TMC Point

  8.08

การออกแบบดีไซน์

  9.5

ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ

  8.0

คุณสมบัติเครื่อง

  8.0

ฟังก์ชันการใช้งาน

 8.0

เสถียรภาพและประสิทธิภาพ

  7.5

ความคุ้มค่าต่อราคา

  7.5

 
   

Nokia 6500 Classic Review & Focus
The perfect fusion of form and function
Review Date (14-October-2007)

เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ถูกถามถึงมากในช่วงนี้ สำหรับ Nokia 6500 Classic ซึ่งได้ฤกษ์วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้เอง ด้วยราคาเปิดตัวตามศูนย์อยู่ที่ประมาณ 12,200 บาท โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ 6500 Classic น่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่เน้นในเรื่องของการออกแบบดีไซน์เป็นหลัก และยอมให้เรื่องความหลากหลายในการใช้งานเป็นรองได้บ้าง ด้วยตัวเครื่องที่บางเฉียบแต่ยังคงความแข็งแรงไว้ ซึ่งหากเทียบกับโทรศัพท์มือถือดีไซน์บางๆ ก่อนหน้านี้ของโนเกียอย่าง Nokia 6300 ที่ว่าบางอยู่แล้ว แต่กลับพบกว่า 6500 Classic บางกว่า 6300 เสียอีก อีกทั้งชิ้นงานโดยรวมถือว่ากิน 6300 อยู่ไม่น้อย ทั้งความประณีตและวัสดุที่นำมาใช้ประกอบเป็นตัวเครื่อง

สำหรับอีกรุ่นหนึ่งที่มีรหัสเดียวกันคือ Nokia 6500 Slide นั้น ในขณะนี้ก็ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน ซึ่งสำหรับ 6500 Slide จะมีความแตกต่างจาก 6500 Classic ตรงที่ 6500 Slide จะเป็นโทรศัพท์มือถือแบบฝาสไลด์ ซึ่งก็น่าใช้ไปอีกแบบ เรียกได้ว่าใครชอบแบบบางๆ ก็ต้อง 6500 Classic แต่ถ้าใครชอบแบบสไลด์ก็ต้อง 6500 Slide นั่นเอง ส่วนความสามารถโดยทั่วไปของ 6500 Classic นั้นจะเป็นโทรศัพท์มือถือที่รองรับระบบเครือข่ายได้ทั้ง WCDMA และ GSM ในตัวเดียวกัน, หน้าจอ TFT 16 ล้านสี ความละเอียดระดับ QVGA, หน่วยความจำภายใน 1 GB, มี EDGE/GPRS, มี Bluetooth/microUSB, ดูหนังฟังเพลงได้ หรือมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 2 ล้านพิกเซลในตัว เป็นต้น ซึ่งก็ถือว่า 6500 Classic มีความสามารถอยู่พอตัวเลยทีเดียว สำหรับรายละเอียดปลีกย่อย หรือการใช้งานจริงๆ จะมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรนั้น คงต้องติดตามอ่านกันต่อในบทความรีวิวที่ด้านล่างนี้

Nokia 6500 Classic Video Review & Focus
 

 

 วิดีโอรีวิว Nokia 6500 Classic ตอนที่ 1
 ข้อมูลเบื้องต้น

 

 

 

 วิดีโอรีวิว Nokia 6500 Classic ตอนที่ 2
 ลักษณะทางกายภาพ

 

 

 

 วิดีโอรีวิว Nokia 6500 Classic ตอนที่ 3
 เมนูใช้งานหลัก

 

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง


อุปกรณ์มาตรฐานของ Nokia 6500 Classic ที่เป็นเครื่องศูนย์ไทยนั้นจะประกอบไปด้วย ตัวเครื่อง Nokia 6500 Classic, แบตเตอรี่ Li-Ion รุ่น BL-6P ขนาดความจุ 830 mAh จำนวน 1 ก้อน, ที่ชาร์จแบตเตอรี่รุ่น AC-6U จำนวน 1 เส้น, สาย microUSB Cable รุ่น CA-101 จำนวน 1 เส้น, หูฟังรุ่น HS-82 จำนวน 1 เส้น, ซองหนัง จำนวน 1 ชิ้น, แผ่นซีดีซอฟต์แวร์ PC Suite จำนวน 1 แผ่น, สายคล้องตัวเครื่อง จำนวน 1 เส้น และสุดท้ายคือ คู่มือการใช้งานภาษาไทย/อังกฤษ จำนวน 1 เล่ม  ซึ่งจากอุปกรณ์มาตรฐานที่แถมมาให้กับ Nokia 6500 Classic นี้ก็ถือว่าครบถ้วนเพียงพอต่อการใช้งานเป็นอย่างดี

