หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 5/6/2563

รู้จักเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงในวงการสมาร์ทโฟน แต่ละแบบทำงานอย่างไร ต่างกันตรงไหน?

 

ในวงการสมาร์ทโฟนที่มีการแข่งขันดุเดือด ผู้ใช้เริ่มหันมาพิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ของสมาร์ทโฟนกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น เพื่อเลือกสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในราคาที่คุ้มค่าที่สุด หนึ่งในคุณสมบัติที่เริ่มจะเป็นตัวแปรสำคัญคือเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง ที่ช่วยลดเวลาในการชาร์จลงอย่างมาก อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแต่ละแบรนด์ต่างก็มีระบบชาร์จไวเป็นของตัวเอง แต่ละแบบก็มีข้อดี และมีข้อจำกัดที่ต่างกัน และในวันนี้เราพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงในวงการสมาร์ทโฟนกันครับ

 

พื้นฐานของการชาร์จแบตเตอรี่

ก่อนจะพูดถึงระบบชาร์จเร็ว เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานของการชาร์จแบตเตอรี่กันก่อน แบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนจะถูกชาร์จเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน โดยในตัวสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ชาร์จจะมีชิปควบคุมกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่เสียหาย ซึ่งในการชาร์จจะมีหน่วยวัดต่างๆ มาเกี่ยวข้องดังนี้ :

V ย่อมาจาก Volt (โวลต์) = แรงดันไฟฟ้า

A ย่อมาจาก Amp (แอมป์) = กระแสไฟฟ้า 

W ย่อมาจาก Watt (วัตต์) = กำลังไฟ ซึ่งหาได้จากการนำค่า V และ A มาคูณกัน

ตัวอย่าง

อแดปเตอร์ 5V 2A หมายความว่า อแดปเตอร์นี้จ่ายไฟด้วยแรงดันไฟฟ้า 5 โวลต์ (V) และกระแสไฟฟ้า 2 แอมป์ (A) จากค่าดังกล่าว สามารถนำ V และ A มาคูณกันเพื่อหากำลังไฟ (W) ซึ่งในที่นี้ก็คือ 5V x 2A = 10 วัตต์ (W)

 

การทำงานของระบบชาร์จความเร็วสูง

ระบบชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงจะจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่มากกว่าปกติด้วยการเพิ่มแรงดัน (V) หรือกระแสไฟฟ้า (A) โดยมีการฝังชิปควบคุมไว้ที่อุปกรณ์ชาร์จและในสมาร์ทโฟน เมื่อต่อสายชาร์จ ชิปทั้งสองจะตรวจสอบกันและกัน หากเป็นมาตรฐานเดียวกันจึงจะเริ่มชาร์จด้วยความเร็วสูงตามมาตรฐานนั้นๆ แต่ถ้าไม่ตรงกัน ก็จะจ่ายไฟต่ำสุดเหมือนการชาร์จแบตเตอรี่ทั่วไปแทน

ระบบชาร์จเร็วจะจ่ายไฟมากน้อยตามสถานะของแบตเตอรี่ โดยจะลดกำลังไฟลงเมื่อแบตใกล้เต็มเพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟเกิน นี่คือเหตุผลว่าทำไมสมาร์ทโฟนจึงใช้เวลาชาร์จช่วง 80% ขึ้นไปนานกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย เช่น อุณหภูมิ หากสมาร์ทโฟนมีความร้อนสูง ชิปจะปล่อยกระแสไฟเข้าแบตอ่อนลงเพื่อป้องกันการ overheat เป็นต้น

 

ระบบชาร์จไวในวงการสมาร์ทโฟน

USB Power Delivery (USB-PD)

USB Power Delivery (USB-PD) คือเทคโนโลยีมาตรฐานในการจ่ายไฟผ่านพอร์ต USB Type-C โดยใช้สาย USB เป็นตัวพ่วง สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 100W จึงเหมาะที่จะใช้งานกับอุปกรณ์อื่นที่ใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนด้วย เช่น แล็ปท็อป เป็นต้น สมาร์ทโฟนที่นำมาตรฐานนี้มาใช้ ได้แก่ iPhone ของ Apple และ Pixel ของ Google

