หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 14/9/2560

Face ID บน iPhone X หนึ่งในฟีเจอร์ที่ว้าวที่สุด แต่อาจเป็นฟีเจอร์ที่อันตรายที่สุดด้วย!



 

หลังจากที่ Apple ได้เปิดตัว iPhone X ไอโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการตามที่มีผู้คาดการณ์กันไว้ เนื่องจากในปีนี้เป็นวาระพิเศษครบรอบ 10 ปี ผลิตภัณฑ์ไอโฟน ทาง Apple จึงพัฒนา iPhone X (อ่านว่าไอโฟนเท็น) ให้มาพร้อมกับฟีเจอร์สุดล้ำที่ไม่เคยปรากฏบนไอโฟนรุ่นใดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ OLED แบบไร้ขอบ, ระบบป้องกันภาพสั่นไหวทั้งสองเลนส์ (Dual-OIS), ฟังก์ชัน AR และฟีเจอร์ที่โดดเด่นที่สุดอย่าง Face ID หรือระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ที่ถูกนำเข้ามาใช้งานแทนที่ Touch ID เพราะว่าปุ่มโฮมถูกถอดออกไปนั่นเอง

แต่เมื่อ Apple เปิดตัว iPhone X ออกมาพร้อมกับฟังก์ชัน Face ID ที่ใช้งานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้หลายๆ ฝ่ายตั้งข้อสังเกตกันในเรื่องของความปลอดภัย และการปลดล็อกไอโฟนที่ง่ายขึ้น ซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงที่ค่อนข้างซีเรียสกันไม่น้อย โดยเราได้สรุปข้อสงสัยที่ผู้ใช้หลายฝ่าย และสื่อหลายสำนักได้ตั้งคำถามต่อ Apple เกี่ยวกับฟังก์ชัน Face ID ไว้ 5 ข้อ ดังนี้

 

Face ID จะทำให้ตำรวจ หรือมิจฉาชีพปลดล็อกไอโฟนของเราง่ายขึ้นหรือไม่?


ลองนึกภาพตามดูว่า ถ้าหากคุณโดนตำรวจจับ หรือถูกลักพาตัวไป จากเดิมที่บุคคลเหล่านั้นต้องใช้นิ้วของคุณในการปลดล็อก หรือคาดเดารหัส ซึ่งก็ค่อนข้างเป็นการยากอยู่แล้ว แต่การใช้งาน Face ID เพียงแค่ตำรวจ หรือมิจฉาชีพยก iPhone X มาตรงหน้าคุณ พวกเขาก็สามารถเข้าใช้งานตัวเครื่องได้เลยทันทีโดยไม่ต้องขู่บังคับคุณเสียด้วยซ้ำ ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่า Face ID ที่เป็นระบบรักษาความปลอดภัยชั้นเยี่ยม จะกลายเป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้ปลดล็อกตัวเครื่องได้ง่ายขึ้นทั้งผู้ใช้ และโจรหรือไม่ แต่ประเด็นนี้ก็มีคำตอบอยู่แล้ว

ภาพสกรีนช็อตของการตั้งค่า Face ID ใน iOS 11 สามารถเลือกได้ว่าผู้ใช้จะให้ Face ID เป็นเครื่องมือในการปลดล็อกหน้าจอหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่เลือกก็จะเป็นการกลับไปใช้งาน Passcode ตามปกติ ซึ่งทางเลือกนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ห่วงเรื่องความปลอดภัยในระดับที่สูงมาก แต่ถ้าหากเราต้องการใช้งาน Face ID ในการปลดล็อก แต่กลัวว่าโจรจะยก iPhone X ขึ้นมาตรงหน้าแล้วหนีไปล่ะ? คำตอบก็คือ ระบบ Face ID มีการตรวจสอบว่า ในขณะนั้นใบหน้าที่ตัวเครื่องจดจำไว้จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับระบบอย่างครบถ้วนด้วย ซึ่งการปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวก็คือ "การลืมตา หรือหลับตา"  ถ้าหากผู้ใช้หลับตา Face ID ก็จะไม่ปลดล็อกให้ แต่ถ้าหากผู้ใช้ลืมตาขึ้นมาขณะที่ตัวเครื่องออกห่างจากใบหน้าไปแล้ว iPhone X ก็จะปลดล็อกได้ทันที ซึ่งการรักษาความปลอดภัยด้วยใบหน้าที่จะใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ก็ขึ้นอยู่ว่า Face ID เก็บข้อมูลใบหน้าขนาดไหน โดยในจุดนี้อาจจะต้องรอ iPhone X วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการจึงจะตรวจสอบกันได้มากขึ้น

