[บทวิเคราะห์] หน้าจอ OLED ของ iPhone X จะช่วยให้ Apple ไต่ระดับยอดขายมาเทียบเคียง Samsung ได้หรือไม่? ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากการร่วมธุรกิจครั้งนี้ มาลองดูกัน!

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปีเช่นนี้ แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายๆ แบรนด์ต่างพากันเริ่มวางกำหนดการการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนมากก็มักจะเป็นเรือธงตัวท็อปของค่ายที่มาพร้อมกับความเป็นที่สุดในหลายๆ ด้าน ซึ่งหนึ่งในสมาร์ทโฟนรุ่นเด่นที่ผู้ใช้ทั่วโลกต่างเฝ้ารอกันมากที่สุดรุ่นหนึ่งก็คือ iPhone X และ iPhone 8 Series ว่าที่ไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัวในค่ำคืนวันพรุ่งนี้แล้ว โดยคาดการณ์กันว่า iPhone X จะมาพร้อมกับฟีเจอร์สุดพิเศษมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือการใช้งานหน้าจอ OLED เป็นครั้งแรก
อย่างที่ทราบกันดีว่า Apple ไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนของสมาร์ทโฟนเองทั้งหมด เพียงแต่ทำการออกแบบ และว่าจ้างบรรดา OEM หลายรายให้ผลิต หรือซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทอื่นมาใช้งาน ซึ่งการใช้งานหน้าจอ OLED ในครั้งนี้ Apple ก็จำเป็นต้องร่วมธุรกิจกับ Samsung คู่แข่งรายหลักที่สู้รบปรบมือกันมาอย่างยาวนาน เพราะ Apple จำเป็นต้องใช้จอ OLED และคนที่มีกำลังการผลิตที่เพียงพอกับความต้องการของ Apple ในขณะนี้ก็คือ Samsung นั่นเอง แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่า แม้ Apple จะร่วมธุรกิจกับ Samsung โดยให้ iPhone X ใช้งานหน้าจอ OLED แต่ Apple จะสามารถทำยอดขายได้ใกล้เคียง หรือเอาชนะ Samsung ได้หรือไม่ มาลองอ่านบทวิเคราะห์ประเด็นนี้กันดูครับ
Samsung คือราชาแห่งหน้าจอ OLED ในขณะนี้!


แน่นอนว่าหากกล่าวถึงเทคโนโลยีหน้าจอ AMOLED บนสมาร์ทโฟน หรือบนอุปกรณ์อื่นๆ ชื่อแบรนด์ชื่อแรกที่ผู้ใช้ทั่วโลกจะนึกถึงก็คือ Samsung เพราะ Samsung นั้นเริ่มลงในด้านการผลิตหน้าจอ AMOLED มาตั้งแต่ช่วงการเปิดตัว Samsung Galaxy S2 ในปี 2013 แล้ว และมียอดขายในส่วนของหน้าจอ OLED ที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งในปี 2016 ที่ผ่านมา ยอดขายหน้าจอ OLED ของ Samsung อยู่ที่ 400 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นจากในปี 2013 ที่ทำได้เพียง 200 ล้านชิ้น คิดเป็นอัตราหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว จนส่งผลให้ Samsung ครองตลาดหน้าจอ OLED ด้วยสัดส่วนกว่า 97.1% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2017
ยอดขายหน้าจอ OLED ของ Samsung ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสมาร์ทโฟนของตนเองเท่านั้น แต่บรรดาแบรนด์ผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็ต้องการใช้งานหน้าจอ OLED เช่นเดียวกัน เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นใดที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ก็มักจะทำยอดขายได้ดีไปด้วย แต่เมื่อลูกค้ารายใหญ่อย่าง Apple หันมาจับมือกับ Samsung และมีข่าวว่า Apple ต้องการหน้าจอ OLED ในจำนวนประมาณ 70-100 ล้านชิ้น สำหรับ iPhone X ที่กำลังจะเปิดตัว ทำให้ Samsung ต้องลงทุนสร้างโรงงานผลิตหน้าจอ OLED เพิ่มอีก เพื่อรองรับความต้องการของ Apple เพราะเม็ดเงินจากการทำธุรกิจครั้งนี้ไม่สามารถมองข้ามไปได้เลยแม้แต่น้อย และ iPhone ก็ทำยอดขายได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น Samsung จึงน่าจะรักษาลูกค้าอย่าง Apple ไว้ให้ได้ยาวนานที่สุด
แต่สิ่งที่ Apple กำลังเป็นกังวลก็คือ เมื่อ Samsung เป็นเจ้าตลาด ก็เท่ากับว่า Samsung จะผูกขาดธุรกิจนี้โดยสิ้นเชิง และสามารถตั้งราคาชิ้นส่วนหน้าจอเท่าใดก็ได้ ซึ่งข้อมูลจาก Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ชื่อดังเคยระบุว่า Apple ต้องจ่ายค่าหน้าจอ OLED ในราคาชิ้นละ 120-130 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4,000-4,300 บาท ซึ่งแพงกว่าหน้าจอ LCD บน iPhone 7 Plus ที่มีราคาประมาณ 45-55 ดอลลาร์ (1,500-1,800 บาท) เท่านั้น นอกจากนี้ บริษัท IHS Markit ยังประเมินราคาหน้าจอ OLED บน Galaxy S8 ไว้ด้วยว่า ใช้ต้นทุนไปประมาณ 85 ดอลลาร์ (2,800 บาท) ต่อชิ้น เท่านั้น จึงเท่ากับว่า Apple ต้องยอมจ่ายแม้ราคาจะสูงก็ตาม ทำให้ Apple อาจต้องหาทางออกด้วยการมองหาตัวเลือกอื่นในการผลิตหน้าจอ OLED เพื่อลดการเพิ่มกำไรให้กับคู่แข่งโดยไม่จำเป็น ซึ่งผู้ผลิตลำดับสองของโลกอย่าง LG ก็ถูกจับตามองทันทีว่าจะเป็นตัวเลือกของ Apple หรือไม่
LG คือทางออกสำหรับการล้มยักษ์อย่าง Samsung?


