รวมมือถือไฮเอนด์ราคาเริ่มต้น 30,000 บาท พร้อมสเปกจัดเต็มทุกการใช้งานรอบด้าน มีรุ่นไหนบ้าง มาดูกัน!
เรียกได้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยค่อนข้างมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นตลาดสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่มาพร้อมกับสเปกแบบครบเครื่องทุกการใช้งานในราคาวางจำหน่ายเพียงไม่กี่พันบาท ไปจนถึงตลาดระดับไฮเอนด์ ที่ในปัจจุบันมีราคาขายในบ้านเราเกิน 30,000 บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในวันนี้ทางทีมงานจึงได้รวบรวมมือถือระดับไฮเอนด์ราคาเกิน 30,000 บาทที่กำลังวางขายในประเทศไทยมาให้ทุกท่านเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ โดยจะมีรุ่นไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลยครับ
Sony Xperia 1 ราคา 31,990 บาท

เพิ่งเปิดให้พรีออเดอร์ในบ้านเราไปสดๆ ร้อนๆ สำหรับ Xperia 1 สมาร์ทโฟนตัวท็อปสุดจากแบรนด์ Sony ที่ครั้งนี้มีการจับมือร่วมพัฒนากับทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท Sony ไม่ว่าจะเป็น ทีมกล้อง Alpha, ทีมพัฒนากล้องถ่ายภาพยนตร์ หรือแม้แต่ทีมพัฒนาหน้าจอ ทำให้ Xperia 1 เพรียบพร้อมไปด้วยสเปกแบบจัดเต็มรอบด้าน อย่างเช่น หน้าจอแสดงผลคมชัดระดับ 4K HDR สัดส่วนจอแบบ 21:9 ช่วยให้มีพื้นที่ในการแสดงผลที่ยาวกว่ามือถือบนท้องตลาด, กล้องถ่ายภาพจำนวน 3 ตัวที่มีฟีเจอร์ Eye Autofocus เหมือนกับกล้องรุ่นใหญ่ รวมถึงการได้ใช้งานขุมพลังตัวท็อปอย่าง Snapdragon 855 ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานรอบด้าน ทั้งการเล่นเกม, การถ่ายภาพ หรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน
สรุปคุณสมบัติในเบื้องต้นของ Sony Xperia 1
- ตัวเครื่องมีขนาด 167x72x8.2 มิลลิเมตร
- หน้าจอแสดงผล 4K HDR OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ในอัตราส่วน 21:9 ความละเอียด 1644x3840 พิกเซลครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 6
- ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 855
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB พร้มอรงรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ 512GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียดเท่ากันที่ 12 ล้านพิกเซล แบ่งออกเป็น กล้องตัวหลัก (F/1.6) เซ็นเซอร์ขนาด 1/2.6 นิ้ว เม็ดพิกเซลขนาด 1.4 ไมครอน ทางยาวโฟกัส 26 มม. กว้าง 78 องศา ซึ่งรองรับระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS กล้องตัวที่สองเลนส์ Telephoto (F/2.4) ทางยาวโฟกัส 52 มม. ส่วนกล้องตัวที่สามเลนส์มุมกว้าง Wide-Angle 135 องศา (F/2.4) ทางยาวโฟกัส 16 มม. ซึ่งรองรับการซูมแบบ 2x Optical Zoom, โหมด Cinema Pro, การตั้งค่าสีแบบ LOOK colour Setting, ฟีเจอร์ Eye AF, Bokeh Effect, ระบบการโฟกัสแบบ Hybrid Autofocus และบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K UHD ในอัตรส่วน 21:9 รวมถึงฟีเจอร์ Super Slow Motion 960 fps ที่ระดับ Full HD
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ขนาด 1/4 นิ้ว กว้าง 84 องศา โดยมี F/2.0 รองรับ Display Flash, ฟังก์ชัน HDR Photo และ Portrait Selfie Effects
- แบตเตอรี่ความจุ 3330 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว USB Power Delivery (USB PD) Fast Charging
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านข้างตัวเครื่อง
- ระบบเสียง Dolby Atmos พร้อม High-Resolution Wireless Audio (LDAC)
- รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac 4x4 MIMO, Bluetooth 5.0 และ NFC
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
Samsung Galaxy Note 10 ราคา 32,900 บาท