เมื่อแรกเห็นตัวเครื่อง

รูปลักษณ์โดยทั่วไปของ Nokia 6500 Classic จะเป็นโทรศัพท์มือถือแบบแท่งที่มีความบางเฉียบเป็นจุดเด่นที่สำคัญ และโทนสีของตัวเครื่องจะออกไปในแนวสีดำเข้มขรึมตัดกับเส้นสายสีเงินหรือโครเมียมมันวาว การออกแบบดีไซน์ดูดีมีราคา โดยเฉพาะเมื่อได้ลองสัมผัสกับตัวเครื่องจริงๆ จะพบว่าคุณภาพชิ้นงานของ 6500 Classic นั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าโทรศัพท์มือถือทั่วๆ ไปอยู่พอสมควร ทั้งในเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้ หรือความประณีตในรายละเอียดต่างๆ  แม้ว่าตัวเครื่องจะเล็กและบาง แต่กลับรู้สึกหรือสัมผัสได้ถึงความแน่นหนาแข็งแรง


ที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง การออกแบบดีไซน์โดยรวมจะมีลักษณะเหมือนกับโทรศัพท์มือถือทรงแท่งโดยทั่วไป แต่วัสดุที่นำมาใช้นั้นจะอยู่ในระดับคุณภาพที่สูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเฉพาะกรอบบริเวณรอบๆ หน้าจอแสดงผลนั้นจะทำมาจากโลหะอลูมินัมซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหรา และในขณะเดียวกันก็ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงด้วย สำหรับองค์ประกอบที่เห็นตรงด้านหน้านี้ ที่ด้านบนสุดจะเป็นลำโพงหูฟังสำหรับใช้งานขณะสนทนา ซึ่งมีลักษณะเรียวยาวพร้อมการตัดขอบด้วยสีเงิน  ส่วนถัดมาจะเป็นหน้าจอแสดงผลซึ่งมีความกว้างประมาณ 2 นิ้ว ซึ่งด้านล่างของหน้าจอจะมีโลโก้ยี่ห้อโนเกียเป็นโลหะสีบรอนซ์เงินสวยงามนูนขึ้นมา  ถัดที่บริเวณตรงกลางจะเป็นส่วนของปุ่มกดควบคุมการทำงานต่างๆ ตั้งแต่ปุ่มเลือกซ้าย-ขวา, ปุ่มรับสาย-โทรออก, ปุ่มวางสาย และปุ่มควบคุมการทำงานแบบ 5 ทิศทาง  และส่วนล่างสุดคือส่วนของปุ่มกดตัวเลขซึ่งจัดเรียงตามรูปแบบปกติที่สามารถพบเห็นได้ในโทรศัพท์มือถือทั่วไป


บริเวณปุ่มเลือกซ้าย-ขวา, ปุ่มรับสาย-โทรออก, ปุ่มวางสาย และปุ่มตกลง จะทำด้วยวัสดุพลาสติกสีดำมันคุณภาพสูง ส่วนวงแหวนเลือกทิศทางจะทำด้วยวัสดุพลาสติกคุณภาพสูงเช่นกันแต่จะเคลือบด้วยพื้นผิวแบบโครเมียมมันวาวอีกชั้นหนึ่ง  สำหรับที่ด้านล่างซึ่งเป็นแผงปุ่มกดตัวเลขก็จะทำด้วยวัสดุพลาสติกสีดำมันคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน แต่ก็จะคั่นแต่ละแถวไว้ด้วยขอบโครเมียมที่นูนขึ้นมาจากแนวระนาบเล็กน้อย ซึ่งบรรดาปุ่มกดเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้รูปลักษณ์ของ 6500 Classic นี้ดูดีและหรูหรามากขึ้น


ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง หากสังเกตที่ตัวเครื่องส่วนบนจะพบว่าทำมาจากโลหะอลูมินัมเช่นเดียวกับที่ด้านหน้า ซึ่งโลหะอลูมินัมนี้สามารถกลมกลืนเข้ากับพื้นผิวของฝาหลังที่เป็นพลาสติกสีดำมันได้เป็นอย่างดี  ซึ่งสำหรับองค์ประกอบที่พบในด้านหลังของตัวเครื่องนี้เริ่มไล่จากด้านบนจะพบกับไฟแฟลชสำหรับกล้องดิจิตอล, เลนส์กล้องดิจิตอล, ลำโพง, โลโก้ยี่ห้อโนเกียซึ่งเป็นโลหะสีเงินนูนขึ้นมาที่บริเวณตรงกลาง และสุดท้ายคือฝาหลังสีดำมัน ซึ่งช่วยให้ตัวเครื่องดูเข้มขรึมแต่ก็มีความหรูหราอยู่ด้วย แต่พื้นผิวแบบนี้จะเกิดรอยเปื้อน รอยมัน หรือรอยขีดข่วนได้ง่าย ผู้ใช้จึงต้องดูแลรักษาให้ดีมากเป็นพิเศษ