เมื่อ Apple มองถึงผลในระยะยาวว่า ราคาของหน้าจอ OLED ที่ทำสัญญากับ Samsung อยู่ในขณะนี้น่าจะมีราคาที่สูงเกินไป และอาจจะส่งผลให้ iPhone แข่งขันกับแบรนด์อื่นได้ลำบากขึ้น เพราะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ Apple ต้องหาตัวเลือกใหม่ที่สามารถเข้ามาชิงพื้นที่จาก Samsung และตัดราคาหน้าจอ OLED ให้ลดลงมา นั่นก็คือ LG โดย LG เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตหน้าจอ OLED สำหรับสมาร์ทโฟนที่เป็นที่ 2 รองมาจาก Samsung แต่ปัญหาสำคัญของ LG คือกำลังการผลิตจอ OLED นั้นมีไม่เพียงพอ และยังห่างชั้นกับ Samsung อยู่มาก แม้ทาง LG จะวางแผนลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 120 ล้านชิ้นต่อปี ภายในช่วงหลังกลางปี 2018 เป็นต้นไป แต่จำนวนเพียงเท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของ Apple เพราะขนาด iPhone 7 ยังทำยอดขายได้ถึง 215 ล้านเครื่องในปีที่ผ่านมา ทำให้ในช่วงนี้ Apple ก็น่าจะต้องจำยอมทำธุรกิจร่วมกับ Samsung ไปก่อน
แม้ว่า Apple จะยอมซื้อหน้าจอ OLED จาก Samsung ไปอีกระยะหนึ่ง แต่ Apple ก็ยังร่วมลงทุนกับ LG Display ด้วยเม็ดเงินกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นกำลังการผลิตหน้าจอ OLED ของ LG ให้เพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่เล็งเห็นปัญหาเดียวกับ Apple ก็ได้ร่วมลงทุนกับ LG Display ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ LG กลายเป็นผู้ผลิตที่ทัดเทียมกับ Samsung และทำให้ราคาของหน้าจอ OLED ในตลาดไม่สูงจนเกินไปด้วย
บทสรุป : แม้จอ OLED จะสำคัญ แต่ก็ไม่ได้การันตียอดขายเสมอไป

ถ้าหากมองในมุมของผู้ผลิตหน้าจอ OLED แน่นอนว่าการเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดนั้นมีข้อได้เปรียบมากมาย ทั้งคู่ค้าที่หลั่งไหลกันเข้ามา หรือแม้แต่การตั้งราคาให้สูงก็ทำได้ ซึ่งการที่ไม่มีผู้ผลิตรายอื่นเติบโตขึ้นมาแข่งขันได้ ก็อาจทำให้ผู้ซื้อค่อนข้างเสียเปรียบมากทีเดียว
แล้วถ้าหากมองในมุมของผู้ผลิตสมาร์ทโฟน หน้าจอ OLED สำคัญอย่างไร? ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหน้าจอ OLED ไม่มีส่วนสำคัญ เพราะหน้าจอ OLED ช่วยให้สินค้าดูมีความโดดเด่นขึ้นมาจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ด้วยความคมชัดของหน้าจอ, การแสดงผลสี และการประหยัดพลังงาน รวมไปถึงการผสมผสานเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ากับหน้าจอก็ทำได้ เช่น เทคโนโลยีหน้าจอ HDR เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีหน้าจอ OLED ก็นับเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้หันมาสนใจสมาร์ทโฟนรุ่นนั้นๆ ด้วย
แต่ถ้าเรามองในมุมของผู้บริโภคที่ซื้อสมาร์ทโฟนในปัจจุบันล่ะ? สำหรับผู้ซื้อบางราย หน้าจอจะเป็น OLED หรือ LCD ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากเท่ากับ แบรนด์น่าเชื่อถือหรือไม่ และวางขายในราคาเท่าไหร่ ซึ่งปัจจัยหลักๆ ที่สามารถกำหนดการตัดสินใจของผู้ซื้อได้ก็ยังมีอีก ทั้งในเรื่องของ กล้องถ่ายภาพ, ชิปเซ็ตประมวลผล หรือ RAM เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีหน้าจอนั้นไม่ใช่ปัจจัยลำดับต้นๆ ที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่จะนำมาเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถ้า LG สามารถขึ้นมาเป็นผู้ผลิตหน้าจอ OLED สำหรับสมาร์ทโฟนได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับ Samsung เราคงจะได้เห็นการแข่งขันในสงครามหน้าจอที่ดุเดือดมากกว่านี้หลายเท่า และอาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ Samsung ไม่น้อยทีเดียว และก็น่าติดตามสำหรับ Apple ว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อจอ OLED นี้จะสามารถสร้างความคุ้มค่าให้กับบริษัทได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปครับ
ที่มา : androidauthority
วันที่ : 11/9/2560