ขยับมาที่สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจาก Samsung อย่าง Galaxy Note 10 กันบ้าง ซึ่งในปีนี้ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เริ่มตั้งแต่ การปรับไปใช้ดีไซน์หน้าจอแบบ Cinematic Display หรือหน้าจอแสดงผลขอบบางเฉียบทั้งสี่ด้าน พร้อมกล้องหน้าขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนบนของตัวเครื่อง เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ในการแสดงผลให้มากขึ้น ส่งผลให้ตัวเครื่องมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก ตอบโจทย์ผู้ใช้ทั้งรายเก่า และรายใหม่ที่กำลังสนใจเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนตระกูล Note นอกจากนี้ ทางด้านสเปกก็มีการอัปเกรดยกชุด ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนไปใช้ชิปตัวล่าสุด Exynos 9825 ประกบคู่กับหน่วยความจำภายในแบบ UFS 3.0 รวมถึงชุดกล้องหลังที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็น 3 ตัว นอกจากนี้ ปากกา S Pen อันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Galaxy Note ก็ถูกปรับเกรดใหม่ โดยติดตั้งสองเซ็นเซอร์อัจฉริยะเข้าไปในปากกา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมมือถือได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่กดปากกาค้าง แล้วตวัดในท่าทางต่างๆ เท่านั้น
สรุปคุณสมบัติในเบื้องต้นของ Samsung Galaxy Note 10
- หน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED Cinematic Infinity-O Display ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD+
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Exynos 9825 บนเทคโนโลยีการผลิต 7nm
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 MP12
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 256GB (ไม่รองรับหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD)
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel และรองรับ Night Shot สำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะที่มีแสงน้อย
- กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 3 ตัว (Triple Camera) โดยแบ่งออกเป็น
กล้องตัวหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี Dual Aperture (F1.5/F2.4) สำหรับสลับค่ารูรับแสงให้อัตโนมัติ, เทคโนโลยีโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/2.2 เก็บภาพมุมกว้างสุด 123 องศา
กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/2.4
- แบตเตอรี่ความจุ 3500 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 25W Superfast Charging และชาร์จไร้สาย 15W Fast Wireless Charging 2.0
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย One UI 1.1
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Scanner)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- ระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos 3D
- การป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
- รองรับการใช้งานร่วมกับระบบ Samsung DeX (Desktop Experience) และสายเชื่อมต่อแบบ DeX Cable เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนในโหมดเดสก์ท็อป
- รองรับการเชื่อมต่อ MST + NFC และบริการ Samsung Pay
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
Samsung Galaxy Note 10+ ราคาเริ่ม 37,900 บาท

ด้านรุ่นพี่อย่าง Samsung Galaxy Note 10+ ถือเป็นอีกหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองในปีนี้ เนื่องจากมาพร้อมกับสเปกบางส่วนที่จัดเต็มยิ่งกว่า Galaxy Note 10 รุ่นปกติ ไม่ว่าจะเป็น การปรับไปใช้ชุดกล้องหลังจำนวน 4 ตัว ส่งผลให้ได้รับคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบอย่าง DxOMark สูงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ถึง 113 คะแนน รวมทั้งยังมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่สูงสุดถึง 6.8 นิ้ว ซึ่งถือว่าเป็นขนาดหน้าจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Samsung เคยพัฒนามาเลยทีเดียว อีกทั้ง Galaxy Note 10+ ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของค่ายที่รองรับระบบชาร์จเร็วสูงสุดถึง 45W ซึ่งถือว่าสูงกว่าสมาร์ทโฟน Samsung ทั้งหมดในปัจจุบัน
สรุปคุณสมบัติในเบื้องต้นของ Samsung Galaxy Note 10+
- หน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED Cinematic Infinity-O Display ขนาด 6.8 นิ้ว ความละเอียดระดับ QHD+ (1440x3040 พิกเซล)
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Exynos 9825 บนเทคโนโลยีการผลิต 7nm
- หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G76 MP12
- หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4X ขนาด 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) มาตรฐาน UFS 3.0 ขนาด 256GB / 512GB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 1TB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 10 ล้านพิกเซล พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel และรองรับ Night Shot สำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่ในสภาวะที่มีแสงน้อย
- กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 4 ตัว (Quad Camera) โดยแบ่งออกเป็น
กล้องตัวหลักเลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ Dual Aperture (F1.5/F2.4)
กล้องตัวที่สองเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultra-Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างสุด 123 องศา มีขนาดรูรับแสง F/2.2
กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
กล้องตัวที่สี่เลนส์ DepthVision (ToF)
- แบตเตอรี่ความจุ 4300 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ 45W Superfast Charging และชาร์จไร้สาย 15W Fast Wireless Charging 2.0
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย One UI 1.1
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Scanner)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- ระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos 3D
- การป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
- รองรับการใช้งานร่วมกับระบบ Samsung DeX (Desktop Experience) และสายเชื่อมต่อแบบ DeX Cable เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนในโหมดเดสก์ท็อป
- รองรับการเชื่อมต่อ MST + NFC และบริการ Samsung Pay
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
Samsung Galaxy S10+ ราคา 35,900 บาท