ไฟแฟลชของ 6500 Classic จะเป็นไฟแฟลชแบบคู่ซึ่งน่าจะให้ความสว่างได้ดียิ่งขึ้นกว่าไฟแฟลชแบบเดี่ยว  ส่วนที่บริเวณตรงกลางจะเป็นเลนส์กล้องดิจิตอลขนาด 2 ล้านพิกเซลซึ่งล้อมรอบด้วยกรอบโครเมียมที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย และที่ด้านขวาของเลนส์กล้องจะเป็นลำโพงในตัว ซึ่งมีไว้สำหรับให้เสียงต่างๆ เช่น เสียงเรียกเข้า หรือเสียงเพลง เป็นต้น  ส่วนที่บริเวณตรงกลางจะเป็นโลโก้ยี่ห้อโนเกียซึ่งเป็นโลหะสีเงินนูนขึ้นมาซึ่งช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับตัวเครื่องได้อีกเล็กน้อย


ที่ด้านขวาของตัวเครื่องไม่มีองค์ประกอบที่เป็นส่วนควบคุม, ส่วนแสดงผล หรือส่วนเชื่อมต่อใดๆ จะมีก็เพียงพื้นผิวเรียบๆ ซึ่งน่าจะมีสาเหตุมาจากความบางของตัวเครื่องนั่นเอง โดย 6500 Classic จะมีความหนาเพียง 9.5 มิลลิเมตรเท่านั้น โดยที่บริเวณด้านบนจะทำด้วยโลหะอลูมินัม ส่วนด้านล่างก็จะเป็นพลาสติกสีดำมัน


ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่องก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับทางด้านซ้าย นั่นคือไม่มีองค์ประกอบที่เป็นส่วนควบคุม, ส่วนแสดงผล หรือส่วนเชื่อมต่อใดๆ จะมีก็เพียงพื้นผิวเรียบๆ เท่านั้น


เมื่อพลิกมาดูที่ด้านบนของตัวเครื่องก็ออกแบบมาอย่างเรียบๆ เช่นกัน แต่ก็ยังมีส่วนเชื่อมต่อประเภทหนึ่งติดตั้งเอาไว้ด้วย นั่นคือส่วนเชื่อมต่อแบบ microUSB ซึ่งมีไว้สำหรับการใช้งานเชื่อมต่อข้อมูลด้วยสาย Data Cable นั่นเอง  โดยช่อง microUSB นี้จะมีฝายางปิดเอาไว้ด้วย เพื่อกันฝุ่นละอองเข้าไปรบกวนส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ด้านใน


สุดท้าย เมื่อพลิกมาดูที่ด้านล่างของตัวเครื่องก็ถูกออกแบบมาให้ดูเรียบๆ อีกเช่นเดียวกัน มีอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ที่ด้านล่างนี้  นั่นคือไมโครโฟนที่เอาไว้ใช้งานขณะสนทนา, สั่งงานด้วยเสียง หรือบันทึกเสียงนั่นเอง

เริ่มใส่ซิมการ์ด และแบตเตอรี่


การใส่ซิมการ์ด และแบตเตอรี่สำหรับ Nokia 6500 Classic นั้นไม่ได้มีความยุ่งยากแต่อย่างใด มีวิธีการคล้ายกับโทรศัพท์มือถือทั่วๆ ไป  ขั้นแรกให้ทำการเปิดฝาหลักออกมาก่อน โดยใช้นิ้วโป้งกดลงไปที่บริเวณฝาหลังด้วยแรงพอสมควร แล้วออกแรงดันไปที่ด้านท้ายของตัวเครื่องตามภาพ หากทำได้ถูกต้อง ฝาหลังก็จะเลื่อนออกมาได้ตามปกติ แต่จากการทดลองเปิดฝาหลังของเครื่องทดสอบนี้พบว่าฝาหลังค่อนข้างแน่น จึงต้องออกแรงกดและดันมากพอสมควร หากไม่ต้องการออกแรงมากก็อาจจะเปลี่ยนเป็นใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างแทน ก็น่าจะช่วยได้มากพอสมควร


เมื่อเปิดฝาหลังออกมาก็จะพบกับส่วนสำหรับใส่ซิมการ์ด และแบตเตอรี่ดังภาพ ซึ่งมีลักษณะหน้าตาคล้ายคลึงกับโทรศัพท์มือถือทั่วๆ ไป  ส่วนฝาหลังที่ถอดออกมานั้นทำมาจากพลาสติกที่มีพื้นผิวสีดำมัน ซึ่งแม้จะเป็นพลาสติกแต่ดูแล้วก็เป็นพลาสติกที่มีคุณภาพสูง ดูแข็งแรงทนทานดี ไม่น่าที่จะเกิดการแตกหักเสียหายได้ง่าย