 

ภาพใบหน้าของผู้ใช้จะมีโอกาสหลุด หรือถูกขโมยไปหรือไม่?


Apple ให้คำตอบในเรื่องไว้ว่า ระบบ Face ID จะเก็บข้อมูลใบหน้าของผู้ใช้ไว้บนตัวเครื่องเท่านั้น ไม่มีการส่งข้อมูลไปยัง Cloud หรือแหล่งข้อมูลภายนอกอื่นๆ เด็ดขาด โดยข้อมูลใบหน้านี้จะถูกเก็บลงบนชิป Secure Enclave ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ที่ปลอดภัยที่สุดบนสมาร์ทโฟนด้วย เพราะว่าชิปดังกล่าวถูกติดตั้งไว้บนแผงวงจรที่มีการปกป้องอย่างแน่นหนา ถ้าหากเกิดการงัดแงะ หรือเจาะระบบ ก็จะทำให้ข้อมูลเสียหายไปบางส่วนด้วย ซึ่งไม่น่าจะคุ้มค่าสำหรับการลองเสี่ยงที่จะล้วงข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็เคยใช้งานกับ Touch ID มาแล้ว และไม่เคยมีข่าวว่าลายนิ้วมือบนไอโฟนหลุดไปถึงภายนอกแต่อย่างใด ดังนั้น จึงน่าจะมั่นใจได้ว่าข้อมูลใบหน้าของผู้ใช้จะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยที่สุดแน่นอน

 

Face ID จะมีปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิวหรือไม่?


ระบบการสแกนใบหน้ามักมีปัญหาในเรื่องของผิวสี หรือเชื้อชาติมาอย่างยาวนาน โดยระบบการสแกนใบหน้าส่วนใหญ่จะศึกษาจากใบหน้าของคนผิวขาวเป็นหลัก แต่ในเรื่องของความหลากหลายทางเชื้อชาติ รวมไปถึงเรื่องสีผิว ยังคงเป็นปัญหามาโดยตลอด เพราะตัวระบบมีข้อมูลใบหน้าของคนเหล่านี้ไม่เพียงพอ จึงอาจเกิดอาการ Error เวลาสแกนได้ ซึ่งสำหรับกรณี Face ID ของ Apple ก็อาจจะยังสรุปข้อมูลอะไรไม่ได้มากนัก แต่ Phil Schiller ผู้บริหารของ Apple ที่รับหน้าที่บรรยายระบบของ Face ID ก็กล่าวไว้ว่า อัลกอริธึมของ Face ID ผ่านการทดสอบจดจำใบหน้ากว่า 1 พันล้านรูปแบบมาแล้ว แต่เราก็ไม่ทราบอยู่ดีว่า ใบหน้ากว่า 1 พันล้านแบบนั้น ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างไร (เชื้อชาติ, สีผิว, โครงหน้า ฯลฯ) ซึ่งถ้าหากว่ากันตามตรงแล้ว บริษัท Apple ก็ไม่ได้ความหลากหลายทางเชื้อชาติมากนัก และเน้นไปทางคนผิวขาวเสียส่วนใหญ่ด้วย แต่ในคลิปวิดีโอเปิดตัว Face ID ก็มีการสื่อสารให้เห็นถึงบุคคลหลากหลายเชื้อชาติ และสีผิวเช่นกัน จึงน่าจะอนุมานได้ว่า Apple อาจป้องกันเรื่องนี้ไว้พอสมควรแล้ว

 

Face ID จะถูกปลดล็อกด้วยภาพถ่ายธรรมดาหรือไม่?