มาดูที่รุ่นน้องที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมาอย่าง Samsung Galaxy S10+ กันบ้าง ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่พลิกโฉมมาจากรุ่นก่อนอย่าง Galaxy S9 Series พอสมควร ไม่ว่าจะเป็น การเลือกใช้หน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED ที่ได้รับคะแนนทดสอบจาก Display Mate อยู่ในระดับ A+ หรือการมาพร้อมกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอแบบ Ultrasonic เป็นครั้งแรกของ Samsung นอกจากนี้ Galaxy S10+ ยังมีจุดเด่นด้านกล้องถ่ายภาพระดับ Pro-Grade เนื่องจากให้กล้องมาครบทุกระยะทั้งเลนส์มุมกว้าง และเลนส์ซูม ตอบโจทย์การถ่ายภาพในทุกสถานการณ์
สรุปคุณสมบัติในเบื้องต้นของ Samsung Galaxy S10+
- ตัวเครื่องมีขนาด 157.6x74.1x7.8 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 175 กรัม บนดีไซน์ Metal-Glass โดยฝาหลังครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 ผสานกรอบตัวเครื่องอะลูมิเนียม ซีรีส์ 7000
- หน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED Display ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียดระดับ QHD+ (1440x3040 พิกเซล) ครอบทับด้วยกระจกขอบนูน Gorilla Glass 6 รองรับเทคโนโลยี HDR10+, Dynamic Tone Mapping และรองรับมาตรฐานสีแบบ DCI-P3 โดยมี Contrast Ratio อยู่ที่ 1:2000000
- ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Exynos 9820
- ระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB / 12GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 128GB / 512GB / 1TB พร้อมรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 512GB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 10 + 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/1.9 + F/2.2 พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel, โหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (Live Focus) และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดระดับ 4K UHD เป็นรุ่นแรกของโลก
- กล้องดิจิทัลด้านหลังจำนวน 3 ตัว โดยแบ่งออกเป็น
กล้องตัวหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/1.5 เทคโนโลยี Dual Aperture สำหรับสลับค่ารูรับแสงให้อัตโนมัติ, เทคโนโลยีโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Dual Pixel และระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS
กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/2.2 เลนส์มุมกว้าง 123 องศา
กล้องตัวที่สามเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง F/2.4 พร้อมเทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS และระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Autofocus
- แบตเตอรี่ความจุ 4100 mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Fast Charging และชาร์จไร้สาย Fast Wireless Charging 2.0 พร้อมฟีเจอร์ Wireless PowerShare สำหรับเป็นแท่นชาร์จให้สมาร์ทโฟนรุ่นอื่น
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบทับด้วย One UI 1.1
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Scanner)
- ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition)
- การป้องกันน้ำ-ป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
- รองรับการใช้งานร่วมกับระบบ Samsung DeX (Desktop Experience) และสายเชื่อมต่อแบบ DeX Cable เพื่อใช้งานสมาร์ทโฟนในโหมดเดสก์ท็อป
- รองรับช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
- รองรับการเชื่อมต่อ MST + NFC และบริการ Samsung Pay
- รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 ได้เป็นรุ่นแรกของโลก
- รองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
iPhone XS ราคาเริ่ม 39,900 บาท

iPhone XS ไอโฟนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดสเปกให้แรงขึ้น ด้วยขุมพลัง Apple A12 Bionic ที่พัฒนาด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 7 นาโนเมตร ช่วยให้แรงขึ้น และประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมาพร้อมกับคุณสมบัติป้องกันน้ำแ และฝุ่นที่ระดับ IP68 จากเดิมในรุ่น iPhone X ที่สามารถกันน้ำ และฝุ่นได้ที่ระดับ IP67 โดยทาง Apple ระบุว่า มีการนำไปทดสอบกับของเหลวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ, ชา, น้ำผลไว้ หรือไวน์ (การรับประกันไม่ครอบคลุมความเสียหายจากของเหลว) นอกจากนี้ กล้องหลังคู่ยังได้รับการอัปเกรดใหม่ด้วยฟีเจอร์ที่เรียกว่า Depth Control สำหรับปรับระดับความเบลอของฉากหลังผ่านการจำลองเอฟเฟ็กต์ค่ารูรับแสงระหว่าง f/1.4 ไปจนถึง f/16
สรุปคุณสมบัติในเบื้องต้นของ iPhone XS
- ตัวเครื่องครอบทับด้วยกระจกที่ด้านหลัง และกรอบตัวเครื่องสแตนเลสสตีล
- หน้าจอแสดงผลแบบ OLED ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 1125x2436 พิกเซล
- ชิปเซ็ตประมวลผล Apple A12
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB / 256GB / 512GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
- รองรับฟีเจอร์ Face ID
- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)
- มีตัวเลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Space Gray, Silver และ Gold
iPhone XS Max ราคาเริ่ม 43,900 บาท

