รู้จักกับ 5G เทคโนโลยีสุดล้ำที่เชื่อมโลกทั้งใบไว้เพียงปลายนิ้วสัมผัส กับโปรเจกต์ Internet of Skills ที่พร้อมให้หมอผ่าตัดคนไข้ที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งได้ผ่านระบบ VR!

เชื่อว่าผู้ใช้หลายท่านคงเคยได้ยินคำเรียกยุคของอินเทอร์เน็ตในแต่ละช่วงสมัยว่า 1G, 2G หรือ 3G กันมาบ้างแล้ว หากอธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ ในแต่ละยุคนั้นอินเทอร์เน็ตก็จะเพิ่มความเร็วในการดาวน์โหลด/อัปโหลดให้สูงขึ้น โดยในปัจจุบันเราอยู่ในยุคของ 4G (หรือ 4.5G ถ้าหากนับรวมเทคโนโลยี CA ที่เพิ่มความเร็วเข้าไปด้วย) ที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยี 4G ก็ถูกนำไปใช้งานในด้านต่างๆ มากมาย ล่าสุดเทคโนโลยี 5G ยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ตไร้สายก็กำลังจะมาถึง และมีคำกล่าวกันว่า เทคโนโลยี 5G จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ในรูปแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอย่างแน่นอน

เทคโนโลยี 5G เป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงที่สามารถดาวน์โหลด/อัปโหลดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งเทคโนโลยี 5G อาจมีประสิทธิภาพสูงถึงการนำไปใช้งานร่วมกับ รถยนต์ไร้คนขับที่สั่งการจากอีกที่หนึ่ง, เทคโนโลยี VR, เทคโนโลยีในระบบเมือง และหุ่นยนต์ต่างๆ แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยี 5G สามารถทำอะไร หรือเป็นอะไรที่มากกว่านั้นได้หรือไม่?
บริษัท Ericsson ได้ร่วมงานกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย King's College London เพื่อพัฒนาโปรเจกต์สำหรับการใช้งานเทคโนโลยี 5G ตั้งแต่เรื่องเพลง ไปจนถึงการแพทย์ และที่สำคัญก็คือ ทีมพัฒนานี้ตั้งเป้าไปที่การใช้งานเทคโนโลยี 5G สำหรับการใช้งานความสามารถส่วนบุคคลผ่านระบบ Network เพื่อสร้างอะไรบางอย่างที่เรียกว่า "Internet of Skills" ยกตัวอย่างเช่น แพทย์ผ่าตัดสามารถใช้งานเทคโนโลยี Virtual Reality ผ่านทางถุงมือพิเศษที่รับรู้สัมผัส และแรงกด เพื่อผ่าตัดผู้ป่วยที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งผ่านทางหุ่นยนต์ได้ ซึ่งแม้ว่าเทคโนโลยีการผ่าตัดทางไกลนี้จะเกิดขึ้นมาได้สักระยะแล้ว แต่ด้วยความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลระดับสูงของเทคโนโลยี 5G จะลดการหน่วงเวลา และอาการ Lag ต่างๆ ลงไปได้จนหมดสิ้น ซึ่งหมายความว่าแพทย์ผู้ผ่าตัดนั้นจะรับรู้สัมผัสต่างๆ ได้แบบ Real Time เสมือนกำลังผ่าตัดผู้ป่วยตรงหน้าด้วยมือของตนเองจริงๆ ซึ่ง Mischa Dohler ศาสตราจารย์ด้าน Wireless Communication ที่มหาวิทยาลัย King's College ได้กล่าวไว้ว่า "ด้วยโครงสร้างเทคโนโลยี 5G ที่เรากำลังพัฒนาอยู่นี้ เรามุ่งมั่นที่จะลดอาการหน่วง (Delay) ของสัญญาณให้น้อยที่สุดจนเทียบเท่ากับความเร็วแสง"

นอกจากนี้ Prof. Dohler ยังมีความสามารถพิเศษคือการเป็นนักเปียโน โดยเขาวางแผนไว้ว่า เขาจะสร้างระบบการจดจำการเคลื่อนไหวของมือขณะที่เล่นเปียโน เพื่อนำไปใช้สอนผู้คนทั่วโลก โดยใช้ถุงมือ Haptic Gloves ชนิดพิเศษที่สามารถติดตาม และบันทึกการเคลื่อนไหวของมือ, นิ้วมือ และตำแหน่งของมือได้ จากนั้นจึงทำการบันทึกการเคลื่อนไหวทั้งหมดเหล่านี้ลงในฐานข้อมูล และเปิดให้ใครก็ตามที่มีถุงมือดังกล่าวดาวน์โหลดไฟล์นั้นไปใช้งานเพื่อฝึกฝน หรือเรียนรู้การเล่นเปียโนด้วยการทำให้กล้ามเนื้อจดจำการเคลื่อนไหวได้ทันทีทุกที่ทุกเวลา
ไม่เพียงแต่การบันทึกสกิลด้านการเล่นเปียโนเท่านั้น แต่ Prof. Dohler ยังวางแผนถึงการบันทึกการเคลื่อนไหวมือของศัลยแพทย์ แล้วนำไปอัปโหลดเพื่อสอนนักศึกษาแพทย์ทั่วโลกอีกด้วย แต่ Prof. Dohler ก็ระบุว่าการจะทำให้เทคโนโลยี 5G ใช้งานเช่นนี้ได้คงต้องใช้เวลาพัฒนาอีกหลายสิบปีทีเดียว ซึ่งเขาก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า "เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีนี้ เพราะชั่วขณะที่คุณกำลังเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างในอีกซีกโลกหนึ่งได้ คุณก็สามารถสร้างความอันตรายได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน"
หากพิจารณาตามข้อมูลข้างต้นแล้ว นับว่าเทคโนโลยี 5G จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ไปได้โดยสิ้นเชิง ทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อเข้าหากัน และอยู่ใกล้กันเพียงนิดเดียว แม้ในความเป็นจริงจะอยู่ห่างกันแสนไกลก็ตาม ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าเทคโนโลยี 5G นี้จะถูกนำมาใช้งานเมื่อใด
ที่มา : CNN
วันที่ : 24/4/2561