ปัญหาเรื่องการสแกนใบหน้ายังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่ผู้ใช้ว่า บางครั้งระบบสแกนใบหน้าก็อาจถูกปลดล็อกได้ด้วยรูปถ่ายธรรมดาๆ เท่านั้น โดยเรื่องดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับ Samsung Galaxy S8 แล้ว ซึ่งทาง Apple ก็คงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้เพิ่มการตรวจจับใบหน้าให้เป็นแบบ 3D ซึ่งจะเห็นได้จากการตั้งค่า Face ID ในครั้งแรกที่ผู้ใช้จะต้องยก iPhone X มาส่องที่ใบหน้าพร้อมทั้งหมุนไปรอบๆ เพื่อเก็บข้อมูลใบหน้าแบบ 3 มิติ ซึ่งจะช่วยให้ Face ID เก็บข้อมูลได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ดังนั้น Face ID จึงไม่น่าจะปลดล็อกได้ด้วยภาพถ่ายของเจ้าของเครื่อง แต่ประเด็นนี้อาจจะต้องรอการทดสอบแบบจริงจังอีกครั้งในตอนที่ iPhone X ออกวางจำหน่าย

 

Apple จะไม่นำข้อมูลใบหน้าไปใช้ทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการปลดล็อกตัวเครื่องใช่หรือไม่?


คำถามนี้มีความน่าสนใจ และเป็นคำถามที่ค่อนข้างยากในการตอบด้วยเช่นกัน เพราะในอีกไม่นานหลังจาก iPhone X วางจำหน่าย ผู้คนจำนวนหลายล้านคนก็จะต้องสแกนใบหน้าด้วยฟังก์ชัน Face ID ซึ่งจะส่งผลให้ Apple กลายเป็นผู้ถือครองข้อมูลด้านชีวภาพมากที่สุดรายหนึ่งด้วย แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วในคำถามก่อนหน้านี้ว่า ในขณะนี้ข้อมูลใบหน้าจะถูกเก็บอยู่บนชิปรักษาความปลอดภัยบนตัวเครื่องเท่านั้น แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ข้อมูลใบหน้าจะถูกโอนย้ายไปเก็บไว้ที่อื่น หรือมีการนำไปผนวกรวมกับการใช้งานเทคโนโลยี, แอปพลิเคชัน หรือบริการอื่นๆ หรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม การตั้งคำถามเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ใช้อย่างเราๆ เพราะเราจะได้ทราบอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีแบบใหม่ที่ดูภายนอกแล้วน่าใช้งาน แต่ในความเป็นจริงแล้วปลอดภัยจริงหรือไม่ ถ้าหากปลอดภัยแล้วปลอดภัยมากน้อยเพียงใด เนื่องจากในปัจจุบันการจารกรรมข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์มีอยู่มากมาย เหล่าแฮ็กเกอร์ที่พยายามจะลองของกับ Apple ด้วยการเจาะระบบ Cloud หรือแฮ็กไอโฟนก็มีไม่น้อยเช่นกัน แต่ Apple เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Privacy เป็นอันดับแรก ดังนั้น ผู้ใช้ก็น่าไว้วางใจได้ว่า Apple คงไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญสิ้นความน่าเชื่อถือ หรือทำให้ทุกอย่างที่สร้างมาพังลงไปจากเรื่องความปลอดภัยแน่นอน

 

ที่มา : The Verge


วันที่ : 14/9/2560

 




Cookie Consent

Our website uses cookies to provide your browsing experience and relavent informations.Before continuing to use our website, you agree & accept of our Cookie Policy & Privacy