  • Apple Fast Charging (USB-PD)

iPhone 11, iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max, iPhone XS, iPhone XS Max, iPhone XR, iPhone X, iPhone SE (2020), iPhone 8, และ iPhone 8 Plus ล้วนแต่ใช้มาตรฐาน USB-PD ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ iPad Pro, MacBook รุ่น 12 นิ้ว, Google Chromebook และแล็ปท็อปอีกหลายรุ่น จึงนำไปใช้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้หลากหลายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

ในกรณีของ iPhone หากต้องการใช้เทคโนโลยีชาร์จไว USB-PD จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เสริม ได้แก่สายแปลง Lightning เป็น USB-C และอแดปเตอร์ชาร์จ 18W (รวมแล้วเกือบๆ 2,000 บาท) เพราะ Apple ไม่ได้แถมมาให้ในกล่องตั้งแต่แรกครับ

แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะใช้อุปกรณ์ชาร์จไวยี่ห้อใด iPhone จะชาร์จไวเฉพาะช่วง 0% - 79% เท่านั้น จากนั้นจะลดความเร็วในการชาร์จลงจนกระทั่งเต็ม 100% ซึ่งไม่ใช่บั๊กแต่อย่างใด แต่เป็นฟีเจอร์ถนอมแบตเตอรี่ของทาง Apple ครับ

 

  • Google Fast Charging (USB-PD)

สมาร์ทโฟนตระกูล Pixel ของ Google รองรับระบบชาร์จไวที่กำลังไฟสูงสุด 18W บนมาตรฐาน USB-PD เหมือน iPhone ของ Apple แต่ Pixel จะแถมชุดชาร์จไวมาให้ในกล่องด้วย สมาร์ทโฟน Pixel มีระบบรักษาความปลอดภัยในการชาร์จเช่นเดียวกับ iPhone โดยจะชาร์จด้วยความเร็วสูงจาก 0% - 80% และจะลดความเร็วในการชาร์จจนถึง 100%



Quick Charge (Qualcomm)

เทคโนโลยีชาร์จไวจากผู้ผลิตชิปเซ็ตรายใหญ่ Qualcomm และเป็นเทคโนโลยีที่ติดมากับชิปเซ็ตตระกูล Snapdragon ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสามารถซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยีไปใช้ได้ ทำให้ระบบ Quick Charge ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในวงการสมาร์ทโฟน

Quick Charge ชาร์จไวได้ด้วยการเพิ่มแรงดันไฟฟ้า (V) ซึ่งส่งผลให้กำลังไฟฟ้า (W) เพิ่มขึ้นตาม ระบบ Quick Charge 3.0 ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันนั้น สามารถจ่ายกระแสไฟได้ต่ำสุด 3.6V สูงสุด 20V โดยมีเทคโนโลยี Intelligent Negotiation for Optimum Voltage (INOV) คอยปรับกำลังไฟให้เหมาะสมที่สุดตามช่วงการชาร์จ โดยในช่วงพีคจะจ่ายไฟได้สูงสุด 18W ส่วนเวอร์ชั่นล่าสุดอย่าง Quick Charge 4.0+ นั้น สามารถชาร์จมือถือได้ 50% ภายในเวลา 15 นาที เร็วกว่า Quick Charge 3.0 ถึง 2 เท่า

Quick Charge มีระบบปรับสมดุลความร้อนอัจฉริยะ ที่จะส่งกระแสไฟผ่านจุดที่เย็นที่สุด และเซ็นเซอร์ในสมาร์ทโฟนจะคอยควบคุมอุณหภูมิของตัวเครื่องและพอร์ตเชื่อมต่อ เพื่อป้องกันการโอเวอร์ฮีตและกระแสไฟฟ้าลัดวงจร