 
การใส่ซิมการ์ดให้สังเกตที่ช่องตรงด้านบนซ้าย ซึ่งเป็นช่องที่มีแผ่นโลหะปิดเอาไว้ โดยวิธีการใส่แผ่นซิมการ์ดนั้นให้ทำการดันแผ่นซิมการ์ดเข้าไปในช่องดังกล่าวให้ถูกทิศทาง โดยสังเกตได้จากรอยบากที่ปั๊มเป็นสัญลักษณ์เอาไว้ ซึ่งต้องออกแรงพอสมควรเนื่องจากช่องนี้ค่อนข้างแน่น และด้วยลักษณะของการใส่ซิมการ์ดแบบนี้ หากถอดใส่ซิมการ์ดบ่อยๆ ขั้วโลหะที่อยู่ภายในก็จะมีโอกาสเสียดสีกับผิวสัมผัสโลหะของซิมการ์ดได้มากขึ้น จึงเป็นไปได้ว่าจะมีความเสี่ยงที่อายุการใช้งานของซิมการ์ดจะลดลงกว่าปกติบ้างไม่มากก็น้อย

 
การใส่แบตเตอรี่ควรใส่ซิมการ์ดให้เรียบร้อยเสียก่อนเนื่องจากช่องใส่ซิมการ์ดจะอยู่ในระนาบเดียวกันกับก้อนแบตเตอรี่ โดยเมื่อใส่ซิมการ์ดเรียบร้อยแล้ว ก็ให้นำก้อนแบตเตอรี่มาวางไว้ให้ถูกตำแหน่งภายในช่อง โดยสังเกตทิศทางจากขั้วโลหะที่อยู่บริเวณด้านบนของช่องใส่ เมื่อวางก้อนแบตเตอรี่ได้อย่างถูกทิศทางแล้วก็ให้ดันก้อนแบตเตอรี่ลงไปในช่องให้เรียบร้อย


เมื่อทำการใส่ซิมการ์ด และแบตเตอรี่เรียบร้อยดีแล้ว ที่ด้านหลังของตัวเครื่องก็จะมีลักษณะดังภาพ จากนั้นก็ให้นำฝาหลังมาปิดเอาไว้ตามปกติเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดใช้งานเครื่องต่อไป 

ความเหมาะมือ ขนาด และน้ำหนัก


สำหรับตัวเครื่องของ Nokia 6500 Classic นั้นมีขนาดที่ค่อนข้างบางมาก โดยมีความหนาเพียง 9.5 มิลลิเมตรเท่านั้น ส่วนความสูง และความกว้างถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของโทรศัพท์มือถือทรงแท่งทั่วๆ ไป ไม่มีปัญหาทั้งผู้ที่มีฝ่ามือขนาดเล็กหรือฝามือขนาดใหญ่ แต่ด้วยความบางและพื้นผิวที่ค่อนข้างมันนี้เองที่ทำให้การจับถือนั้นไม่กระชับเท่าที่ควร มีความลื่นอยู่ค่อนข้างมาก การยึดเกาะไม่ค่อยดีนัก หากถืออย่างไม่ระมัดระวังตัวเครื่องก็อาจจะหลุดจากมือได้โดยง่าย ส่วนน้ำหนักตัวระดับ 95 กรัมนั้นถือว่าไม่เบาเสียทีเดียวสำหรับโทรศัพท์มือถือทรงแท่งที่บางเฉียบแบบนี้ แต่ก็ได้มาซึ่งวัสดุชั้นดีที่สัมผัสได้ถึงความแน่นหนาแข็งแรง


ขนาดความสูง และความกว้างของ Nokia 6500 Classic เมื่อนำมาเทียบกับ Nokia 6120 Classic (เครื่องทางซ้าย) และ Nokia 2630 (เครื่องทางขวา) จะเห็นว่า 6500 Classic มีความสูงที่มากกว่า และมีความกว้างที่น้อยกว่าอยู่เล็กน้อย  แต่โดยรวมก็ถือว่าไม่ห่างกันซักเท่าไหร่


ส่วนความหนานั้นแน่นอนว่า 6500 Classic มีความหนาน้อยกว่าอีก 2 รุ่นดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความบางนี้เองที่ถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญของ 6500 Classic รุ่นนี้

เริ่มเปิดเครื่อง


เมื่อทำการใส่ซิมการ์ด และแบตเตอรี่เรียบร้อยดีแล้ว ก็พร้อมที่จะทำการเปิดเครื่องเพื่อใช้งาน โดยวิธีการเปิดเครื่องของ Nokia 6500 Classic นั้นสามารถทำได้ไม่ยาก โดยกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องซึ่งเป็นปุ่มเดียวกันกับปุ่มวางสายค้างไว้ประมาณ 2-3 วินาที หลังจากนั้นเครื่องก็จะทำการสตาร์ทตัวเอง และปรากฏเป็นหน้าจอสแตนด์บายขึ้นมา ซึ่งสำหรับความเร็วในการสตาร์ทตัวเองของ 6500 Classic ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ช้าไม่เร็วมากเป็นพิเศษ

