หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 30/4/2563

สมาร์ทโฟนยุคใหม่ ต้องมี RAM แค่ไหนถึงจะพอ?

 

การแข่งขันด้านคุณสมบัติ หรือสเปก เป็นเรื่องปกติของวงการอุปกรณ์ไอทีทั้งหลายรวมถึงสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะในยุคที่สมาร์ทโฟนจีนเฟื่องฟู แบรนด์ต่างๆ ยิ่งพยายามจัดสเปกสมาร์ทโฟนของตัวเองให้แรงขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร ทำให้เราได้เห็นการก้าวกระโดดของสเปกสมาร์ทโฟนในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความละเอียดของกล้อง, ความจุแบตเตอรี่, ความเร็วในการชาร์จ, พลังของชิปเซ็ตประมวลผล และสิ่งหนึ่งที่แข่งกันมากที่สุด ก็คือ RAM ซึ่งมีความจุมากขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็แตะ 16 GB เข้าไปแล้ว เยอะกว่าคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปบางรุ่นเสียอีก...แต่สมาร์ทโฟนของเรา จำเป็นต้องมี RAM มากขนาดนั้นจริงหรือ?

ก่อนที่เราจะไปหาคำตอบในเรื่องนี้ เรามาทำความรู้จัก RAM และหน้าที่ของมันก่อนดีกว่าครับ

 

หน้าที่ของ RAM บนสมาร์ทโฟน

RAM หรือชื่อเต็ม Random Access Memory คือหน่วยความจำที่มีไว้สำหรับพักข้อมูลของโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น เพื่อให้หน่วยประมวลผลหรือ CPU เข้าถึงได้ทันที หากไม่มี RAM CPU จะต้องค้นหาและดึงข้อมูลจากหน่วยความจำถาวรหรือ ROM (Read-only Memory) โดยตรง ทำให้เสียเวลามากขึ้น

สำหรับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เมื่อเราเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมา ข้อมูลบางส่วนของแอปนั้นๆ จะถูกโหลดจาก ROM ขึ้นมาบน RAM เพื่อให้ CPU เข้าถึงและประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเราเปิดแอปขึ้นมามากขึ้น จนกระทั่งไม่มีพื้นที่บน RAM เหลือสำหรับแอปใหม่อีกต่อไป ระบบ Android จะมีวิธีจัดการกับปัญหานี้ 2 แบบ นั่นคือการ SWAP และการ Kill process

SWAP จะเป็นวิธีที่ Android เลือกใช้ก่อนเสมอ โดยวิธีนี้ Android จะย้ายข้อมูลที่เก่าที่สุดบน RAM ไปเก็บไว้บน ROM ชั่วคราว เมื่อเรากลับมาเรียกใช้ข้อมูลนั้นอีกครั้ง ระบบก็จะทำการโหลดข้อมูลขึ้นมาบน RAM ตามเดิม ทำให้เราใช้งานแอปพลิเคชันนั้นต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มแอปใหม่ ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนหนึ่งของ ROM จะถูกสงวนไว้สำหรับการ SWAP โดยเฉพาะ ซึ่งก็มากน้อยต่างกันไปตามที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนนั้นๆ ตั้งค่ามา

แต่ถ้าแอปที่เปิดขึ้นมาใหม่ต้องการใช้พื้นที่บน RAM มาก และการ Swap คืนพื้นที่บน RAM ให้ไม่พอ ระบบ Android จะใช้วิธีที่เข้มงวดขึ้น นั่นคือการ Kill process หรือเคลียร์ข้อมูลที่ค้างอยู่บน RAM ทิ้ง โดย ระบบจะประเมินหา process ที่มีความสำคัญต่ำ และไม่ได้ถูกเรียกใช้เป็นเวลานาน แล้วจัดการปิดมันทิ้งไปเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้กับแอปใหม่ ในกรณีนี้ หากเราสลับแอปนั้นขึ้นมาใช้งานอีก แอปจะเริ่มทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น ไม่สามารถใช้ต่อจากที่ค้างไว้ได้

ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อสมาร์ทโฟน RAM หมดคือ เราจะสลับใช้งานแอปพลิเคชันหลายๆ ตัวไม่ได้นั่นเอง

 

แอปพลิเคชันแต่ละตัวใช้ RAM มากขนาดไหน?

Gary Sims จาก Android Authority ได้พยายามค้นหาคำตอบนี้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสร้างแอปพลิเคชันเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบการทำงานและวัดปริมาณ RAM ที่แอปพลิเคชันใช้ ซึ่งเขาพบว่า แอปพลิเคชันทั่วไป เช่นแอปฟังเพลง หรือ Google Play จะใช้ RAM ประมาณ 130 - 400 MB ส่วนแอปพลิเคชันจำพวก Media เช่น Google Photos หรือ Instagram จะใช้ RAM ประมาณ 400 - 700 MB และแอปพลิเคชันหนักๆ อย่างเช่นเกม หรือ Google Chrome ที่เปิดหลายแท็บ จะใช้ RAM ประมาณ 800 - 1,200 MB

ตัวอย่างปริมาณการใช้ RAM ของแอปพลิเคชันต่างๆ จากการตรวจสอบโดย Gary Sims

อย่างไรก็ดี RAM ที่มากับสมาร์ทโฟนแต่ละเครื่อง เราไม่สามารถใช้ได้เต็มจำนวน เพราะ RAM บางส่วนจะถูกกันไว้สำหรับการทำงานของระบบปฏิบัติการ และ service เริ่มต้นต่างๆ ด้วย ยกตัวอย่างสมาร์ทโฟนบางรุ่นดังนี้ :

จากตารางข้างต้น จะเห็นว่าสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นมีการจัดสรร RAM และพื้นที่สำหรับ SWAP ต่างกัน บางรุ่นเหลือ RAM ไว้ให้ใช้จริงเพียง 50% ในขณะที่บางรุ่นเหลือไว้ให้กว่า 70% และบางรุ่นก็แบ่งพื้นที่ SWAP ไว้มากถึง 2.5GB ในขณะที่บางรุ่นก็ไม่มีเลย

เมื่อพิจารณาจาก RAM ที่ใช้ได้จริง รวมกับพื้นที่ SWAP สมาร์ทโฟนอย่าง Google Pixel 3 XL จะมีพื้นที่ RAM ไว้รองรับแอปได้ 2763 MB ซึ่งสามารถเปิดแอปทั่วไปได้ประมาณ 8 แอป โดยที่ไม่มีแอปตัวใดถูกปิดเลย ส่วน Samsung Galaxy Note 9 ที่มี RAM 6 GB นั้น มีปริมาณ RAM ที่ใช้ได้จริง 3597 MB และพื้นที่ SWAP อีก 2048 MB รวมแล้วเป็น 5645 MB ซึ่งสามารถเปิดเกม PUBG Mobile, Asphalt 9 และ Chrome (3 แท็บ) ได้สบายๆ แถมยังเปิดแอปทั่วไปอย่าง Instagram ได้อีกโดยที่ไม่มีแอปใดถูกปิดเลย และยังเหลือ RAM ไว้อีกหน่อยด้วย

 

สรุปแล้ว RAM เท่าไหร่ถึงจะพอ?

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่าในปัจจุบัน RAM 8 GB ก็เพียงพอที่จะเปิดแอปขึ้นมา 10 แอป และสลับใช้งานไปมาได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ ดังนั้น RAM ที่มากกว่านี้จึงไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรเพราะมีโอกาสที่จะได้ใช้น้อยมากครับ

 

ที่มา : Android Authority

 


วันที่ : 30/4/2563

 แสดงความคิดเห็นที่นี่