร์จเร็วแบบ SuperVOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 40% ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

 

สำหรับ OPPO R17 Pro เปิดราคาขายในประเทศไทยที่ 24,990 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 2 เฉดสี ได้แก่ สีม่วงไล่เฉด Radian Mist และสีเขียว Emerald Green โดยเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้วตั้งแต่วันนี้ - 30 พฤศจิกายน 2018 ซึ่งผู้ที่สั่งจองในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้รับของแถมมูลค่ารวมกว่า 9,200 บาท ประกอบไปด้วย บัตร OPPO VIP Card สำหรับใช้สิทธิประกันหน้าจอแตก และชุดขาตั้งกล้อง OPPO Tripod นอกจากนี้ OPPO R17 Pro ยังมีโปรโมชันกับผู้ให้บริการด้านเครือข่ายในประเทศไทย โดยสามารถซื้อเครื่อง OPPO R17 Pro ในราคาพิเศษที่ 9,990 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจที่ผู้ให้บริการเครือข่ายกำหนด สำหรับใครที่สนใจก็สามารถแวะเวียนไปทดลองใช้งานเบื้องต้น และจับจองเป็นเจ้าของ OPPO R17 Pro ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศครับ

 

บทความนี้เป็น Advertorial
นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 24/11/2561