ความคมชัดและสวยงามของหน้าจอแสดงผล


หน้าจอแสดงผลของ 6500 Classic จะเป็นหน้าจอแบบ TFT LCD 16 ล้านสี ความละเอียดระดับ QVGA (320x240 Pixels) ซึ่งถือว่ามีความละเอียดสูง สว่างชัดเจน และมีสีสันที่สดใสเป็นอย่างดี แสดงผลได้ดีทั้งในที่มืด หรือที่แจ้ง แต่อย่างไรก็ดี ความกว้างของหน้าจอจะอยู่ที่ประมาณ 2 นิ้วเท่านั้น ทำให้การแสดงผลอาจจะไม่ใหญ่เต็มตามากนักสำหรับผู้ใช้บางราย แต่อย่างไรก็ตามด้วยขนาดความกว้างที่มีเพียง 2 นิ้วก็มีข้อดีในตัวเองคือ ทำให้การแสดงผลในระดับ QVGA ดูมีความละเอียดมากขึ้นนั่นเอง สรุปแล้วหน้าจอแสดงผลของ 6500 Classic นั้นก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีน่าพอใจ

ปุ่มกด และการตอบสนอง


ปุ่มกดทุกปุ่มของ Nokia 6500 Classic แม้จะทำมาจากพลาสติกแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นพลาสติกที่มีคุณภาพสูงขึ้นกว่าที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือทั่วไปอีกระดับหนึ่งอีกทั้งมีความนุ่มนวลในการกดปุ่มที่ค่อนข้างดี ไม่แข็งกระด้าง สามารถตอบสนองได้รวดเร็วตามปกติ ปุ่มควบคุมการทำงานต่างๆ ไม่เล็กจนเกินไป สามารถกดใช้งานได้ง่าย ส่วนปุ่มตัวเลขอาจจะชิดติดกันไปสักนิด แต่ก็มีแถบโครเมียมที่นูนขึ้นมา ช่วยให้สามารถสัมผัส หรือแยกแยะแต่ละปุ่มออกจากกันได้ไม่ยาก สรุปแล้วปุ่มกดของ 6500 Classic นั้นสามารถใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนความเร็วในการประมวลผลนั้นโดยทั่วไปถือว่ามีความรวดเร็วในระดับที่ปกติดี แต่ในบางฟังก์ชันที่ต้องมีการประมวลผลข้อมูลสูงก็จะเกิดอาการหน่วงได้บ้าง เช่น การถ่ายและบันทึกข้อมูลภาพความละเอียด 2 ล้านพิกเซลจะค่อนข้างช้า หรือการเปิดดูแกลลอรี่ที่มีรูปภาพหรือไฟล์จำนวนมาก เป็นต้น

เมนูและฟังก์ชันการทำงาน

รูปแบบการแสดงผล หรือ User Interface ของ Nokia 6500 Classic จะเป็นแบบ Nokia Series 40 เวอร์ชัน 5 (Series 40 5th Edition) ซึ่งที่หน้าจอสแตนด์บายสามารถรองรับการปรับใช้งานหน้าจอสแตนด์บายแบบแอคทีฟได้ด้วย


ที่หน้าจอหลัก จะมีการแสดงรายละเอียดหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ที่ด้านบนสุดจะมีการแสดงระดับสัญญาณ, ระดับพลังงานแบตเตอรี่, ชื่อโปรไฟล์, นาฬิกา, ชื่อเครือข่าย และวันที่ ส่วนที่ด้านล่างจะเป็นเมนูสำหรับปุ่มเลือกทางซ้าย และขวา รวมถึงการเข้าถึงเมนูหลักอีกด้วย  


เมื่อกดปุ่มตัวเลือกตรงกลางที่หน้าจอสแตนด์บาย จะปรากฏเมนูหลักของ Nokia 6500 Classic ให้เห็น ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 9 เมนูหลักคือ ข้อความ, รายชื่อ, บันทึก, การตั้งค่า, คลังภาพ, สื่อ, นัดหมาย, แอปพลิเคชัน และเว็บ

เมนูข้อความ

เมนูข้อความ คือเมนูที่รวบรวมฟังก์ชันต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรับส่งข้อความเอาไว้ เช่น การสร้างข้อความใหม่, ถาดเข้า, ศูนย์อีเมล, ฉบับร่าง, ถาดออก, ข้อความส่งออก หรือข้อความที่จัดเก็บ เป็นต้น



สามารถสร้างข้อความได้ 4 รูปแบบคือ ข้อความตัวอักษร, ข้อความอีเมล, ข้อความด่วน และข้อความคลิปเสียง โดยมีฟังก์ชันพื้นฐานมาให้อย่างครบถ้วน คล้ายกับโทรศัพท์มือถือ Series 40 รุ่นอื่นของโนเกีย


สามารถเลือกใช้งานได้ 2 ภาษาคือภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยมีระบบสะกดคำอัตโนมัติ และอักขระพิเศษมาให้เช่นเดียวกันกับรุ่นอื่นๆ