 

Adaptive Fast Charging (Samsung)

Adaptive Fast Charging คือระบบชาร์จไวของ Samsung ที่มากับชิปเซ็ตประมวลผล Exynos ในสมาร์ทโฟน Galaxy ทุกรุ่น ในทางทฤษฎีสามารถจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 9V/2A (18W) แต่ต้องใช้อุปกรณ์ชาร์จที่รองรับมาตรฐานนี้เท่านั้น อย่างไรก็ดี สมาร์ทโฟน Galaxy บางรุ่นรองรับการชาร์จด้วยกำลังไฟมากกว่า 18W ได้ เช่น Samsung Galaxy S10 5G ที่มีแบต 4,500mAh รองรับการชาร์จด้วยกำลังไฟสูงสุด 25W แต่จำเป็นต้องใช้อแดปเตอร์ชาร์จแบบพิเศษที่จ่ายไฟ 10V/4.5A (45W)

 

 

TurboPower (Motorola)

 

ระบบชาร์จไว Turbo Power ของ Motorola ถูกดัดแปลงมาจาก Quick Charge 2.0 โดยติดมากับสมาร์ทโฟน Motorola ทุกรุ่นตั้งแต่ Moto G7 เป็นต้นมา แบ่งออกเป็น 3 เวอร์ชั่น ได้แก่ TurboPower 15, TurboPower 25, และ TurboPower 30 ซึ่ง TurboPower 30 เวอร์ชั่นที่เร็วที่สุด จะจ่ายไฟแรงดัน 5V และกระแสไฟสูงสุด 5.7A รวมแล้วเป็น 28.5W ซึ่ง Motorola ระบุว่า  สามารถช่วยให้สมาร์ทโฟนใช้งานได้ถึง 152 ชั่วโมง ด้วยการชาร์จเพียงแค่ 15 นาที

 

Pump Express (MediaTek)

MediaTek ผู้ผลิตชิปเซ็ตรายใหญ่อีกหนึ่งเจ้าที่เน้นทำตลาดชิปเซ็ตราคาประหยัด มีเทคโนโลชาร์จไว Pump Express เป็นของตัวเอง มาตรฐาน Pump Express 2.0+ จะถูกนำไปใช้กับสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้นที่ใช้พอร์ต Micro-USB และ USB Type-C ในขณะที่ Pump Express 3.0 จะใช้กับสมาร์ทโฟนที่มีราคาแพงขึ้นมาอีกระดับ ส่วนระบบ Pump Express 4.0 นั้นจะเหมือนกับ Pump Express 3.0 แต่จะรองรับระบบชาร์จไวไร้สายมาตรฐาน Qi ที่จ่ายกำลังไฟ 15W ด้วย

Pump Express 3.0 เข้ากันได้กับอแดปเตอร์ USB-PD ที่รองรับการจ่ายไฟ 3V ถึง 6V ที่ 5A ขึ้นไป และสายเคเบิลที่รองรับกระแสไฟ 5A ได้ ส่วน Pump Express 4.0 ก็เข้ากันได้กับอแดปเตอร์ USB-PD 3.0 เช่นกัน

สำหรับความเร็วในการชาร์จ MediaTek เปิดเผยว่า Pump Express 2.0+ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 75% ภายในเวลา 30 นาที และ Pump Express 3.0 หรือ 4.0 สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 75% ภายในเวลา 20 นาที ขณะเดียวกัน ยังมีกลไกนิรภัยกว่า 20 ชั้นในการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และมีเทคโนโลยีบนตัวชิปเซ็ตที่ช่วยป้องกันไฟเกิน และ overheat

 

Dash Charge / Warp Charge (OnePlus)

VOOC (OPPO)

ระบบ Dash Charge และ Warp Charge ของ OnePlus มีพื้นฐานมาจากระบบ VOOC ของ OPPO ถูกใช้มาตั้งแต่ OnePlus 3 เป็นต้นมา ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Warp Charge ในรุ่น OnePlus 6T McLaren

