iPhone : เมื่อสิ่งที่ล้ำที่สุดไม่ใช่สเปก แต่เป็นความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว
ในระยะหลังมานี้แม้ว่า iPhone มักจะถูกหลายคนมองว่า เป็นมือถือที่ตามหลังแบรนด์อื่นๆ โดยเฉพาะมือถือฝั่ง Android ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ดีไซน์, แบตเตอรี่, กล้องถ่ายภาพ ไปจนถึงนวัตกรรมใหม่ๆ แต่จริงๆ แล้ว iPhone ไม่ได้เป็นมือถือที่ล้าหลังเสมอไป เพราะ Apple ได้พัฒนาฟีเจอร์สำคัญอยู่หนึ่งอย่าง ซึ่งได้กลายมาเป็นสิ่งที่มีความล้ำหน้ากว่าสเปกของไอโฟนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นก็คือ ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว
ปรัชญาการออกแบบที่เน้นความเป็นส่วนตัว

“ผมเชื่อว่าใครหลายคนต้องการที่จะแชร์ข้อมูลส่วนตัวมากกว่าคนอื่นๆ แต่ก่อนที่จะให้พวกเขาแชร์อะไรสักอย่าง ให้ถามเขาก่อน ถามอีกรอบ ถามซ้ำอีกหลายๆ ครั้งจนกว่าพวกเขาจะบอกให้คุณเลิกถาม และควรบอกให้พวกเขาทราบอย่างตรงไปตรงมา เมื่อคุณต้องการที่จะนำข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาไปใช้งาน”
ประโยคด้านบนคือสิ่งที่ Steve Jobs ประกาศไว้ในงานประชุม All Things Digital Conference เมื่อปี 2010 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของ Apple ที่จะไม่แอบเก็บข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้แบบลับๆ การเก็บข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างจะต้องมีการประกาศให้ผู้ใช้ทราบแบบชัดเจน

หากย้อนกลับไปดูแนวทางการออกแบบ iPhone รุ่นแรก ที่ Jobs ไม่อนุญาตให้นักพัฒนา Third-party เข้ามาพัฒนาแอปพลิเคชันให้กับ iPhone ก็เป็นเพราะมีความกังวลเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบแอปพลิเคชันเหล่านี้ว่ามีความปลอดภัยต่อ iPhone มากน้อยเพียงใด ถึงขนาดที่ว่าในช่วงแรก Jobs ต้องการให้เหล่านักพัฒนา Third-party สร้างแอปพลิเคชันสำหรับรันบนเซิฟเวอร์ ซึ่งไอโฟนจะมีหน้าที่เป็นตัวรับส่งข้อมูล และสั่งการทำงานจากระยะไกลเท่านั้น จนภายหลังได้พัฒนาแพลตฟอร์ม App Store และ SDK (ชุดพัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับนักพัฒนา) เพื่อให้นักพัฒนา Third-party สามารถสร้างแอปพลิเคชันให้กับ iPhone ได้หากผ่านมาตรการตรวจสอบอันเข้มงวดของ App Store เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แอปฯ จะไม่กระทบต่อการทำงาน และข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
และหากเราลองสังเกตการออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple แต่ละชิ้น จะพบว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเน้นทำงานอยู่เบื้องหลังแบบเงียบๆ โดยไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มาก ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกา Apple Watch ที่สามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแบบอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการล้มลงแบบรุนแรง, หูฟังที่สามารถเชื่อมต่อกับมือถือได้แบบอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้เปิดฝาเคสหูฟัง โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปตั้งค่าใดๆ ให้ยุ่งยา ไปจนถึง การปิด Wi-Fi และ Bluetooth บนระบบปฏิบัติการ iOS ที่ไม่ได้ปิดการทำงานทั้งหมดในครั้งเดียว แต่เป็นการปิดการทำงานแบบชั่วคราว และจะเปิดใช้งานแบบอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้อยู่ที่บ้าน หรือที่ทำงานที่เชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth อยู่เป็นประจำ ซึ่งพูดง่ายๆ ก็คือ ระบบของ Apple เปรียบเสมือนพ่อบ้านที่รู้ใจว่าเราต้องการอะไร และจะทำงานในสิ่งที่จำเป็นเมื่อผู้ใช้ต้องการเท่านั้น

สำหรับไอโฟน Apple เลือกที่จะปกป้องความเป็นส่วนตัวด้วยระบบยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลเชิงชีวภาพ (Biometrics) ด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือแบบ Touch ID ที่เริ่มนำมาใช้งานกับ iPhone 5s ที่เปิดตัวในปี 2013 เป็นครั้งแรก ซึ่งแม้ว่าจริงๆ แล้วในช่วงนั้นจะมีแบรนด์ที่สามารถพัฒนาระบบสแกนลายนิ้วมือได้แล้ว แต่ Apple กลับเป็นแบรนด์ที่ทำให้เห็นว่าระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID เป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริง และสะดวกกว่าการมาใส่รหัสผ่านทุกครั้งเมื่อต้องการปลดล็อกหน้าจอ รวมทั้งในปัจจุบัน Apple ก็ขยับความเป็นส่วนตัวไปอีกขั้นด้วยระบบยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้าแบบ 3 มิติ (Face ID) ที่ใช้ใบหน้าแทนรหัสผ่าน และมีข่าวว่าในอนาคตจะมีการอัปเกรดไปใช้ระบบยืนยันตัวตนสองรูปแบบทั้งสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ และการสแกนใบหน้า 3 มิติพร้อมกัน เพื่อเสริมความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวให้ล้ำหน้าไปอีกขั้น
หลักการปกป้องข้อมูลส่วนตัวสุดแกร่ง

แม้จะเปลี่ยนผ่าน CEO จาก Steve Jobs มาเป็น Tim Cook แต่แนวทางการเก็บข้อมูลส่วนตัว และการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของ Apple ก็ยังคงถูกสืบทอดเจตนารมย์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อไม่นานมานี้ Tim Cook ได้กล่าวสปีชในงานสัมนา Computers, Privacy & Data Protection ซึ่งเน้นย้ำให้ผู้ใช้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว โดยระบุว่า หากเรายอมรับว่า การที่บริษัทเก็บข้อมูลส่วนตัวทุกอย่างเพื่อนำไปขายต่อเรื่อยๆ สิ่งที่เราสูญเสียไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งหลังจากที่ Tim Cook พูดถึงประเด็นดังกล่าวเสร็จสิ้น ทาง Apple ได้ออกมาเปิดเผยให้ทราบถึงหลักการ 4 อย่างที่ Apple นำมาใช้ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานให้ทราบกันแบบชัดเจน ได้แก่
1.Data Minimization
เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ในปริมาณน้อย และนำมาใช้สำหรับตอบสนองบริการที่ผู้ใช้ต้องการเท่านั้น ซึ่งเคยมีงานวิจัยออกมาว่า ข้อมูลที่ถูกส่งต่อมาจากระบบ iOS มีปริมาณที่น้อยกว่า Android ราว 10 เท่าเลยทีเดียว
2.On-Device Processing
เน้นประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ภายในมือถือ มากกว่าส่งกลับไปที่เซิฟเวอร์ของ Apple เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว
3. User Transparency and Control
ต้องมีการประกาศให้ผู้ใช้ทราบเสมอว่า ข้อมูลส่วนตัวกำลังถูกนำไปแชร์ต่อหรือไม่ หรือกำลังถูกนำไปใช้ในทางใด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมข้อมูลความเป็นส่วนตัวได้ทันที
4.Secuirty
ฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ จะต้องทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัว
นอกจากหลักการ 4 อย่างด้านต้น Apple ยังคำนึงถึงเป้าหมายที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูลส่วนตัวได้มากที่พวกเขาต้องการ แต่ข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกแชร์ออกไปอย่างปลอดภัย และผู้ใช้จะต้องสามารถปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวได้ด้วยตนเอง ซึ่งหลักการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ Apple ได้พัฒนามาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว และในปัจจุบัน Apple ก็ยังคำนึงไปถึงวิธีการปกป้องข้อมูลส่วนตัวอีกหนึ่งรูปแบบนั่นก็คือ App Tracking Transparency
App Tracking Transparency นโยบายความเป็นส่วนตัวยุคใหม่

ในระบบปฏิบัติการ iOS 14 ทาง Apple ไม่ได้พัฒนาแค่ดีไซน์ หรือปรับปรุงประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์ที่เรียกว่า App Tracking Transparency (ATT) ที่เตรียมเริ่มบังคับใช้ในอัปเดต Beta รอบหน้า
ATT เป็นฟีเจอร์ที่ Apple นำมาบังคับใช้ให้ทุกแอปพลิเคชัน จำเป็นจะต้องขอสิทธิการเข้าถึงในการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานก่อน มิเช่นนั้นจะไม่สามารถติดตาม (Tracking) ผู้ใช้งานผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ ได้อีกต่อไป นอกจากนี้ Apple จะเตรียมบังคับให้แอปพลิเคชันที่อยู่ในแพลตฟอร์ม App Store จำเป็นจะต้องประกาศนโยบายด้านความเป็นส่วนตัว และการนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้งาน ด้วยภาษาที่ผู้ใช้สามารถเข้าใจได้ง่าย และหากมีการตรวจสอบพบว่า แอปพลิเคชันได้แอบติดตามผู้ใช้โดยที่ไม่ได้รับการยินยอม ก็มีสิทธิที่จะถูกถอดแอปพลิเคชันออกจาก App Store ซึ่งประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับการโฆษณาโดยตรง เนื่องจากจะไม่สามารถโฆษณาแบบเจาะจงเป้าหมาย (Target Ads) ได้แบบง่ายๆ อีกต่อไป
นโยบายทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เพื่อให้ผู้ใช้ iOS Device สามารถเลือกที่จะแชร์ข้อมูลส่วนตัว หรือไม่แชร์ได้ตามความเหมาะสม และเพื่อป้องกัน Data Brokers (บริษัทที่เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ และนำไปขายให้กับบริษัทต่างๆ) ซึ่งต่างจากระบบปฏิบัติการ Android ในยุคปัจจุบันที่มีการประกาศขอเพียงสิทธิเข้าถึงฟังก์ชันการทำงานต่างๆ ในสมาร์ทโฟน แต่ไม่ได้มีการระบุให้ทราบแบบแน่ชัดว่า ข้อมูลเหล่านี้ถูกผู้พัฒนาแอปฯ นำไปทำการ Tracking ต่อหรือไม่
จะเห็นได้ว่า Apple มีการพัฒนาระบบความปลอดภัยเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันมาโดยตลอด และมักจะเป็นฟีเจอร์ที่ Apple นำมาโฆษณาเพื่อดึงดูดผู้ใช้ แต่ทั้งนี้ระบบปฏิบัติการทั้ง iOS และ Android ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งระบบปฏิบัติการไหน หรือมือถือแบรนด์ใดจะดีกว่ากันนั้นทางทีมงานคงไม่ตัดสินได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับความชื่นชอบส่วนบุคคลด้วย ซึ่งหากทดลองเล่นแล้วถูกใจ ก็ถือว่าน่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ
ข้อมูลอ้างอิง : Apple (1), (2), Fast Company,
วันที่ : 8/2/2564