สามารถนำต้นแบบข้อความที่มีอยู่แล้วมาใช้งานได้ทันที และสามารถสร้างต้นแบบข้อความของตนเองขึ้นมาใหม่ได้


สามารถใส่รอยยิ้ม หรือตัวอักษรกระพริบไว้ในข้อความได้


สามารถกำหนดค่าใช้งานสำหรับระบบการสะกดคำอัตโนมัติได้


ผู้ใช้สามารถตั้งค่าการใช้งานเกี่ยวกับการรับ-ส่งข้อความได้ด้วยตนเอง


ลักษณะของการบันทึกเสียงเมื่อทำการสร้างข้อความคลิปเสียง



ในเมนูข้อความจะแยกโฟลเดอร์หลักๆ สำหรับการใช้งานไว้หลายโฟลเดอร์ เช่น แม่แบบข้อความ, ถาดเข้า, ฉบับร่าง, ถาดออก, ข้อความส่งออก, ข้อความที่จัดเก็บ หรือผลการส่ง เป็นต้น 



สามารถตั้งค่าสำหรับการใช้งานเกี่ยวกับการรับ-ส่งข้อความได้หลายอย่าง เช่น การสนทนา, ข้อความเสียง, ข้อความข้อมูล, คำสั่งขอบริการ, ลบข้อความ, ข้อความตัวอักษร, ข้อความมัลติมีเดีย หรือข้อความอีเมล เป็นต้น

เมนูรายชื่อ

เมนูรายชื่อ คือเมนูที่รวบรวมฟังก์ชันการทำงาน หรือการจัดการต่างๆ ที่เกี่ยวกับรายชื่อเอาไว้ เช่น การค้นหารายชื่อ, การเพิ่มรายชื่อ, การเพิ่มกลุ่มผู้โทร, การแก้ไขรายชื่อ, การเพิ่มรายละเอียดของรายชื่อ หรือการคัดลอกรายชื่อ เป็นต้น


ในเมนูรายชื่อจะมีการแบ่งเป็นโฟลเดอร์หลักเอาไว้หลายโฟลเดอร์เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น เช่น ชื่อ, ซิงโครไนส์, การตั้งค่า, กลุ่ม, โทรด่วน, ลบ, ย้าย หรือคัดลอก เป็นต้น


สามารถเพิ่มรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละรายชื่อได้มากมาย ตั้งแต่ หมายเลข, ที่อยู่อีเมล, วิดีโอ, โทนเสียง, แบ่งดูวิดีโอ SIP, ที่อยู่เว็บ, บริษัท, ชื่อทางการ, ชื่อเล่น, ที่อยู่ไปรษณีย์, ID ผู้ใช้, วันเกิด, บันทึก หรือรูปภาพ เป็นต้น


สามารถกำหนดได้ว่าจะใช้หน่วยความจำใดในการจัดเก็บรายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องและซิม, โทรศัพท์ หรือซิมการ์ด


สามารถกำหนดรูปแบบของการแสดงผลรายชื่อได้


สามารถตรวจสอบสถานะของหน่วยความจำที่เหลือ หรือที่ใช้ไปแล้วได้ ทั้งหน่วยความจำภายในตัวเครื่อง และหน่วยความจำภายในซิมการ์ด


สร้างกลุ่มผู้โทรด้วยตนเองได้อย่างอิสระ


กำหนดหมายเลขโทรด่วน, สั่งลบรายชื่อจากหน่วยความจำเครื่องหรือซิมการ์ด, สั่งย้ายรายชื่อจากเครื่องไปซิมการ์ดหรือจากซิมการ์ดไปเครื่อง, สั่งคัดลอกรายชื่อจากเครื่องไปซิมการ์ดหรือจากซิมการ์ดไปเครื่อง

เมนูบันทึก

เมนูบันทึก คือเมนูที่มีไว้สำหรับเก็บบันทึกข้อมูลการใช้งานเกี่ยวกับการโทร หรือการใช้ข้อมูลของผู้ใช้เอาไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ เช่นเบอร์โทรล่าสุด, เวลาการโทร หรือข้อมูลแพคเก็ต เป็นต้น


สามารถเลือกดูบันทึกทุกรูปแบบในหน้าเดียวกันได้


มีบันทึกการโทรที่สำคัญมาให้อย่างครบถ้วน ทั้งการบันทึกเบอร์ที่ไม่ได้รับสาย, เบอร์ที่ได้รับสาย และเบอร์ที่โทรออก


หากต้องการลบข้อมูลก็สามารถทำได้ ทั้งรายการโทรทั้งหมด, เบอร์ที่ไม่ได้รับสาย, สายที่ได้รับ, เบอร์ที่โทรออก และผู้รับข้อความ


มีการบันทึกข้อมูลของเวลาที่ใช้ในการโทร, ข้อมูลแพ็คเก็ต และเวลาที่ใช้ในการเชื่อมต่อข้อมูล