ขณะเดียวกัน OPPO มีระบบชาร์จที่เร็วกว่า และอาจเรียกได้ว่าเร็วที่สุดในวงการ ณ ขณะนี้ นั่นคือ Super VOOC แต่มีเฉพาะในสมาร์ทโฟน OPPO บางรุ่นเท่านั้น เช่น OPPO Ace2 (65W) เป็นต้น

ระบบ Dash Charge และ Warp Charge จะใช้ได้กับสมาร์ทโฟน OnePlus รุ่นที่รองรับเท่านั้น และจะต้องใช้สาย Dash Charge โดยเฉพาะด้วย ซึ่งสายจะใหญ่กว่าสายชาร์จทั่วไปเพื่อรองรับแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่าปกติได้ ทั้งนี้สมาร์ทโฟน OnePlus จะแถมอแดปเตอร์และสาย Dash Charge หรือ Warp Charge มาให้ในกล่องอยู่แล้ว ไม่ต้องไปซื้อเพิ่มแต่อย่างใด.

สำหรับระบบนิรภัย Dash Charge และ Warp Charge ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายความร้อนชณะชาร์จได้อย่างรวดเร็ว เพราะหัวชาร์จต้องแปลงแรงดันไฟฟ้าสูงจากแหล่งจ่ายไฟให้ต่ำลงทำให้เกิดความร้อนขึ้น แต่ความร้อนจะถูกสกัดไม่ให้ไปถึงตัวสมาร์ทโฟน และความเสถียรของกระแสไฟฟ้ายังช่วยรักษาความเร็วในการชาร์จ ไม่ให้ลดลงจากความร้อนด้วย

 

SuperCharge (Huawei)

SuperCharge คือระบบชาร์จไวของ Huawei มีคุณสมบัติคล้ายกับ Quick Charge โดยอาศัยการจ่ายแรงดันไฟฟ้า (V) ที่สูงกว่าการชาร์จทั่วไปเพื่อให้ชาร์จเร็วขึ้น โดยจะแปลงกระแสไฟจากแหล่งจ่ายตามสถานะของตัวแบตเตอรี่และอุณหภูมิในตัวสมาร์ทโฟน 

อแดปเตอร์ SuperCharge รุ่นเก่าๆ รองรับการชาร์จ 3 ระดับ ได้แก่ 5V/2A, 4.5V/5A, และ 5V/4.5A (กำลังไฟสูงสุด 22.5W) และใช้ชิปที่อยู่ในหัวชาร์จปรับกระแสไฟฟ้า ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนจากการแปลงกระแสไฟ 

SuperCharge เข้ากันได้กับมาตรฐาน USB-PD เนื่องจากมีเทคโนโลยี Smart Charge ที่จะเปลี่ยนโหมดการชาร์จตามประเภทของอแดปเตอร์นั่นเอง

สำหรับระบบนิรภัย เทคโนโลยี Smart Charge จะตรวจสอบกำลังการผลิตไฟฟ้าของหัวชาร์จและสายชาร์จ และจะลดกระแสไฟฟ้าลงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ยังมีระบบระบายความร้อน 8 ชั้น ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้ถึง 5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระบบชาร์จไวเจ้าอื่น นอกจากนี้ Huawei ยังได้ทดสอบระบบ SuperCharge ถึง 10 ขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยแม้จะผ่านการใช้งานมานานก็ตาม

 

และทั้งหมดนี้คือเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงของสมาร์ทโฟนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดี-ข้อเสียเป็นของตัวเอง แน่นอนว่าในอนาคต เทคโนโลยีเหล่านี้จะยิ่งได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนต่อไป สำหรับวันนี้ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกับสาระดีๆ จาก Thaimobilecenter ได้ใหม่ในโอกาสหน้าครับ

 

บทความโดย : thaimobilecenter.com

 


วันที่ : 5/6/2563

Tags :
  

Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy