หน้าแรกมือถือ > รวมข่าวมือถือ > หน้าบทความ ข่าวมือถือ
   
Date : 5/4/2564

มือถือ Android vs iPhone อะไรดีกว่ากัน ?

 

หนึ่งในคำถามที่มักจะมีการสอบถามกับทีมงานอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือ ระหว่างมือถือ Android vs iPhone แบบไหนดีกว่ากัน ? ควรเลือกซื้ออะไรดี ? ในวันนี้ทางทีมงานจึงรวบรวมคำตอบในหลาย ๆ ประเด็น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อมือถือ Android และ iPhone ให้แก่ทุกท่าน หากพร้อมแล้ว ไปรับชมกันเลยครับ

 

Android vs iPhone : รุ่น และความหลากหลาย

 

Android

ด้วยความที่ระบบปฏิบัติการ Android เป็นแบบ Open Source แบรนด์ผู้ผลิตรายต่าง ๆ สามารถนำไปปรับแต่งได้อย่างอิสระ ทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ ซึ่งหากแบรนด์ไหนต้องการใช้ Google Mobile Services ก็สามารถจ่ายเงินเพื่อขอ License กับทาง Google ได้โดยตรง ซึ่ง Google จะรับหน้าที่ตรวจสอบว่ามือถือรุ่นนั้น ๆ ผ่านเกณฑ์ด้านฮาร์ดแวร์ และความปลอดภัยจาก Google หรือไม่ 

ในส่วนของรุ่น และตัวเลือก ฝั่ง Android ถือว่ามีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการเลือกใช้ชิปเซ็ตประมวลผล (SoC) จากแบรนด์ผู้ผลิตใหญ่ ๆ ทั้งหมด 4 ค่ายใหญ่ ๆ ได้แก่ Qualcomm, MediaTek, Kirin และ Samsung  ทำให้สมาร์ทโฟน Android มีการวางจำหน่ายจากหลากหลายผู้ผลิต พร้อมสเปก และราคาวางจำหน่ายที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสนบาท

 

iPhone

ระบบปฏิบัติการ iOS ที่ใช้บน iPhone แรกเริ่มเดิมทีถูกเขียนขึ้นมาเป็นระบบปิด ก่อนที่ภายหลังจะมีการปล่อยชุดพัฒนาซอฟท์แวร์ (SDK) เพื่อให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปฯ ให้แก่ iPhone ได้ ซึ่งแม้ว่าภายหลัง Apple จะเปิดให้ Third-Party เข้ามามีบทบาทกับ iOS มากขึ้น แต่แอปฯ และฮาร์ดแวร์ จำเป็นต้องผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยจาก Apple อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในความโดดเด่นของระบบปฏิบัติการ iOS ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

ในส่วนของรุ่น และตัวเลือกจากฝั่ง iPhone อาจจะดูน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับ Android เนื่องจาก Apple เลือกใช้ชิปเซ็ตประมวลผลที่ทาง Apple พัฒนาขึ้นมาเอง และมีเพียง Apple เจ้าเดียวเท่านั้นที่ได้ใช้ ไม่มีการปล่อยให้มือถือค่ายอื่นได้ใช้งานเหมือนกับทางฝั่ง Android ซึ่งสาเหตุก็มาจากความตั้งใจของ Apple ที่ต้องการให้ฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ สามารถทำงานเข้ากันได้มากที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลนั่นเอง ซึ่งส่งผลให้ตัวเลือกของ iPhone น้อยลงตามไปด้วย โดยหากนับจากรุ่นที่ Apple วางขายผ่าน Apple Online Store ณ วันที่เขียนบทความ (5 เม.ย. 64) iPhone จะมีให้เลือกเพียง 5 รุ่นเท่านั้น

 

Android vs iPhone : สเปก

Android

อย่างที่เรากล่าวไปในหัวข้อด้านต้นว่า สมาร์ทโฟน Android มีการเลือกใช้ชิปเซ็ต และฮาร์ดแวร์ จากหลากหลายผู้ผลิต ทำให้สเปกโดยรวมของมือถือ Android จะมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ “ราคา” เป็นหลัก โดยส่วนมากมือถือระดับเริ่มต้นของ Android จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ หลักพัน ไปจนถึงราว 3,000 บาท, มือถือระดับกลางของ Android จะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000 - 10,000 บาท ทางด้านมือถือรุ่นท็อปของ Android จะมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป และมือถือรุ่นเรือธงซึ่งส่วนใหญ่จะมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 20,000 บาทขึ้นไป

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งสเปก และราคาของทางฝั่งมือถือ Android ก็อาจมีความแปรผันตามฟีเจอร์พิเศษ รวมถึงการตั้งราคาของแบรนด์ผู้ผลิตแต่ละเจ้า แม้มือถือบางแบรนด์อาจมีสเปกที่เท่ากัน หรือใกล้เคียงกับมือถืออีกแบรนด์ ก็อาจมีราคาวางจำหน่ายที่ไม่เท่ากันก็เป็นได้ ทำให้ผู้ที่กำลังสนใจซื้อสมาร์ทโฟน Android ควรที่จะเข้าใจถึงสเปกในแต่ละด้านว่ามือถือรุ่นนั้นๆ มีประสิทธิภาพที่อยู่ในระดับใด เพื่อช่วยให้เลือกซื้อมือถือได้ตรงใจมากที่สุด (สามารถอ่านวิธีการอ่านสเปกมือถือ Android ได้ที่นี่)

 

iPhone

แม้ว่า iPhone จะมีรุ่นให้เลือกน้อยกว่า และมีการแบ่งรุ่นย่อยในการเปิดตัวแต่ละรอบ แต่ในส่วนของสเปกถือว่าให้มาอยู่ในระดับท็อปสุด ด้วยการเลือกใช้ชิปเซ็ตรุ่นเดียวเดียวกัน หากมือถือไอโฟนรุ่นนั้น ๆ เปิดตัวพร้อมกัน เพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นไปอย่างลื่นไหลมากที่สุด โดยรุ่นย่อยของ Apple จะเน้นไปที่การปรับขนาดหน้าจอ, ความจุแบตเตอรี่ และสเปกกล้องบางส่วนนั่นเอง 

อย่างไรก็ดี สเปกทางฝั่ง iPhone อาจไม่ได้ดูหวือหวามากนักเมื่อเทียบกับฝั่ง Android เนื่องจาก Apple มีการพัฒนาซอฟท์แวร์ และฮาร์ดแวร์เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งในบางครั้งอาจส่งผลให้สเปกดูไม่ดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้เท่าที่ควรเมื่อเทียบกับฝั่ง Android เช่น หน้าจอ Refresh Rate ระดับสูง, ระบบชาร์จความเร็วสูง, กล้องความละเอียดสูง หรือกล้องซูมแบบ Periscope เป็นต้น แต่ในด้านการใช้งานจริงแล้ว iPhone ถือว่าขึ้นชื่อด้านความลื่นไหล และความแรงรอบด้าน ซึ่งจะเห็นได้จากคะแนนทดสอบบน AnTuTu ที่ iPhone มักจะทำได้สูงกว่าชิปเซ็ต Android รุ่นใหม่มาโดยตลอด

 

Android vs iPhone : กล้องถ่ายภาพ

 

Android

ในส่วนของสเปกกล้องถ่ายภาพ มือถือ Android ยุคปัจจุบันเริ่มมีการเลิกใช้กล้องหลังเดี่ยว และหันไปใช้ระบบกล้องหลายตัว (Multi-Camera) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในรุ่นระดับเริ่มต้น - กลาง มักจะให้กล้องหลังจำในจำนวนอย่างน้อย 3 ตัว ส่วนรุ่นระดับรองท็อป - รุ่นเรือธงมักจะให้กล้องหลังมาที่จำนวน 3 -5 ตัว แต่เนื่องจาก Android มีความหลากหลายสูงกันไปตามราคาวางจำหน่าย ทำให้แม้ว่ามือถือรุ่นนั้น ๆ จะมาพร้อมกับกล้องจำนวนเท่า ๆ กัน แต่ในส่วนของสเปกเซ็นเซอร์รับภาพ, เลนส์ ไปจนถึงฟีเจอร์การถ่ายภาพ ก็อาจไม่เหมือนกันก็เป็นได้ โดยมือถือที่ได้ใช้เซ็นเซอร์รับภาพตัวท็อปสุด, เลนส์ที่ดีที่สุด และฟีเจอร์การถ่ายภาพที่ดีที่สุดของฝั่ง Android มักจะเป็นมือถือระดับรองท็อป หรือมือถือรุ่นท็อป และมือถือรุ่นระดับพรีเมียม

 

iPhone

ในส่วนของไอโฟน ก็เริ่มมีการขยับมาใช้ระบบกล้องหลังที่มีจำนวนหลายตัวแล้วเช่นเดียวกัน ยกเว้นรุ่นพิเศษอย่าง iPhone SE ที่ยังคงใช้กล้องเดี่ยว โดยปกติแล้ว iPhone ที่เปิดตัวออกมาพร้อมกัน จะเลือกใช้เซ็นเซอร์รับภาพกล้องตัวหลัก และกล้อง Ultra Wide แบบเดียวกัน แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของจำนวนกล้องถ่ายภาพ โดยรุ่นท็อปอย่าง Pro และ Pro Max จะมาพร้อมกับจำนวนกล้องที่เยอะที่สุด เมื่อเทียบกับ iPhone รุ่นอื่น ๆ และในรุ่น Pro Max จะมีสเปกกล้องที่พิเศษต่างจาก iPhone รุ่นอื่น ๆ ด้วย เช่น เลนส์ที่มีค่ารูรับแสงเยอะกว่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากเทียบสเปกด้านฮาร์ดแวร์ด้านการถ่ายภาพของทางฝั่ง Android (หากนับเฉพาะรุ่นเรือธง) และ iPhone ยังถือว่ามีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร เนื่องจากฝั่ง Android มักจะให้เซ็นเซอร์รับภาพมาขนาดใหญ่กว่า ซึ่งตามทฤษฎีแล้วจะช่วยให้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่ายได้ดีกว่า ไปจนถึงความละเอียดของเซ็นเซอร์รับภาพที่สูงกว่าทางฝั่ง iPhone 

 

Android vs iPhone : การอัปเดต

Android

ในปัจจุบัน การอัปเดตของสมาร์ทโฟนฝั่ง Android จะขึ้นอยู่กับแบรนด์ผู้ผลิตเป็นหลัก ว่าจะมีการปล่อยอัปเดตรุ่นไหน เมื่อไหร่ ซึ่งมือถือแต่ละรุ่น แต่ละซีรีส์ก็จะได้รับการอัปเดตนานไม่เท่ากัน โดยส่วนมากมือถือระดับรองท็อป - เรือธง จะได้รับอัปเดตนานที่สุด ส่วนมือถือรุ่นระดับเริ่มต้น - ระดับกลาง อาจไม่ได้อัปเดตนานเท่า แต่หากช่วงนั้นมีการค้นพบช่องโหว่ที่ร้ายแรง ทางแบรนด์ก็อาจมีการส่งแพตซ์อัปเดตด่วนให้กับมือถือเกือบทุกรุ่นของตนเอง โดยระยะเวลาการอัปเดตของมือถือ Android แต่ละรุ่น สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

iPhone

สำหรับ iPhone เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อด้านการอัปเดตยาวนาน แม้เป็นรุ่นเก่าก็ยังสามารถอัปเดตเป็นเวอร์ชันใหม่ได้ โดยปกติแล้ว iPhone จะสามารถอัปเดตด้านซอฟท์แวร์ได้นานอย่างน้อยถึง 6 ปี (อ้างอิงข้อมูลจากการที่ iPhone 6 ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 พร้อมกับ iOS 8 และสามารถอัปเดตเป็น iOS 12.4.6 ที่ปล่อยออกมาเมื่อ 2020 หรือจะเป็นการที่ iPhone 6s ที่เปิดตัวมาเมื่อปี 2015 พร้อมกับ iOS 9 และยังสามารถอัปเดตเป็น iOS 14.4 ที่ปล่อยให้อัปเดตเมื่อต้นปี 2021)

 

Android vs iPhone : Ecosystem

Android

ในส่วนของ Ecosystem ทางฝั่ง Android ถือว่ามีตัวเลือกให้ใช้งานอย่างหลากหลาย ซึ่งแต่ละค่ายต่างก็พัฒนาระบบ Ecosystem เป็นของตัวเอง เพื่อให้ทุกผลิตภัณฑ์ในเครือสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ รวมทั้งเรายังสามารถนำผลิตภัณฑ์ของค่ายหนึ่งไปใช้งานกับอีกค่ายหนึ่งได้ผ่านระบบ Bluetooth หรือ Wi-Fi แต่ฟังก์ชันต่าง ๆ จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น และแม้ว่า Ecosystem ของทางฝั่ง Android จะมีให้เลือกอย่างหลากหลายก็จริง แต่บางแบรนด์ก็อาจมีอุปกรณ์ในเครือที่ไม่ครอบคลุมทุกการใช้งานในชีวิต เช่น บางแบรนด์อาจจะมี Ecosystem เพียงแค่ สมาร์ทโฟน, หูฟัง และนาฬิกา ขณะที่บางแบรนด์อาจมี Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่ สมาร์ทโฟน, แล็ปท็อป ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น 

 

iPhone

Ecosystem ของฝั่ง iPhone ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ และมีผลิตภัณฑ์ในเครือที่ครอบคลุมการทำงานในชีวิตประจำวัน เพราะ Apple ไม่ได้ผลิตแค่ iPhone เพียงอย่างเดียว แต่ยังผลิต หูฟัง, แล็ปท็อป, นาฬิกา, เดสท็อป, กล่องโทรทัศน์ ไปจนถึงแท็ปเล็ต ซึ่งผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างของ Apple จะมีการใช้ระบบปฏิบัติการที่สอดคล้องการทำงานกันและกัน ซึ่งส่งผลให้การแชร์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เป็นไปอย่างง่ายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ทั้ง Android และ iPhone ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมือถือฝั่ง Android หรือ iPhone แบบไหนจะดีกว่ากันนั้น ทางทีมงานคงไม่ตัดสินได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้งาน และความชื่นชอบส่วนบุคคลของแต่ละท่านด้วย หากทดลองเล่นแล้วถูกใจ ก็ถือว่ารุ่นนั้น ๆ น่าจับจองเป็นเจ้าของแล้วครับ 

 

นำเสนอบทความโดย : thaimobilecenter.com


วันที่ : 5/4/2564

Tags :