นอกจากจะมีการบันทึกข้อมูลการโทร หรือบันทึกการเชื่อมต่อข้อมูลแบบแพ็คเก็ตแล้ว ก็ยังมีการบันทึกการใช้งานข้อความ หรือการบันทึกการซิงโครไนส์มาให้ด้วย


สามารถแสดงภาพผู้โทรได้ แต่ขนาดจะค่อนข้างเล็กมาก

เมนูการตั้งค่า

เมนูการตั้งค่า คือเมนูที่รวบรวมการตั้งค่าใช้งานส่วนต่างๆ ของตัวเครื่อง โดยการตั้งค่าของ Nokia 6500 Classic จะแบ่งเป็น รูปแบบ, ลักษณะ, แบบเสียง, จอแสดงผล, วันและเวลา, ทางลัด, ซิงค์และสำรอง, การเชื่อมต่อ, การโทร, ตั้งค่าเครื่อง, การอัพเดทโทรศัพท์, การตั้งค่าป้องกัน และการตั้งค่าเรียกคืนจากโรงงาน




ผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบหรือ Profile ได้หลายรูปแบบ โดย Profile มาตรฐานที่มีมาให้จะประกอบไปด้วย ทั่วไป, ไม่มีเสียง, ประชุม, นอกตึก, ส่วนตัว 1, ส่วนตัว 2 และบนเครื่อง ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าไปกำหนดคุณสมบัติของแต่ละ Profile ได้ตามต้องการ



Nokia 6500 Classic มี Themes มาตรฐานมาให้เลือกใช้ทั้งหมด 7 แบบด้วยกัน ได้แก่ Black, Bronze, Nokia, Palm, Silver, Velvet และ Wave



การตั้งค่าแบบเสียง สามารถทำได้ทั้งเสียงเรียกเข้า, เสียงเตือน, เสียงเตือนข้อความ, เสียงเตือนอีเมล และเสียงสนทนา พร้อมทั้งสามารถกำหนดกลุ่มของผู้โทรที่จะใช้งานได้อีกด้วย 


หากต้องการเปลี่ยนภาพพื้นหลัง หรือ Wallpaper ก็สามารถทำได้ โดยอาจเลือกรูปภาพจากแกลลอรี่ หรือถ่ายภาพใหม่  นอกจากนั้นหากเป็นภาพพื้นหลังของ Themes ที่มีมากับเครื่อง ผู้ใช้ก็สามารถกำหนดรูปแบบของเอฟเฟคได้ด้วย


สามารถเปิด-ปิดการใช้งานโหมดสแตนด์บายแบบพิเศษได้ รวมถึงสามารถกำหนดค่าต่างๆ ได้ด้วย เช่นการกำหนดเมนูหรือฟังก์ชันที่จะใช้งาน หรือการกำหนดค่าให้กับปุ่มสำรวจ เป็นต้น


สามารถกำหนดสีของตัวอักษรที่แสดงที่หน้าจอได้ รวมถึงสามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งานไอคอนปุ่มสำรวจได้


สามารถกำหนดรูปแบบของภาพพักหน้าจอได้ตามต้องการ


สามารถกำหนดขนาดของตัวอักษรที่จะแสดงในเมนูหรือฟังก์ชันต่างๆ ได้


สามารถกำหนดค่าได้ทั้งวันที่, เวลา, เขตเวลา และเวลาตามฤดูกาล


สามารถเลือกรูปแบบของการแสดงผลวันที่และเวลาได้ตามต้องการ รวมถึงการรับข้อมูลวันที่และเวลาแบบอัตโนมัติ


สามารถกำหนดค่าให้กับปุ่มกดต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มเลือกด้านซ้าย, ปุ่มเลือกด้านขวา, ปุ่มสำรวจ หรือปุ่มสแตนด์บายแบบพิเศษ


สามารถซิงโครไนส์ข้อมูลกับโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ได้


สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน Bluetooth ได้ รวมถึงสามารถตั้งค่าสำหรับการใช้งานได้ เช่น การมองเห็นโทรศัพท์, การค้นหาอุปกรณ์เสียง, อุปกรณ์ที่จับคู่ หรือการตั้งชื่อโทรศัพท์ เป็นต้น 


ลักษณะของการตั้งค่าการใช้งานข้อมูลแบบแพ็คเก็ต


ลักษณะของการตั้งค่าการโทร เช่น การโอนสาย, การเลือกรับสายได้ทุกปุ่ม, การเรียกซ้ำอัตโนมัติ หรือความชัดเจนเสียง


ลักษณะของการตั้งค่าเครื่อง ซึ่งมีทั้ง การตั้งค่าภาษา, สถานะหน่วยความจำ, ล็อคปุ่มกดอัตโนมัติ หรือป้องกันปุ่มกด


ลักษณะของโปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบสถานะของหน่วยความจำภายในเครื่องว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ หรือใช้ไปแล้วเท่าไหร่