iPhone XS Max ไอโฟนตัวท็อปแห่งปีที่ครั้งนี้มาพร้อมกับหน้าจอ Super Retina ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยผลิตมา พร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่จุใจถึง 3174mAh เพื่อรองรับการใชว้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ iPhone XS Max ยังมาพร้อมกับตัวเลือกสีใหม่อย่างสีทอง (Gold) ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ทาง Apple ได้นำสีทองมาใช้กับซีรีส์ iPhone X โดยตัวบอดี้จะเป็นการขึ้นโครงด้วยเฟรมแบบสเตนเลสสตีลเกรดเดียวกับที่ใช้ผลิตเครื่องมือศัลยกรรม พร้อมกระบวนการเคลือบผิดวสัมผัสด้วยไอทางกายภาพหรือ Physical Vapour Deposition
สรุปคุณสมบัติในเบื้องต้นของ iPhone XS Max
- ตัวเครื่องครอบทับด้วยกระจกที่ด้านหลัง และกรอบตัวเครื่องสแตนเลสสตีล
- หน้าจอแสดงผลแบบ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 1242x2688 พิกเซล
- ชิปเซ็ตประมวลผล Apple A12
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ขนาด 64GB / 256GB / 512GB
- กล้องดิจิทัลด้านหลังแบบคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
- รองรับฟีเจอร์ Face ID
- รองรับการใช้งานพร้อมกัน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM)
- มีตัวเลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Space Gray, Silver และ Gold
HUAWEI P30 Pro Amber Sunrise ราคา 37,990 บาท

ปิดท้ายด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษจากแบรนด์ Huawei อย่าง HUAWEI P30 Pro Amber Sunrise ที่มาพร้อมกับสเปกอัปเกรดจากรุ่น HUAWEI P30 Pro รุ่นปกติ ด้วย RAM ขนาด 8GB และหน่วยความจำภายในความจุ 512GB เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลให้จุใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สีตัวเครื่องยังพิเศษกว่ารุ่นปกติ เพราะเป็นสีส้มอำพันไล่เฉดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงอาทิตย์สาดส่องในยามเช้า นอกจากนี้ ผู้ที่ซื้อ HUAWEI P30 Pro Amber Sunrise จะได้รับของแถมพิเศษเป็นเคสกลิสเตอร์สุดพรีเมียมจากแบรนด์ Swarovski อีกด้วย
สรุปคุณสมบัติในเบื้องต้นของ HUAWEI P30 Pro Amber Sunrise
- หน้าจอแสดงผลขอบโค้งแบบ OLED ขนาด 6.47 นิ้ว ความละเอียด 2340x1080 พิกเซล (Full HD+) อัตราส่วนในการแสดงผลแบบ 19.5:9 - พร้อมรองรับมาตรฐานการแสดงผลแบบ HDR10
- ชิปเซ็ตประมวลผล (CPU) แบบ Kirin 980 Octa-Core Processor
- หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) ความจุ 512GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมภายนอกแบบ nano Memory Card สูงสุดที่ 256GB
- กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล
- กล้องดิจิทัลด้านหลังที่พัฒนาร่วมกับ Leica จำนวน 4 ตัว (Leica Quad Camera) ประกอบไปด้วย กล้องตัวหลักแบบ Super Spectrum ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX650 รูรับแสงกว้าง f/1.6 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS, กล้องตัวที่สองเลนส์ Ultra-Wide Angle มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2, กล้อง Periscope Camera ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/3.4 และกล้อง ToF สำหรับตรวจจับระยะชัดตื้น พร้อมระบบโฟกัสภาพแบบ Laser Autofocus และไฟแฟลชคู่แบบ Dual LED
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังบนหน้าจอ (In-Screen Fingerprint)
- รองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด
- รองรับการเชื่อมต่อบนเครือข่าย 4G LTE Cat.21 และ Bluetooth 5.0
- รองรับ NFC
- เซ็นเซอร์ IR Blaster
- พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C
- แบตเตอรี่ความจุ 4200 mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วแบบ HUAWEI SuperCharge 40W, ระบบการชาร์จไร้สายแบบเร็ว (15W Wireless Fast Charging) และฟีเจอร์ Reverse Charging สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อื่นๆ ได้แบบไร้สาย
- ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 9 Pie ครอบทับด้วย EMUI 9.1
อย่างไรก็ดี สมาร์ทโฟนรุ่นใดจะดีกว่ากันนั้นทางทีมงานคงไม่สามารถตัดสินได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลของผู้ใช้งานด้วย หากทดลองใช้งานแล้วถูกใจก็ถือว่าน่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ
นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com
วันที่ : 22/8/2562