ลักษณะของการตั้งค่าการสั่งงานด้วยเสียง และข้อความต้อนรับ


ลักษณะของฟังก์ชันสำหรับการอัพเดทซอฟต์แวร์โทรศัพท์


สามารถเลือกโหมดเครือข่ายได้ 3 รูปแบบคือ โหมดคู่, UMTS และ GSM


ลักษณะของการตั้งค่าอุปกรณ์ และการตั้งกำหนดค่า


ลักษณะของการตั้งค่าป้องกัน เช่น รหัส PIN, การจำกัดการโทร, จำกัดเบอร์ หรือเฉพาะกลุ่ม


หากต้องการเรียกคืนค่าดั้งเดิมที่มาจากโรงงานก็สามารถทำได้

เมนูคลังภาพ

เมนูคลังภาพ คือเมนูที่รวบรวมไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ เอาไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งได้แก่ รูปถ่าย, วิดีโอคลิป, ไฟล์เพลง, ลักษณะ, กราฟิก, โทนเสียง, เสียงบันทึก และไฟล์ที่ได้รับ



นอกจากจะสามารถเปิดดูรูปภาพหรือรูปถ่ายได้แล้ว ยังสามารถใช้รูปภาพดังกล่าวเป็นภาพพื้นหลัง, ภาพพักหน้าจอ, ภาพรายชื่อ, ภาพรายชื่อใหม่ หรือภาพกลุ่มได้ นอกจากนั้นก็ยังมีฟังก์ชันสำหรับแก้ไขรูปภาพมาให้ด้วย เช่น ปรับความคมชัด, ใส่ข้อความ, ใส่เฟรม, ใส่ภาพตัดปะ, ใส่ภาพ หรือตัดภาพ เป็นต้น


ลักษณะของเครื่องเล่นคลิปวิดีโอ ซึ่งสามารถรองรับการแสดงผลภาพวิดีโอแบบเต็มหน้าจอได้


เครื่องเล่นเพลงสามารถกำหนดรูปแบบของเสียงเพลงได้ด้วยอีควอไลเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น ปกติ, ป๊อป, ร็อค, แจ๊ส, คลาสสิค หรือจะกำหนดค่าของอีควอไลเซอร์ด้วยตนเองก็สามารถทำได้ ในอีควอไลเซอร์ชุดที่ 1 หรือชุดที่ 2


สามารถกำหนดรูปร่างหน้าตาของเครื่องเล่นเพลงได้ 4 รูปแบบคือ ค่าที่ตั้งไว้, Bubble Steel, Brown Golden และ Outer Space


ลักษณะของเครื่องเล่นเพลง ซึ่งรองรับการเล่นสุ่ม, เล่นซ้ำ, ปรับอีควอไลเซอร์, ขยายเสียงสเตอริโอ และมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามไม่น้อย


นอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้น ในเมนูคลังภาพก็ยังมีเมนูย่อยอีกหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะ, กราฟิก, โทนเสียง, เสียงบันทึก และไฟล์ที่ได้รับ

เมนูสื่อ

เมนูสื่อ คือเมนูที่รวบรวมโปรแกรมเกี่ยวกับเรื่องของมัลติมีเดียเอาไว้ ได้แก่ กล้องดิจิตอล, วิดีโอ, เครื่องเล่นเพลง และเครื่องบันทึก


ลักษณะของหน้าจอเมื่อเข้าไปในฟังก์ชันกล้องดิจิตอล


สามารถเลือกเปิด-ปิดไฟแฟลช หรือกำหนดให้ทำงานแบบอัตโนมัติได้


สามารถตั้งเวลาถ่ายภาพล่วงหน้าได้ 3 ระดับ คือ 3, 5 และ 10 วินาที


สามารถเลือกใช้เอฟเฟ็กต์ได้ 6 รูปแบบ คือ ปกติ, สีลวงตา, เฉดสีเทา, ซีเปีย, เนกาทีฟ และโซลาไรส์


สามารถปรับค่าสมดุลสีขาวได้ 5 รูปแบบ คือ อัตโนมัติ, แสงแดด, ทังสเตน, นีออน และเส้นขอบฟ้า


ปรับคุณภาพของรูปภาพได้ 3 ระดับ คือ สูง, ปกติ และธรรมดา


ปรับความละเอียดของรูปภาพได้ 7 ระดับ คือ 1600x1200, 1280x960, 1152x864, 800x600, 640x480, 320x240 และ 160x120 พิกเซล


สำหรับการถ่ายวิดีโอ สามารถกำหนดความยาวได้ 2 ระดับคือ ค่าที่ตั้งไว้ และค่าสูงสุด  สามารถกำหนดคุณภาพของวิดีโอได้ 3 ระดับ คือ สูง, ปกติ และธรรม  สามารถกำหนดความละเอียดของวิดีโอได้ 2 ระดับ คือ 176x144 และ 128x96 พิกเซล


สามารถกำหนดได้ว่าจะให้แสดงภาพตัวอย่างเมื่อทำการถ่ายภาพไปแล้วหรือไม่